Analysis

ตำนานแชมป์ยูฟ่าฯ 3 ปีซ้อน : ซีเนอดีน ซีดาน เก่งจริง? นักเตะดี? หรือแค่มีโชค?

Zinedine Zidane

แม้จะพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า เเชมเปี้ยนส์ลีก มาเเล้วถึง 3 ครั้ง... แต่ก็ไม่วายที่ยังมีคนไม่ยอมรับว่า ซีเนดีน ซีดาน สมควรได้รับการยกย่อง เรื่องมันเป็นอย่างไร? เราจะมาวิเคราะห์ไปด้วยกันที่นี่  

We are part of The Trust Project What is it?

**หมายเหตุบทความนี้ถูกดัดเเปลงเล็กน้อยหลังจากเขียนขึ้นก่อนเกมที่ เรอัล มาดริด จะชนะ ลิเวอร์พูล ในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้่ยนส์ลีก 2018***

สื่อในสเปนโดยเฉพาะสายคาตาลันต่างพยายามหาเคล็ดลับความสำเร็จของ ซีเนดีน ซีดาน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และหากมีอยู่จริง เจ้าตัวก็เก็บงำไว้อย่างดี สุดสัปดาห์นี้เขากำลังจะพา เรอัล มาดริด ลงเล่นเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ซึ่งหากจบลงด้วยชัยชนะเขาจะกลายเป็นกุนซือผู้คว้าแชมป์บิ๊กเอียร์ 3 สมัยในช่วงเวลาการคุมทีมแค่ 2 ปีครึ่ง แล้วแบบนี้จะบอกว่าเขาไม่เก่งจริงอีกหรือ?

ซีดาน ไม่ค่อยได้รับการยอมรับว่าเป็นที่สุดและมีจุดเด่นทางใดทางหนึ่ง เขาไม่ใช่กุนซือที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลแบบ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ได้เป็นจอมเชือดเฉือนอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ และไม่มีความเป็นเจ้าแห่งวินัยอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มีหลายครั้งที่ทีมของเขาไม่ได้แสดงออกเลยว่าเป็นทีมที่เหนือกว่าในแต่ละเกมแต่ก็เอาชนะได้ในท้ายที่สุด จึงเป็นที่มาให้ใครบอกเขาว่า "ซีดาน ก็แค่พวกโชคดี"

โชคดีแค่ไหน? มาดริด ตีเสมอในวินาทีสุดท้ายของนัดชิงชนะเลิศปี 2016 ก่อนจะตามด้วยการเอาชนะในการดวลจุดโทษ

โชคดีแค่ไหน? ในปี 2017 พวกเขาได้ประโยชน์จากการที่ อาร์ตูโร่ วิดัล โดนใบเเดงในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และโชคดีแค่ไหน ที่ในปีนี้พวกเขาได้จุดโทษวินาทีสุดท้ายในเกมเลกสองรอบ 8 ทีมกับ ยูเวนตุส และตามด้วยการที่ มาร์เซโล่ แฮนด์บอลในกรอบเขตโทษที่พบกับ บาเยิร์น ในรอบ 4 ทีมสุดท้ายโดยที่ผู้ตัดสินไม่เห็น ... เห็นไหมมันมีแต่ความโชคดีครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่แค่โชคดีอย่างเดียวเท่านั้นหรือ? มีกุนซือหลายคนที่บอกว่าการจะได้เเชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกนั้นต้องมีโชคประกอบด้วย แต่สำหรับ ซีดาน เขาพาทีมไปถึงรอบชิงถึง 3 ครั้ง และถ้าจะใช้คำว่า "โชคดี" มันก็ควรจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น    ซีดาน ได้รับเครดิตจากเรื่องดังกล่าวน้อยเกินไป เขาควรจะได้รับการยกย่องมากกว่านี้ตามสมควร เพราะจุดแข็งโดยธรรมชาติของ ซีดาน ไม่ใช่เรื่องการวางแท็คติก แต่คือ "การอยู่เป็น" ต่างหาก

ซีดาน เอฟเฟ็ค

นับตั้งแต่ที่ ซีดาน ได้รับการเเต่งตั้งเป็นกุนซือของ เรอัล มาดริด ในเดือนมกราคมปี 2016 เขาถูกมองว่าเป็นกุนซือคนละแบบกับ ราฟา เบนิเตซ ที่รับตำแหน่งก่อนหน้าเข้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางแท็คติกและทักษะการรับมือกับสื่อและโซเชี่ยล ขบณะที่ ซีดาน ไม่มีดีกรีอะไรมากมายไปกว่าการใช้เวลา 18 เดือนในการคุมทีมสำรองของ มาดริด ทว่าในวันที่รับตำแหน่ง ซีดาน ก็แสดงให้เห็นถึงบางสิ่งเพราะเขาเป็นคนที่ "รู้ว่าจะพูดอย่างไร"

ในวันที่ได้รับการแต่งตั้งเขาสะท้อนความเป็น มาดริด ออกมาด้วยการประกาศว่าเขาจะทำให้ เรอัล มาดริด สู้เพื่อคว้าทุกเเชมป์ที่ลงเล่น และจะเป็นการคว้าเเชมป์ด้วยการเล่นฟุตบอลบุกและเอ็นเตอร์เทน อาจจะมีบางคำถามบอกว่าแล้วถ้าเขาทำไม่ได้ขึ้นมาล่ะ ไม่กลัวหรือว่าสิ่งที่พูดไปจะทำให้หน้าของเขาต้องเจื่อนและโดนตามซ้ำจากหลากหลายช่องทาง

อย่างไรก็ตามอีก 5 เดือนต่อมา เรอัล มาดริด ชนะถึง 12 เกมติดต่อกันทั้งในเกมลีกและเเชมเปี้ยนส์ลีก รูปแบบการเล่นนั้นอาจจะแตกต่างไปบ้าง แต่สิ่งที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือผู้เล่นของ เรอัล มาดริด มีความสุขกับการทำทีมของ ซีดาน เหล่านักเตะซูเปอร์สตาร์ในทีมหลายคนหรือแม้กระทั่งเหล่านักเตะตัวสำรองต่างก็ชื่นชม ซีดาน ในจุดนี้ และสื่อในประเทศถึงกับใช้คำว่า "ซีดาน เอฟเฟ็ค" ที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครจับสังเกตได้เลย

คาร์โล อันเชล็อตติ ผู้เคยเป็นเจ้านายของ ซีดาน ในปี 2013-14 พูดถึงอดีตมือขวาของเขาว่า "ซีดานเป็นพวกที่มีบุคลิก,การวางตัว และประสบการณ์ที่มหัศจรรย์มาก" เขาพูดถึงเรื่องนี้ในช่วง 2 เดือนก่อนที่ ซีดาน จะได้เป็นกุนซือของ มาดริด และไม่มีประโยคใดเลยที่ อันเช่ พูดถึง ซีดาน ในเเง่ของการเป็นกุนซือจอมแท็คติก "เมื่อ ซีดาน พูด นักเตะจะฟัง … มันก็แค่นั้นเอง"

ลูกศิษย์คาร์โล

ถ้าเอา ซีดาน ไปเปรียบเทียบกับโค้ชคนอื่นๆ เขาก็จะมีความคล้ายกับ อันเชล็อตติ ในเเง่การวางแท็คติก พวกเขาชอบเปลี่ยนรูปแบบการเล่นบ่อยๆและยังเน้นไปที่เกมบุกเหมือนกัน แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ ทั้งคู่คอนโทรลเด็กในคาถาไว้ได้อยู่หมัด (อาจจะยกเว้นตอนที่อันเช่คุมบาเยิร์นไว้ซักกรณี)

"สิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นผู้จัดการทีมนั่นคือทักษะการกระชับความสัมพันธ์เข้ากับลูกทีม" อันเชล็อตติกล่าว "คุณสามารถบอกพวกเขาได้ว่าคุณอยากให้เล่นแท็คติกแบบไหน ให้พวกเขาใช้แท็คติกอย่างไร แต่ที่สุดแล้วหากนักเตะไม่ได้อยู่ข้างคุณ ถึงตอนนั้นคุณก็จะไม่สามารถทำให้พวกเขามีแรงจูงใจได้ และนั่นจะทำให้แท็คติกและระบบที่วางไว้ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้รับการตอบสนองที่ดี"

ในฤดูกาล 2016-17 ไม่ว่าจะจัดระบบการเล่นแบบไหนซีดานก็พาทีมเอาชนะได้ทุกทีไป พวกเขามักจะยิงคู่แข่งได้ในช่วงท้ายเกมหรือในช่วงเวลาที่คับขันเสมอ "ฟุตบอลของมาดริดมีจิตวิญญาณที่มหัศจรรย์ในการลงเล่นแต่ครั้ง" ฮอร์เก้ บัลดาโน่ อดีตนักเตะ,โค้ช และ ผู้อำนวยการสโมสรกล่าว "ไม่มีใครเล่นฟุตบอลแบบไร้ที่มาที่ไปได้ดีกว่าเรอัล มาดริด อีกเเล้ว"

ในครึ่งหลังของฤดูกาล ซีดาน จัดการหมุนเวียนนักเตะถึง 9 ตำแหน่ง และให้นักเตะจากทีมสำรองลงมาเล่นบ้างในเกมที่เจอกับคู่แข่งระดับท้ายตารางในลีก เขาให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เล่นเกมลีกเพียง 29 นัด เพื่อให้พักเต็มที่สำหรับเกม เเชมเปี้ยนส์ลีกรอบน็อคเอาต์ ซึ่งอีกไม่นานคือผลที่ตามมาคือการคว้าเเชมป์ ลา ลีก้า และ แชมป์ยุโรป ในปีเดียวกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นครั้งล่าสุดในปี 1958

ไม่ใช้นักเตะใหม่

แต่ภายใต้ 2 โทรฟี่ที่หอมหวานก็มีเรื่องที่ไม่สวยหรูเกิดขึ้นพร้อมกัน บางครั้งมาดริดก็เหมือนยังคงสับสนอยู่สำหรับจุดมุ่งหมาย พวกเขาพยายามจะกลับมาคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลนี้ แต่เผลอไปแว่บเดียวแต้มก็ตามหลัง บาร์เซโลน่า เกินจะตามทัน ฤดูกาลนี้พวกเขาเข้าป้ายอันดับ 3 ห่างจาก บาร์ซ่า ถึง 17 เเต้ม และเสียประตูมากถึง 44 ลูก มากกว่าทีมอย่าง เอสปันญอล,บาเลนเซีย และ เกตาเฟ่

ความจริงแล้วในเดือนมกราคมที่ มาดริด แพ้ บาร์ซ่า 0-3 ในบ้านของตัวเอง ถึงตอนนั้นเหมือนว่าเกมลีกของพวกเขาในฤดูกาลนี้จบลงโดยปริยาย ส่วนหนึ่งคนเป็นเพราะรูปทรงทีมของเขาลดความแข็งแกร่งลง นักเตะอย่าง มาร์เซโล และ โรนัลโด้ ไม่มีตัวแทนได้เลย กระนั้น ซีดาน ก็ยังบอกว่า "ผมแฮปปี้กับนักเตะที่ผมมี" ซึ่งนั่นคือการปฎิเสธที่จะเสริมทัพ

มาดริด ยังคงนิ่งอยู่ในตลาดซื้อขายและ ซีดาน ก็โดนวิจารณ์ว่าเขามัวแต่ให้ความสนใจกับนักเตะที่มีชื่อเสียงมากเกินไป แต่ในขณะที่เกมเเชมเปี้ยนส์ลีกรอบน็อคเอาต์ยังไม่เริ่มขึ้น นักเตะตัวหลักของมาดริดก็ฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆจากการได้เป็นตัวสำรองและเริ่มตอบเเทนความไว้ใจของซีดานอย่างสาสม มาร์เซโล่ ยิงประตูในรอบ 16 ทีมสุดท้าบกับ เปแอสเช,รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบ 4 ทีมสุดท้าย ขณะที่ โรนัลโด้ ระเบิดฟอร์มโหดด้วยค่าเฉลี่ยยิง 2 ประตูต่อ 1 นัด

มาดริด เอาชนะ เปแอสเช,ยูเวนตุส และ บาเยิร์น มิวนิค 3 แชมป์จาก 3 ประเทศ ก่อนจะทำในสิ่งที่พวกเขาเคยทำเหมือนปี 2016 และ 2017 นั่นคือการเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ

คำสาปและความต่อเนื่อง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากเมื่อผู้เล่นของ มาดริด ตั้งแถวที่จะลงเล่นเกมนัดชิงชนะเลิศพวกเขาจะใข้นักเตะเหมือนทีมชุดนัดชิงชนะเลิศ 2016 ถึง 10 จาก 11 คนเพราะมีนักเตะเพียง 2 คนเท่านั้นที่ซีดานซื้อตัวมาร่วมทีมนั่นคือ ดานี่ เซบาญอส เพลย์เมคเกอร์ และ เตโอ เอร์นันเดซ ในตำแหน่งฟูลแบ็ค ซึ่งทั้งสองคือตัวสำรองอย่างแน่ชัด 100% แม้หลายคนจะบอกว่าทุกสโมสรควรจะเตรียมสร้างทีมสำหรับอนาคตไว้เสมอ แต่ ซีดาน ไม่สนใจตราบใดที่เขายังคว้าแชมป์มาครองต่อเนื่องแบบนี้

ทั้งหมดนี้จะทำให้เกมนัดชิงชนะเลิศที่จะถึงนี้อาจจะเป็นเกมที่วุ่นวายพอตัว มาดริด อาจจะเสียประตูบ้าง แต่ประสบการณ์ทำให้พวกเขาได้เปรียบ ขณะที่ ซีดาน จะยืนอยู่เส้นข้างสนามและทำหน้าที่ของเขานั่นคือการปรบมือกระตุ้นลูกทีม กับรับคำกล่าวถึงแบบเดิมๆว่าเขาเป็นเพียงกุนซือที่มาคุมทีมแบบถูกที่ถูกเวลาแถมยังมีนักเตะที่เก่งๆพร้อมให้ใช้งานบานเบอะ

แต่นักเตะเก่งๆเหล่านี้มีความสุขกับการมี ซีดาน เป็นเจ้านาย พวกเขาให้ความเคารพ พร้อมทำตามสั่งอย่างไร้เงื่อนไข ซึ่งนี่คือสิ่งที่ยากที่สุดในการคุมทีม เรอัล มาดริด เพราะแม้แต่ เบนิเตซ และ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็เอาชื่อมาทิ้งเเล้วทั้งสิ้น

มีคำอธิบายว่าทำไม ซีดาน จึงทำผลงานได้ดีมากๆสำหรับการเป็นผู้จัดการทีม จุดนี้ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ กุนซือหนุ่มของ ฮอฟเฟ่นไฮม์ บอกว่า "30% ของงานโค้ชคือการจัดการเรื่องแท็คติก อีก 70% ที่เหลือคือการจัดการกับสื่อ,นักเตะ และบริบททางสังคม" นี่คือคำกล่าวที่อธิบายถึง ซีดาน เอฟเฟ็คได้เป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดที่ใครๆอยากจะคัดค้าน เราก็จะยืนยันคำเดิมว่า ซีเนดีน ซีดาน อยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ได้ "ไม่ใช่เเค่เพราะโชคดี” แน่นอน