Analysis

ตัวเต็งมากมายสุดท้ายคนใกล้ตัว? : ทำไมอาร์เซน่อลอาจเลือก มิเกล อาร์เตตา

อาร์แซน เวนเกอร์ สละเก้าอี้ผู้จัดการทีมอาร์เซน่อลที่นั่งมาเกือบ 22 ปีไปแล้ว แต่ตัวเต็งผู้ที่จะมาสืบทอดตำแหน่งกลับเป็นคนที่เกินคาดคิด มิเกล อาร์เตต้า อดีตนักเตะไอ้ปืนใหญ่รายนี้มีดีอะไร? เหตุใดบอร์ดบริหารถึงเตรียมให้เขาเป็นทายาทคนต่อไป ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยคุมทีมชุดใหญ่ที่ไหนมาก่อน?

We are part of The Trust Project What is it?

เขียนโดย

ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

การสรรหานายใหญ่คนใหม่เพื่อทดแทนตำนานอย่าง “อาร์แซน เวนเกอร์” ยังคงดำเนินต่อไป

อันที่จริง บอร์ดบริหารของอาร์เซน่อล เรียกกุนซือหลายรายเข้าพูดคุย พวกเขาต้องการพิถีพิถันในการคัดสรรครั้งนี้มากที่สุด ไม่อยากให้ผิดพลาดเหมือนกับคู่แข่งร่วมลีกอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ล้มเหลวกับการหาตัวแทน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

กระทั่งช่วงสัปดาห์ก่อนมีการบอกใบ้ว่า กุนซือคนใหม่ที่บอร์ด กันเนอร์ส จิ้มเลือกมีอักษรว่า M.A.

แถมบรรดาสื่อโซเชี่ยลของแฟน “ปืนโต” ยังมั่นใจถึงขีดสุดว่าจะได้อดีตมิดฟิลด์กัปตันทีมของพวกเขามาเป็นนายใหญ่คนใหม่ค่อนข้างแน่ ถึงขนาดที่บางเพจตัดต่อภาพของเขาในชุดวอร์มของอาร์เซน่อล รอไว้แล้ว

ถ้าพูดถึงดีกรี “ใช่” เขาเป็นรองทุกคน มิพักต้องพูดถึงประสบการณ์ในงานเฮดโค้ช ซึ่งเขา “ไม่มีเลย” แต่ด้วยสถานการณ์นำพา และด้วยสเปคเฉพาะของบอร์ดบริหารอาร์เซน่อล ทำให้อดีตนักเตะคนนี้ขึ้นมาเป็น “เต็ง 1” ที่จะรับตำแหน่งสุดหฤโหด กับการเป็นผู้จัดการทีมอาร์เซน่อลต่อจาก มิสเตอร์เวนเกอร์

อาจเป็นความสด และความใหม่ แต่นอกนั้นเราต้องตีโจทย์ให้แตกว่าทำไม อาร์เซน่อลถึงมีโอกาสสูงที่จะเลือก “มิเกล อาร์เตต้า” เป็นกุนซือคนใหม่

บางอย่างมันมีเหตุผลลึกล้ำที่ซ่อนอยู่…

กุนซือที่ “ควบคุมได้”

22 ปีที่ผ่านมา บอร์ดบริหารอาร์เซน่อลต้องทำงานร่วมกับผู้จัดการทีมที่อยู่เหนือการควบคุม ผู้จัดการทีมที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่คุมลูกทีมลงสนาม แต่ดูแลทุกสิ่งทุกอย่างภายในสโมสร

ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม , การบริหารเงิน , การใช้จ่ายซื้อตัวผู้เล่น กระทั่งในช่วงเปลี่ยนสนาม ก็มีผู้จัดการทีมอย่างอาร์แซน เวนเกอร์ ที่เป็นหัวเรือใหญ่

สิ่งเหล่านั้นกำลังจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะบอร์ดบริหารเดอะ กันเนอร์ส ก่อคลื่นใต้น้ำกับเวนเกอร์มาสักพักใหญ่ๆแล้ว

อิวาน กาซิดิส หัวหน้าฝ่านบริหารของอาร์เซน่อล สะสมขุมกำลังทีมงานใหม่ของตัวเองมาสักพักใหญ่ ทั้งสเวน มิสลินทัต หัวหน้าแมวมอง อดีตผู้ร่วมงานของโทมัส ทูเคิ่ล , ราอูล ซานเยฮี อดีตผู้อำนวยการของบาร์เซโลน่า , ฮุสส์ ฟาห์มี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านสัญญา และ ผู้อำนวยการอีกรายอย่าง ดาร์เรน เบอร์เกส

กาซิดิส สร้างทั้งหมดขึ้นมาเพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างเป็นระบบ ไม่ให้ไปกระจุกอยู่ที่ตัวคนเดียวมากเกินไป ฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องการคือผู้ตัดการทีมที่มีหน้าที่ “คุมทีมเพียงอย่างเดียว” มีหน้าที่จัดนักเตะลงสนาม แก้เกม ส่วนปัญหาอื่นๆนอกเหนือจากนั้น ฝ่ายบริหารของทีมจะเป็นผู้ดูแลเอง

เท่ากับว่าเมื่อไม่มีเวนเกอร์แล้ว ชะตากรรมของสโมสรทุกอย่างจะต้องอยู่ในมือของ สแตน โครเอ็นเก้ ผู้ถือหุ้นใหญ่ และ กาซิดิส ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ซึ่งพวกเขาต้องการจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ของตัวเอง ที่พวกเขาจะได้บริหารเองทั้งหมด

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมกุนซือวัยเก๋าประสบการณ์สูงอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ หรือ มักซ์ อัลเลกรี จึงไม่ตอบโจทย์เสียทีเดียว (นอกจากประเด็นที่ อัลเลกรี ต้องการอยู่กับยูเว่ต่อไปเช่นเดียวกัน) พวกเขาต้องการกุนซือที่ไม่งัดข้อกับพวกเขา และกุนซือที่จะทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

ตอบโจทย์ฟุตบอลสมัยใหม่

แฟนบอล “ปืนใหญ่” มักบ่นกันอุบว่า ฟุตบอลของอาร์แซน เวนเกอร์ หมดยุคไปแล้ว มันเป็นสไตล์ที่เน้นความสวยงาม แต่ขาดความดุดันในการยิงประตู ส่วนแนวรับยังอ่อนยวบ พร้อมโดนคู่แข่งเจาะประตูได้ตลอดเวลา

ความเป็นจริงคือ เวนเกอร์ คือกุนซือที่มาจากยุคทศวรรษ ‘90 ซึ่งจากตอนนั้นมาถึงตอนนี้ มันผ่านมาแล้ว 20 ปี ยุคสมัยเปลี่ยนไป รายละเอียดในเรื่องแท็กติก การโจมตี ก็เปลี่ยนไป นั่นทำให้อาร์เซน่อลยังเป็นทีมที่แฝงความโบราณในการเล่นแม้ว่าจะซื้อนักเตะร่วมสมัยมาเล่นให้ก็ตามที

แม้อาร์เตต้า จะไม่เคยมีประสบการณ์งานโค้ชมาก่อน แต่เขาอยู่กับจุดเริ่มต้นของฟุตบอลสมัยใหม่มาตั้งแต่เริ่ม (สไตล์ฟุตบอลที่เน้นครองบอล เคาะบอล ครองเกม) จุดเริ่มต้นมาจาก ลา มาเซีย ที่ผลิตยอดกุนซืออย่างเป๊ป กวาร์ดิโอล่าขึ้นมา

เขาเป็นคนขวนขวาย ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบสิ่งใหม่ๆ และไม่เคยอยู่กับที่ แม้จะไม่ได้ขึ้นชุดใหญ่ที่คัมป์นูตอนเป็นนักเตะ แต่เขาเลือกจะไปซึมซับฟุตบอลจากปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง , กลาสโกว์ เรนเจอร์ส และทีมกลางตารางอย่าง เรอัล โซเซียดาด และเอาเข้าจริง การที่เขาย้ายมาเอฟเวอร์ตันตั้งแต่ปี 2005 เท่ากับว่าเขารู้จักฟุตบอลอังกฤษมาแล้วถึง 13 ปี

นั่นคือการเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคใหม่ และ ยุคเก่า อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

และย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว อาร์เตต้า ปฏิเสธงานคุมทีมเยาวชนของอาร์เซน่อล เพื่อโอกาสที่ดีกว่าคือการไปเรียนรู้งานจากกวาร์ดิโอล่าโดยตรง

ซึ่งมันไม่ต่างอะไรจากตอนที่ เป๊ปเองซึมซับวิชาจากหลุยส์ ฟาน กัล อาจารย์ของเขา จนคิดค้นสูตรการคุมทีมของตัวเอง และเริ่มคุมบาร์เซโลน่าครั้งแรกเมื่อปี 2008 เช่นเดียวกับ ซีเนอดีน ซีดาน ที่เริ่มจากการคุมทีมชุดสำรองหรือ กาสตีย่า ก่อนที่จะกระโดดขึ้นรับงานคุมทีมชุดใหญ่

ยุคสมัยใหม่เป็นยุคแห่งโอกาส การไม่มีประสบการณ์ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้ เป๊ป และ ซีดาน คือโค้ชที่ได้รับการยกย่องว่าฝีมือดีที่สุดในโลก โดยมีทั้งแชมป์ระดับยุโรปและระดับโลกเป็นเครื่องการันตี โดยไม่จำเป็นต้องมีงานคุมทีมเป็นสิบสโมสรมารับประกันความสามารถให้กับตัวเองก่อนหน้านั้น

อาร์เตต้า รู้ว่าฟุตบอลยุคเก่าเป็นอย่างไร รวมถึงได้วิชาทุกอย่างจาก เป๊ป มามากพอ จนเขารู้สึกว่าพร้อมแล้วที่จะขึ้นมาทำงานเป็นเฮดโค้ชด้วยตัวเอง ด้วยสไตล์ฟุตบอลสมัยใหม่ ที่มีรายละเอียดชัดเจน และไม่ตกยุค