ตัวต่อตัว กับ เดวิด เบ็คแฮม : แข้งปรากฏการณ์วงการลูกหนังผู้ดี

เดวิด เบ็คแฮม อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษได้สละเวลามาตอบคำถามแฟนๆ FourFourTwo ที่สงสัยใคร่รู้ในตัวเขา

หลังจากผ่านการโพสต์ท่าถ่ายรูปมากว่า 2 ชั่วโมง ตอนนี้เบ็คแฮมได้กลับมานั่งอยู่ตรงหน้าเราอย่างสบายอารมณ์ เพื่อตอบคำถามจากผู้อ่านที่ส่งกันเข้ามามากมาย
"มีคนถามอะไรแปลกๆ เยอะเหมือนกันนะ" เบ็คแฮมเหลือบมองคำถามและฉีกยิ้มกว้าง เป็นสัญญาณว่าพร้อมตอบทุกคำถามแล้ว

ในเมื่อคุณเป็นเด็กจากย่านเอสเซ็กซ์ (ลอนดอนตะวันออก) แล้วทำไมถึงมาเป็นแฟนแมน ยูไนเต็ด ได้ล่ะ? แล้วคิดยังไงบ้างกับขุนค้อน? (คำถามของ ไอรอน ไมค์ ทางอีเมล)

“ช่วงนั้นผมสนใจอยู่แค่สโมสรเดียวเท่านั้น เพราะพ่อผมเป็นแฟนบอลแมน ยูไนเต็ด และผมก็อยากเป็นเหมือนที่พ่อเป็น นั่นก็คือค็อกนี่ย์ เร้ด (แฟนบอลแมน ยูไนเต็ด ที่อยู่ในลอนดอนย่านตะวันออก) ผมคือแฟนบอลของยูไนเต็ดและจะยังเป็นตลอดไป สมัยเด็กๆ ผมเคยถูกปฏิบัติใส่แบบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ตอนไปโรงเรียน ยิ่งเป็นช่วงที่อาร์เซนอลหรือท็อตแน่มชนะเราได้ (แมน ยูไนเต็ด) การกระทำแย่ๆ พวกนั้นมันจะยิ่งหนักข้อเข้าไปอีก

แต่ผมจะบอกอะไรให้ว่ามีครั้งนึงที่เราชนะอาร์เซนอลได้ 6-2 เชื่อมั้ยว่าตอนนั้นแทบไม่มีใครทำอะไรไม่ดีกับผมเลย เงียบมาก ส่วนผมเลยใส่เสื้อยูไนเต็ดมาโรงเรียนอยู่บ่อยๆ และผมก็มั่นใจที่ทำแบบนั้นลงไปจริงๆ”

ริดจ์เวย์ โรเวอร์ส (สโมสรเยาวชนท้องถิ่นสมัยเบ็คแฮมยังเด็ก) ดียังไง? (คำถามของ แซมมี่ นีล  จากเอสเซ็กซ์)

"สุดยอดไปเลย พวกเขาอาจเอาชนะได้ทั้ง เรอัล มาดริด ทีมชาติอังกฤษ แล้วก็แมน ยูไนเต็ด แต่เดี๋ยวนะ! เมื่อกี้เป็นมุข แต่ที่นั่นก็ถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตผมเลย เพราะเป็นทีมฟุตบอลทีมแรกที่ผมได้มีส่วนร่วม มันเป็นช่วงเวลาที่มหัศจรรย์มาก ตอนนั้นผมมี สจ๊วร์ต อันเดอร์วู๊ด, สตีฟ เคอร์บี้ และพ่อของผมเป็นโค้ชให้ ผมจำได้ว่าตอนนั้น สจ๊วร์ต อันเดอร์วู๊ด ดูเหมือนจ่าทหารบกมาก ซึ่งเขาทำให้ผมกลัว แต่จะว่าไปก็ไม่ใช่แค่เขา เพราะในความเป็นจริงผมมักจะเจอผู้จัดการหรือโค้ชที่ทำให้ผมกลัวอยู่บ่อยๆ"

คุณชอบเปลี่ยนทรงผมบ่อยๆ เหมือนพวกเด็กหนุ่มใช่ไหม? (เจน ซิมมอนส์ ส่งมาทางอีเมล์)

"ผมเปลี่ยนทรงผมหลายครั้งก็เพราะแม่ยอมให้ทำ ซึ่งมันก็ไม่ได้บ่อยอะไรขนาดนั้นหรอกนะ จำได้ว่าครั้งแรกที่แม่พาผมไปหาช่างตัดผม ตอนนั้นผมอยากตัดผมสั้น แต่แม่ไม่ยอมให้ตัด เพราะแม่อยากให้ตัดผมทรงหนามๆ มากกว่า เวลาผมมองย้อนกลับไปทีไร ผมยังไม่อยากเชื่อเลยว่าแม่ให้ตัดผมทรงนี้ได้ยังไง"

นักเตะดาวรุ่งสมัยนี้มักคิดว่าแค่ได้ลงเป็นตัวจริงก็ประสบความสำเร็จแล้ว แต่สำหรับคุณคิดว่าตอนไหนที่นับเป็นความสำเร็จในฐานะนักฟุตบอล (คำถามของ เดฟ รอดเจอร์ส จาก บอร์นมัธ)

“ตอนเป็นนักเตะผมก็มักจะพยายามสำรวจตัวเองและอยากพัฒนาสิ่งต่างๆ อยู่ตลอด ผมอาจจะผ่านอะไรมามาก ได้ชัยชนะมามากมายตลอดชีวิตการค้าแข้ง เคยเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ เคยเล่นให้แมน ยูไนเต็ด เคยเล่นให้เรอัล มาดริด แต่กลับไม่มีตรงไหนที่มองกลับไปแล้วรู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว เพราะพ่อของผมมักบอกอยู่เสมอว่า คุณยังไม่ประสบความสำเร็จ ต่อให้คุณเคยลงสนามให้แมน ยูไนเต็ด ถึง 100 นัด นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณประสบความสำเร็จ ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดต่อกันมาในสโมสรอย่างแมน ยูไนเต็ด เราถูกสอนให้เชื่อว่าจนกว่าคุณจะรีไทร์ คุณต้องไม่มองย้อนกลับมาดูว่าทำอะไรลงไปและประสบความสำเร็จแค่ไหน ถึงคุณจะประสบความความสำเร็จไปแล้วก็เถอะ จนกว่าคุณจะรีไทร์ก็ต้องพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าอยู่เสมอ
 

คุณเคยเลียนแบบ ลี ชาร์ป และเคยถูกเชิญไปที่ดิสโก้เธค รอยัล มั้ย? (คำถามของ สตีฟ ไพรซ์ จากเซล)

"ไม่เลย ผมไม่เคยเลียนแบบเขาเลย แล้วผมเคยถูกเชิญไปงานของเขาแค่ครั้งเดียวเอง ที่เขาชวนผม เพราะตอนนั้นผมอยู่ในห้องเช่าส่วนตัว พวกเราเลยคุ้นเคยกันมาก ส่วนอีเว้นต์ของเขานี่มันบ้ามากจริงๆ ลีกับกิ๊กซี่เป็นคู่หูกันเลย ตอนนั้นพวกเขายังเด็ก เป็น 11 ตัวจริงกันทั้งคู่ มีรถจี๊บเข้าคู่กัน แต่นั่นก็ทำให้ผู้จัดการทีมไม่ค่อยมีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นเท่าไหร่ แต่ผมมองพวกเขาเป็นคนที่โคตรเท่จริงๆ"

คุณเคยคิดที่จะยิงประตูจากเส้นครึ่งสนามอีกมั้ย? เคยพยายามทำมันอีกครั้งหรือเปล่า? ตอนที่คุณทำแบบนั้น ครั้งสุดท้ายมันนานแค่ไหนแล้ว? (คำถามจาก อับดุล ทาง อีเมล)

"ผมอยากทำแบบนั้นทุกเกมที่มีโอกาสนั่นแหละ ถ้าผมเห็นจังหวะ ผมก็อยากจะยิงประตูแบบนั้นอีก แต่กว่าจะยิงได้แบบนั้นอีกก็หลังจากนั้นนานมาก สำหรับผมลูกยิงครั้งนั้นยังติดตรึงมาจนถึงตอนนี้ ผมยังขนลุกทุกครั้งที่ได้เห็นมัน ผมเก็บภาพวันนั้นเอาไว้ที่บ้านด้วยนะ มันเป็นภาพถ่ายหลังจากที่ผมยิงไปแล้ว บอลกำลังอยู่ในอากาศ มีแฟนบอลในเซลเฮิร์สต์พาร์ค เป็นภาพเบื้องหลัง และในภาพคุณจะสามารถเห็นแม่ผม พ่อผม และน้องสาวผม อยู่ในภาพนั้นตอนที่บอลกำลังเข้าโกล นั่นเป็นหนึ่งในความรักและการใส่ใจกัน"

การสืบทอดหมายเลข 7 ต่อจากตำนานอย่างคันโตน่ามันทำให้คุณเครียดมั้ย? (คำถามของ ฌอน คูเปอร์ จาก วิล์มสโลว์)

"หมายเลข 7 เคยเป็นเสื้อของผมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บ่อยครั้งที่มันถูกสวมโดยนักเตะมหัศจรรย์และนักเตะที่ผมยอมรับนับถืออย่าง จอร์จ เบสต์, เอริก คันโตน่า, ไบรอัน ร็อบสัน ซึ่งพวกเขาเป็นคนที่ผมอยากเลียนแบบและเหนือกว่าพวกเขา ตอนผมสวมเสื้อเบอร์ 7 ยังเด็กและถือเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมาก แต่ถามว่าเครียดมั้ย? ไม่นะ ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันเครียดหรือกดดันเลย"

คุณรู้สึกยังไงบ้างกลับการปฏิบัติต่อคุณของแฟนบอลอังกฤษหลังกลับจากฟุตบอลโลก 1998? ช็อก? ผิดหวัง? ตอนนี้คุณหัวเราะกับมันได้มั้ยหรือว่ามันยังเป็นความรู้สึกแย่ๆ อยู่? (คำถามจาก สจ๊วร์ต โรเบิร์ตส์ ทาง อีเมล)

"มันเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดก็จริง แต่ผมคิดว่าถ้ามองย้อนกลับไปตอนนั้น ภาพที่ผมจะเห็นคือสโมสรและแฟนบอลแมน ยูไนเต็ด ที่ยังคงอยู่กับผม คอยให้กำลังใจผม ปรบมือให้ผม ขอลายเซ็นผม ทั้งหมดนี้มันทำให้ผมก้าวไปที่มุมธงได้อย่างมั่นใจ มันเป็นการสนับสนุนผมที่น่ามหัศจรรย์มาก สิ่งเหล่านั้นทำให้งานบนสนามง่ายขึ้น ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับผมจริงๆ”

สิ่งไหนดีกว่ากันระหว่าง ประตูในนาทีสุดท้ายที่ยิงฟรีคิกใส่กรีซพาอังกฤษไปบอลโลก กับการพลิกเกมกลับมาชนะในยูโรเปี้ยนคัพนัดชิงปี 1999 (คำถามของ ไซม่อน เคิร์ก จาก ออร์ปิงตัน)

"ผมไม่คิดว่าจะเลือกได้จาก 2 อย่างนี้นะ เพราะทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วย อารมณ์ความรู้สึก ชัยชนะในยูโรเปี้ยนคัพเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อมาก มีจังหวะหักมุมอยู่มากมายและเกิดจุดผกผันตลอดทั้งฤดูกาล ก่อนที่เราชนะ 3 แชมป์มันเหมือนกับเราทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ภายใน 3 นาทีสุดท้าย มันมหัศจรรย์มาก”

"ส่วนลูกยิงกรีซเป็นหนึ่งในความรู้สึกที่ดีที่สุด มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวเรื่องฟุตบอลของผมเองความรู้สึกตอนนั้นมันน่าเหลือเชื่อมากๆ แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกกับยูไนเต็ดก็เป็นความรู้สึกส่วนตัวเหมือนกัน เพราะพวกเราเติบโตมาด้วยกัน ทุกคนต้องการชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้สโมสร และเราทำมันได้ด้วยกัน ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นกับทีมชาติอังกฤษก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน"