ถ้า ‘วีดีโอเทคโนโลยี’ เข้าสู่โลกลูกหนัง...จะช่วยให้ 'ฟุตบอล' ใสสะอาดอย่างไร?

การพุ่งที่น้อยลง, การตัดสินที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น - แต่ว่า วีดีโอเทคโนโลยี นั้นมันช่วยฟุตบอลได้จริงเหรอ? อาทิต คัตวาล่า ผู้สื่อข่าวมากประสบการณ์ของ โฟร์โฟร์ทู มีคำตอบให้กับคุณ

วงการฟุตบอลได้นำ วีดีโอ เข้ามาช่วยกรรมการตัดสินมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่ว่า ในเกมระหว่าง ฝรั่งเศส กับ สเปน เป็นครั้งแรก ที่นำมาใช้ในเกมใหญ่ ซึ่งมันเปลี่ยนผลการแข่งขันจากที่ควรเสมอ 1-1 กลายเป็นชัยชนะของสเปนที่สกอร์ 2-0 ลูกโหม่งตุงตาข่ายของ อองตวน กรีซมันน์ ถูกยกเลิกไป เพราะเป็นลูกล้ำหน้า ส่วนประตูที่ถูกปฏิเสธในตอนแรก ของ เคราร์ด เดโลเฟว ถูกกลับคำตัดสินเพราะข้อมูลจากวีดีโอ

ระบบวีดีโอในคราวนี้ทำให้มีเสียงวิจารณ์แตกเป็นสองฝ่าย หลายคนมองว่า มันทำให้เสียเวลา บางคนถึงขั้นมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบในกีฬาฟุตบอล แต่ว่า แล้วระบบนี้มันทำงานยังไงล่ะ ?

เหตุการณ์อะไรที่สามารถดูวีดีโอได้ ?

ผู้ออกกฎ พยายามที่จะทำให้ วีดีโอ มีผลต่อเกมการแข่งขันน้อยที่สุด เพื่อความลื่นไหลของเกม นั่นหมายความว่า เงื่อนไขในการใช้ วีดีโอ มันต้องมีข้อจำกัด โดยระบบนี้จะใช้ตัดสินแค่จังหวะการทำประตู , ลูกจุดโทษ , ใบแดงโดยตรง หรือการแจกใบแดงผิดคน

นั่นเป็นสาเหตุที่ เคสของ เคราร์ด เดโลเฟว กลายเป็นประตู เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับการทำประตู แต่ถ้าหากว่าเป็นจังหวะล้ำหน้าที่ไม่ได้มีผลกับการทำประตู ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน

Antoine Griezmann

ใครที่มีสิทธิ์ขอดูวีดีโอ ?

กีฬาฟุตบอลไม่มีระบบ ชาลเลนจ์ จากผู้เล่นหรือโค้ชเหมือนกับ คริคเก็ต หรือ เทนนิส ดังนั้นจะมีคนที่ทำหน้าที่คอย มอนิเตอร์ ตรงนี้ ซึ่งถ้าหากพวกเขารู้สึกว่ามีการตัดสินผิดพลาด เขาก็จะแจ้งไปทางกรรมการในสนาม

การตัดสินแรกของกรรมการจะถูกยึดตามนั้น ถ้าหากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าเป็นการตัดสินที่ผิด เดวิด เอลเลอเรย์ อดีตผู้ตัดสินคนดังของวงการฟุตบอลอังกฤษ คือคนที่มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ เขาเชื่อว่าการนำวีดีโอเข้ามา แม้ว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ 100% แต่ว่ามันก็จะลดความผิดพลาดที่คอยเปลี่ยนแปลงเกมได้อย่างแน่นอน "อย่างน้อย ประตูแฮนด์บอลของ อองรี และ มาราโดน่า ก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ผิดพลาดแบบชัดเจนจะไม่เกิดขึ้นอีก" เอลเลอเรย์ กล่าว

เจ้าหน้าที่วีดีโอทำงานอย่างไร ?

เจ้าหน้าที่จะมีห้องอยู่ในสนาม โดยจะเป็นรถตู้ที่จอดอยู่ ข้าง ๆ กับรถถ่ายทอดสด โดยเจ้าหน้าที่ที่ดูวีดีโอ หรือ VAR นั้นจะต้องเป็นกรรมการระดับชั้นนำ ทั้งในอดีตหรือปัจจุบันของลีกสูงสุด และจะมีผู้ช่วยที่คอยรีวิว เมื่อถึงจังหวะสำคัญที่อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน

นอกจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่คอยเรียงภาพที่ VAR ต้องการจะดู โดยอิสระในการตัดสินนั้นจะอยู่ที่ VAR ว่าจะแจ้งให้ผู้ตัดสินมาดู รีเพลย์ หรือไม่ ซึ่งเขาจะเห็นทุกอย่างตามภาพที่ถ่ายทอดสดออกไปทางทีวี ส่วน คณะกรรมการบอร์ดของสมาคมฟุตบอลนานาชาติ (IFAB) แนะว่า จะไม่ถูกใช้กับการแท็กเกิ้ลที่รุนแรงในทุกจังหวะ เนื่องจากมีแนวโน้มที่ทำให้เรื่องบานปลาย

Shay Given

ใครคือคนที่มีอำนาจตัดสินใจ ?

ผู้ตัดสินในสนามจะได้รับสัญญาณเมื่อมีจังหวะปัญหาเพื่อไปดูภาพ โดยการตัดสินจากการรีวิวจะแบ่งเป็นสองแบบ นั่นคือการตัดสินจากข้อเท็จจริง อย่างเช่นจังหวะฟาวล์ ว่านอกหรือในกรอบเขตโทษ หรือจังหวะชี้เป็นชี้ตาย อย่างเช่นการล้ำหน้าที่มีผลต่อประตูที่เกิดขึ้น

อีกแบบก็คือการตัดสินจากดุลยพินิจของผู้ตัดสิน อย่างเช่นจังหวะใบแดง โดยสุดท้ายผู้ตัดสินจะไปดูภาพด้วยตัวเอง และตัดสินออกมา เพราะว่าเขาคือคนที่มีอำนาจเด็ดขาดในจุดนี้

เราทิ้งช่วงในการย้ายกลับไปดูวีดีโอได้นานขนาดไหน ?

ผู้ตัดสินสามารถย้อนกลับไปดูวีดีโอได้ ที่จุดเริ่มต้นการทำเกมรุกซึ่งเป็นที่มาของจังหวะปัญหา แต่มันก็จะมีผลแค่บางกรณี อย่างเช่นหากว่า หากลูกออกข้างแล้วมีการตัดสินฝ่ายทุ่มผิด แล้วมันเป็นที่มาของประตู ผู้ตัดสินจะย้อนกลับไปที่จังหวะทุ่มเพื่อเปลี่ยนคำตัดสินไม่ได้

แต่ถ้าทีมบุกได้บอลมาแบบผิดกฎกติกา และได้ประตู ผู้ตัดสินสามารถย้อนกลับไปให้ดูรีวิว ตั้งแต่เหตุการณ์เริ่มต้นได้ ดังนั้นถ้าหากว่าผู้เล่นที่คิดว่าตัวเองเสี่ยงจะโดนใบแดง และอาจจะโดนดูวีดีโอย้อนหลังระหว่างเกม ก็ควรจะรีบเล่นจังหวะต่อไปโดยเร็วที่สุด เพราะอาจจะเป็นทางเดียวที่ทำให้พวกเขารอดตัวจากการโดนไล่ออกจากสนาม

แล้วถ้าปัญหามันเกิดขึ้นในจังหวะต่อเนื่องล่ะ ?

แน่นอน ทุกจังหวะปัญหามันไม่ได้เกิดตอนที่บอลตายอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเกิดกรณีนี้ขึ้น ผู้ตัดสินจะรอให้บอลอยู่ในโซนนอกพื้นที่รุกของทั้งสองทีม ก่อนที่จะสั่งหยุดเกมเพื่อดูวีดีโอ ให้นึกภาพก็คล้าย ๆ กับตอนที่ เป่านกหวีดหมดเวลาในแต่ละครึ่ง ซึ่งผู้ตัดสินจะเป่าตอนที่จังหวะบอลไม่มีอะไรแล้ว  ถ้าหากว่าดูวีดีโอแล้วไม่มีการกลับคำตัดสิน การเล่นจะกลับมาเริ่มต้นด้วยการดรอปบอล

David Elleray

จะเกิดอะไรขึ้นหากว่าวีดีโอทำให้การตัดสินกลับตาลปัตร ?

เดวิด เอลเลอเรย์ บอกว่ามันคือฝันร้ายของระบบนี้เลยก็ว่าได้ ยกตัวอย่างเช่น หากว่านักเตะสเปน โดนทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษ แต่ว่าผู้ตัดสินไม่เห็น ฝรั่งเศส สวนกลับมาแล้วได้ประตู ก่อนที่กรรมการจะสั่งหยุดเกม เมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วีดีโอ ซึ่งในกรณีนี้ ฝรั่งเศส จะถูกยกเลิกประตูที่ทำได้ และกลายเป็นเสียจุดโทษให้กับสเปน

เมื่อไหร่เทคโนโลยนี้จะเข้ามาสู่พรีเมียร์ ลีก ?

ตอนนี้มันยังอยู่ในช่วงของการลองระบบ ซึ่งก็ต้องรอ IFAB อนุมัติอีกครั้ง โดยการตัดสินใจขึ้นสุดท้ายจะมีขึ้นในการประชุมประจำปีของ บอร์ด IFAB ในเดือนมีนาคม 2018 นั่นหมายความว่า เร็วที่สุดที่เราจะได้เห็นการนำ วีดีโอเทคโนโลยี เข้ามาในศึก พรีเมียร์ลีก คือฤดูกาล 2018-19

อย่างไรก็ตาม ก็จะมีการทดลองใช้ในเกมเอฟเอ คัพ อังกฤษ ในฤดูกาลหน้า ตั้งแต่รอบที่สามเป็นต้นไป

มันจะได้ผลดีต่อเกมฟุตบอลหรือไม่ ?

ก็เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างในเกมฟุตบอล ที่มีความคิดเห็นต่าง ๆ มากมาย ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความสมดุล ระหว่างความลื่นไหลของเกมและความถูกต้อง ตอนนี้คาดว่าวีดีโอจะเข้ามามีบทบาทอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเกม ซึ่งถ้าหากว่า มีการใช้งานมากกว่านั้น ระบบก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม

อย่างประตูของ เดโลเฟว ก็ใช้เวลาเพียงแค่ 40 วินาที ในการกลับคำตัดสิน ซึ่งมันก็ไม่ได้นานกว่าจังหวะที่ผู้เล่นโวยวายกรรมการ หรือผู้กำกับเส้น  มันมีจังหวะเข้าบอลหนัก ๆ มากมายที่หลุดรอดสายตาผู้ตัดสินไป อย่างเช่น จังหวะที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช โดน ทายโรน มิงส์ ย่ำไปที่หน้า แต่บางครั้งหากเกิดกรณีที่ทีมหนึ่งได้ประตูแล้วถูกยกเลิกไปให้จุดโทษกับอีกทีมมันก็อาจเกิดความโกลาหลได้เช่นกัน

Zlatan Ibrahimovic Tyrone Mings

มันเป็นเรื่องน่าสนใจว่า ถ้าหากมีวีดีโอเข้ามา จะเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในสนามของผู้เล่นได้มากขนาดไหน โดย เอลเลอเรย์ มองว่า มันจะจะทำให้ผู้เล่นที่ชอบพุ่งล้มเพื่อเรียกจุดโทษทำตัวลำบาก ส่วนผู้ตัดสินก็จะทำงานอย่างผ่อนคลายมากขึ้น จากการที่ VAR มาคอยสนับสนุนพวกเขา

มันเป็นเรื่องง่ายที่จะยกประโยชน์ให้ผู้เล่นแนวรุกจากจังหวะก้ำกึ่งว่าล้ำหน้าหรือไม่ แต่มันก็คงดีกว่า ที่ จะมีรีเพลย์มาช่วยตัดสินจังหวะแบบนี้ ยิ่งเมื่อมันมีผลต่อการได้ประตู ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร

สิ่งหนึ่งที่เราเห็นจากเกมระหว่างฝรั่งเศส กับ สเปน คือ ความชัดเจนที่วงการฟุตบอลไม่ได้มีนานานแล้ว ปัญหาคือ เรายังอธิบายเรื่องระบบนี้ให้แฟน ๆ ได้เข้าใจมากพอ

บางทีการทำแบบรักบี้ ที่มีการอธิบายกับแฟน ๆ ถึงที่มาที่ไปของการกลับคำตัดสิน มันจะเป็นตัวช่วยที่ดีที่ให้พวกเขาได้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้ เราเคยมีประเด็นร้อนกับ การนำโกลไลน์เทคโนโลยีเข้ามาใช้เมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนี้ก็แทบไม่มีใครพูดถึงแล้ว การโต้เถียงกับสิ่งใหม่ ๆ ที่นำเข้ามาถือเป็นเรื่องปกติ การนำวีดีโอเทคโนโลยีเข้ามาอาจจะดูซับซ้อนวุ่นวายมากกว่า แต่สุดท้ายผมหวังว่าพวกเขาจะติดตามและปรับตัวและทำความคุ้นเคยกับสิ่งใหม่ๆ ได้

New features everyday at FourFourTwo.com