ท่ามกลางเสียงชื่นชม : เจาะแทคติก "ซิโก้" .. อะไรที่พลาดไป?

ค่ำคืนที่ไซตามะ สเตเดี้ยม ขุนพลทีมชาติไทย โดนยิงสลุตสี่ตุง ชนิดที่ไร้สกอร์ ไร้แต้มกลับบ้าน แต่มันก็ไม่ได้ไร้ความหมายซะทีเดียว เพราะพวกเขาได้รับเสียงชมเชยล้นหลาม .. อะไรคือเบื้องหลังเสียงชื่นชมเหล่านั้น อะไรคือสิ่งที่พลาดไป อะไรคือสิ่งที่ได้มา : ทีมชาติไทย กับแทคติก 4-2-3-1 ถูกทางแล้วหรือไม่อย่างไร? FFT TH ชวนทุกท่านไปหาคำตอบด้วยกัน…. 

คืนสู่ระบบ 4-2-3-1

เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนบอลตั้งแต่เกมยังไม่เริ่ม เมื่อ “ซิโก้” ปรับหมากลูกหนังของทีมชาติไทย จากระบบ 3-5-2 สู่ 4-2-3-1 ที่ขุนพลช้างศึกคุ้นเคย พร้อมดันธนบูรณ์ เกษารัตน์ สู่พื้นที่ที่เขาถนัดที่สุด ร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่ชื่อว่า วัฒนา พลายนุ่ม

ขณะที่สามแนวรุก ก็มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อ ธีรศิลป์ แดงดา, อดิศักดิ์ ไกรษร และ สิโรจน์ ฉัตรทอง ได้ลงสนามพร้อมกัน ภายใต้การสร้างสรรค์เกมรุกจากเพลย์เมกเกอร์เบอร์หนึ่งอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์

มันคือการจัดตัวที่น่าติดตามที่สุดนัดหนึ่งของทีมชาติไทย

กองกลางตัวรับธรรมชาติสองคน

ธนบูรณ์ เกษารัตน์ นักเตะไทยที่ค่าตัวแพงที่สุด คุณค่าของเขาจะทรงอานุภาพ เมื่อได้ลงสนามในบทบาทกองกลางตัวรับ และเขาได้สิทธิ์ทำหน้าที่นั้นในเกมนี้ โดยมีคู่หูที่มาเป็นตัวแทนเขาในสโมสรอย่าง วัฒนา พลายนุ่ม

“เจ้าตั้ม” แสดงให้เห็นแล้วว่า พื้นที่หน้ากองหลัง หลังกลางรุก คือที่ที่เขาจะแสดงความสามารถได้ดีที่สุด แม้จะเสียถึงสี่ประตู แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ด้อยแต่อย่างใด ส่วน “เจ้าไมค์” เปิดตัวได้เยี่ยม ทั้งแข็งแกร่ง สกัดแม่นยำ ไม่กลัวเกรงศักดิ์ศรีนักเตะญี่ปุ่น แถมยังเปลี่ยนบอลจากเกมรับเป็นรุกได้มีชีวิตชีวาอีกหลายจังหวะ

“ธนบูรณ์ กับ วัฒนา เป็นกลางรับธรรมชาติ และทำหน้าที่ได้ดี เราต้องการเกมรับที่แน่น ทำให้ไม่มีทางเลือก ต้องให้ทั้งสองมาเล่นด้วยกัน ซึ่งก็ทำได้ดีทั้งคู่” คำพูดของเฮ้ดโค้ชทีมชาติไทย มีนัยยะว่า พึงพอใจกับคู่กลางคู่นี้

กองกลางตัวรับสองคน จะส่งผลเชิงลบต่อโอกาสการสร้างสรรค์เกมรุกหรือไม่?? ถ้าคุณตอบว่าใช่ แสดงว่าคุณกำลังคิดผิดถนัด .. ทีมชาติไทยมีโอกาสยิงมากกว่าญี่ปุ่นที่จำนวน 14:13 ครั้ง และ ได้เตะมุมมากกว่าถึงเท่าตัว (6:3 ครั้ง)

แต่ทำไมเราถึงแพ้ขาดลอยขนาดนี้ล่ะ??

เสียประตูเร็ว และปัญหาของพีระพัฒน์

ในวันที่ทีมชาติไทย ต้องปราศจาก ธีราทร บุญมาทัน กัปตันทีมตัวจริง ในตำแหน่งแบ็กซ้าย โอกาสจึงตกเป็นของ พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา แต่มันก็ไม่น่าจะเป็นความทรงจำที่ดีของเขาสักเท่าไร

พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา มีปัญหากับการจัดการ ยูยะ คูโบะ ปีกขวาของญี่ปุ่น และเพียงแค่ 7 นาทีแรก คูโบะ ก็เริ่มต้นคลายพิษสงของเขาด้วยการสลัดหนี “เจ้าบาส” ก่อนแอสซิสต์ให้ ชินจิ คางาวะ ยิงให้ “ซามูไรบลู” ขึ้นนำ 1-0

ยูยะ คูโบะ วัย 23 ปี มีสถิติที่ยอดเยี่ยมกับสโมสร เกนท์ ในซีซั่นนี้ โดยเขายิงไปแล้ว 5 ประตู จาก 7 เกม ในลีกเบลเยียม จึงไม่น่าแปลกใจที่จะยึดตำแหน่งตัวจริงทีมชาติได้ โดยทิ้งให้ดาวดังอย่าง เคซูเกะ ฮอนดะ, ทาคาซิ อูซามิ และ ทาคุมะ อาซาโนะ ต้องสตาร์ทที่ม้านั่งสำรอง

และเขาก็ไม่ทำให้แฟนบอลต้องผิดหวัง เมื่อทำ 1 ประตู กับอีก 2 แอสซิสต์ นับเป็นฝันร้ายที่ พีระพัฒน์ คงจะจำได้ไม่มีลืม

ความเฉียบคมที่ต่างกัน

หากไม่ได้ชมเกม ผลการแข่งขันฟุตบอลที่สกอร์ห่างกัน 4 ลูก ทุกคนย่อมเชื่อว่า ตัวเลขภายในเกม ทั้งโอกาสการทำประตู เปอร์เซ็นต์การครองบอล หรือโอกาสการยิงเข้ากรอบ คงต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่มันไม่ใช่กับเกมนี้

“วันนี้เราชนะ แต่มันไม่ง่ายเลย เราเล่นได้อย่างรัดกุม และได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ แต่เราปล่อยให้คู่แข่งมีโอกาสมากเกินไป” ไม่บ่อยครั้งที่ผลการแข่งขันระดับ 4-0 แต่กุนซือของผู้มีชัยอย่าง วาฮิด ฮาลิลฮ็อดซิซ ต้องออกโรงโวยลูกทีมเล็กน้อย

ทีมชาติไทย มีโอกาสจบสกอร์ถึง 14 ครั้ง เข้ากรอบที่จำนวน 6 ครั้ง แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้เลย ขณะที่ขุนพลจากแดนอาทิตย์อุทัย มีโอกาสทำประตู 13 ครั้ง น้อยกว่าไทย 1 ครั้ง แต่เข้ากรอบเกิน 50 % นั่นคือ 7 ครั้ง และแปรเปลี่ยนเป็นสกอร์บนบอร์ดได้ถึง 4 เม็ด

นี่คือความแตกต่างระหว่าง ชาติมหาอำนาจจากอาเซียน และ ชาติมหาอำนาจของเอเชีย

ชินจิ คางาวะ และ ชินจิ โอคาซากิ สองแข้งตัวรุกจากลีกท็อปคลาสของโลก มีโอกาสยิงคนละ 2 ครั้ง พวกเขายิงเข้ากรอบได้เพียงคนละครั้ง แต่ทั้งหมดคือ “สองประตูในช่วงครึ่งแรก” และนั่นก็ทำให้พวกเขาเล่นได้อย่างง่ายดายในครึ่งหลัง

ในขณะที่ แนวรุกตัวความหวังของทีมชาติไทยอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา มีโอกาสยิงถึง 4 ครั้ง เท่ากับ คางาวะ และ โอคาซากิ รวมกันด้วยซ้ำ โดยมุ้ยยิงเข้ากรอบถึง 3 ครั้ง แต่ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นประตูได้เลย ส่วน อดิศักดิ์ ไกรษร มีโอกาสยิงถึง 3 ครั้ง และเข้ากรอบเพียง 1 ครั้งเท่านั้น

และนี่คือความเฉียบคมที่แตกต่างกันของนักเตะทีมชาติไทย กับ ทีมชาติญี่ปุ่น
“เราได้เรียนรู้จากทีมที่แข็งแกร่ง เห็นได้ชัดว่า ความคมของไทยกับญี่ปุ่นนั้นต่างกัน เรามีโอกาส แต่ก็ทำไม่ได้“ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ก็ยอมรับความแตกต่างในเรื่องนี้เช่นกัน

ความโดดเด่น บนความโดดเดี่ยวของชนาธิปคุง

ลบคำครหา และความรู้สึกแปลกใจไปทั้งหมดทั้งสิ้นจากสมองของแฟนบอลชาวญี่ปุ่น สำหรับฟอร์มการเล่นของ “ชนาธิป สรงกระสินธ์” ในเกมกับ ทีมชาติญี่ปุ่น ทั้งสองนัด ทุกคนเชื่อเต็มอกแล้วว่า ชนาธิปคุง พร้อมแล้วกับเจลีก

ชนาธิป กล้าลุย กล้าเล่น รวดเร็ว คล่องแคล่ว ว่องไว เอาตัวรอดเก่ง และไปกับบอลได้ดี เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา ความมุ่งมั่นของเขา ทำให้เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างดุดัน และโดดเด่น แต่อยู่บนความโดดเดี่ยว

หลายครั้งที่เพื่อนตามเซนส์ฟุตบอลของชนาธิปไม่ทัน

หลายครั้งที่เพื่อนยังอยู่ไกลจากตัวเขา เวลาที่เขาได้บอล

หลายครั้งที่เพื่อนปล่อยให้เขาอยู่ภายใต้วงล้อมของนักเตะญี่ปุ่นมากเกินไป

ชนาธิป ได้บอลทั้งหมด 55 จังหวะใน 90 นาที โดยมีโอกาสทำประตู 2 ครั้ง ยิงตรงกรอบ 1 ครั้ง และมีโอกาสสร้างสรรค์จังหวะยิงให้เพื่อนอีก 2 ครั้ง แต่ทั้งหมด ไม่ได้จบที่การเป็นประตู ..

นั่นคือสถิติที่น้อยเกินไป หากเทียบกับคุณภาพล้นแก้วที่เขามี

ถูกตั้งคำถามในเรื่องการเปลี่ยนตัว

ทีมชาติไทยเปลี่ยนตัวเพียงคนเดียว นั่นคือ นูรูล ศรียานเก็ม แทนที่ของ สิโรจน์ ฉัตรทอง ในช่วง 17 นาทีสุดท้าย ในช่วงที่ทีมชาติไทย โดนนำห่าง 3 ประตู และเวลาที่ไม่น้อยเกินไป แต่ไม่มากเพียงพอ ก็ทำให้นูรูล เป็นเพียงตัวผู้เล่นธรรมดาๆ ที่ไม่อาจเปลี่ยนเกมได้

มีคำถามมากมายในเรื่องนี้ เพราะม้านั่งสำรองของทีมชาติไทย ยังมีแนวรุกหลายคนที่พร้อมลงสนาม ทั้ง ปกเกล้า อนันต์, มงคล ทศไกร, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ และ ประกิต ดีพร้อม โดยเฉพาะสามรายหลัง ที่ไม่ได้รับโอกาสเลยแม้แต่นาทีเดียว ในทั้งสองเกมที่พ่ายแพ้ ซาอุดิอาระเบีย และ ญี่ปุ่น นั่นแสดงให้เห็นว่า พวกเขาไม่ได้รับความไว้วางใจเท่าที่ควรนัก หากเทียบกับตัวจริงที่ยังอยู่ในสนาม แม้จะถึงเวลาที่ควรแก้เกมแล้วก็ตาม

4-2-3-1 ระบบที่คุ้นเคย และมีอนาคต

เป็นความพ่ายแพ้ 0-4 ที่น่าประทับใจ เราได้เรียนรู้ว่า ทีมชาติไทยก็ไม่ขี้เหร่นัก หากจะใช้กองกลางตัวตัดเกมสองคนลงสนามพร้อมกัน และมีความรู้สึกที่ไม่เลวเลยทีเดียว ที่ได้เห็นใจนักสู้จนวินาทีสุดท้ายของนักเตะไทย โอเคล่ะ มันอาจจะดูอวยไปหน่อยหากเทียบกับผลการแข่งขัน แต่มันก็ไม่ได้ถึงกับดูไม่มีอนาคตสักทีเดียวนะ