ทางแยกชีวิต : 10 แข้งดังเมืองไทยแขวนสตั๊ดก่อนวัยอันควร

บางคนก็เพราะอินดี้, บางคนก็เพราะจำเป็น และบางคนก็เพราะการกระทำของตัวเอง…

นี่ คือ เหล่าแข้งดังฝีเท้าฉกาจฉกรรจ์เมืองไทยที่มีอันต้องแขวนสตั๊ดก่อนวัยอันควร… แต่ละคนมีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป เพราะอะไรกันบ้าง? มีใครกันบ้าง? ติดตามได้ที่นี่

อดิศร์ ภัทรประสิทธิ์

แขวนสตั๊ดอายุ : 25 ปี

“ผมยอมรับว่า...ความจริงมันตัดใจไม่ง่าย” นี่ คือ คำพูดของท็อป - อดิศร์ ภัทรประสิทธิ์ ที่บอกกับโฟร์โฟร์ทู ไทยแลนด์ หลังถูกถามถึงวินาทีที่ต้องตัดสินใจแขวนสตั๊ดก่อนวัยอันควร…

อดิศร์ ภัทรประสิทธิ์ หรือ “ท็อป” ลูกชายนักการเมืองชื่อดังอย่าง ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง  และเจ้าของธุรกิจโรงแรมที่พักหรูหลายแห่ง ความจริงตัวเขาสามารถใช้ชีวิตไฮไซได้สบาย แต่ตัวเขากลับเลือก “ฟุตบอล” อย่างที่ใจรัก

“ผมยอมรับว่า...ความจริงมันตัดใจไม่ง่าย”

ท็อป-อดิศร์ ชื่นชอบเกมลูกหนังมาตั้งแต่เด็ก เริ่มเข้าสู่วงการในระดับเยาวชนกับธำรงไทยสโมสร และขณะที่ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแฟรงคลิน เพียร์ซ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ เขาได้มีโอกาสเป็นตัวแทนทีมซ็อคเกอร์ของมหาวิทยาลัยด้วย อย่างไรก็ตามระหว่างอยู่ที่แดนลุงแซมนั่นเอง อาการบาดเจ็บเรื้อรังที่เป็นภัยร้ายต่อความฝันของเขา ก็เริ่มมาหา…

อดิศร์ มีอาการบาดเจ็บที่กระดูกหมอนรองกระดูกหลัง และนั่นเป็นอุปสรรคสำคัญ… อย่างไรก็ตาม เขาต่อสู้เพื่อความฝันของตัวเองเรื่อยมา หลังจบจากมหาวิทยาลัยที่สหรัฐฯ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนักการเมืองดังได้โอกาสไปพัฒนาฝีเท้ากับทีมฮาเลลูยา ที่เกาหลีใต้ร่วมครึ่งปี โดยหวังว่าบทเรียนชั้นดี จะทำให้เขาได้รับโอกาสเซ็นสัญญากับทีมชั้นนำเมืองไทย และปลายปี 2012 เขาก็ได้สัญญากับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สมใจ

อย่างไรก็ตามอาการบาดเจ็บที่หมอนรองกระดูกกลับมาหลอกหลอน เขาแทบไม่ได้ซ้อมเลยในเลกแรกของฤดูกาล 2013 พอหายเจ็บกลับมาเลกที่ 2 โอกาสเบียดแย่งตัวจริงแทบไม่เหลือ ก่อนย้ายซบ แบงค็อก ยูไนเต็ด เพื่อสู้ศึกฤดูกาล 2014 ทว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซ้ำปัญหาบาดเจ็บที่หมอนรองกระดูกหลังเดิมๆมาเติมอุปสรรคในชีวิต

ท้ายที่สุดเขาแยกทางกับ แบงค็อก ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ มาโน่ โพลกิ้ง ในฤดูกาลดังกล่าว และตัดสินใจแขวนสตั๊ดในที่สุด

“ความจริงผมพยายามกลับมาหลายครั้งแล้ว แต่มันถึงจุดที่เราเริ่มรู้สึกว่า...หากฝืนเล่นต่อไป คงเป็นอันตรายเกินไป และผมถึงทางที่ผมต้องเลือกแล้ว…” ปราการหลังร่างยักษ์ผู้โชคร้ายในเส้นทางที่ฝันกล่าวทิ้งท้ายกับโฟร์โฟร์ทู

ปิติพงษ์ กุลดิลก

แขวนสตั๊ดอายุ: 30 ปี

“เดอะ ปลั๊ก” ปิติพงษ์ กุลดิลก อดีตกองหน้าร่างยักษ์ทีมชาติไทย ชุดเหรียญทองซีเกมส์ ปี 2003… เขาเคยโด่งดังเป็นพลุแตก แถมเป็นดาวซัลโวไทยลีกมาแล้ว เมื่อฤดูกาล 2001/2002 เพชฌฆาตความเป็นยอดศูนย์หน้า, การขึ้นโหม่งทำประตูที่ยอดเยี่ยม, การยิงที่เฉียบขาด ทำให้เขาได้ไปค้าแข้งที่เอสลีก สิงคโปร์ อยู่หลายปี

ปลั๊ก-ปิติพงษ์ กลับมาเมืองไทยในปี พ.ศ. 2550 ก่อนพาการท่าเรือไทย ผงาดคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อฤดูกาล 2009 ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ แต่ถัดจากนั้นไม่กี่เดือน ชีวิตของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…

กลางปี พ.ศ. 2553 เขาพบว่าร่างกายตัวเองอ่อนแรง แขน-ขาลีบลง เดินเหินไม่ได้ ทั้งยังเจ็บปวดตามร่างกาย ก่อนตรวจพบในท้ายที่สุดว่าเขาเป็นโรคเอสแอลอี (โรคพุ่มพวง) เขาต้องต่อสู้กับโรคร้ายอย่างหนัก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดระหว่างที่ร่างกายยังไม่หายดี เขาต้องสูญเสียคุณพ่อไปอีก… เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาต้องแขวนสตั๊ดอย่างจำใจ

แต่หัวใจของเขายังกล้าแกร่ง… ปิติพงษ์ ต่อสู้กับโรคร้ายรักษาจนหายขาด  ก่อนกลับมาเล่นฟุตบอลชายหาดทีมชาติไทยได้ในปี พ.ศ. 2557 พร้อมคว้ารองแชมป์ออสเตรเลียนบีชซ็อคเกอร์คัพ 2013

เขาพยายามกลับมาค้าแข้งฟุตบอลใหญ่อีกครั้งในปีเดียวกันกับสมุทรปราการ เอฟซี แต่การร้างสนามไปนาน และร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม ทำให้เขาไม่ใช่ “เดอะ ปลั๊ก” ผู้อันตรายในเขตโทษเช่นอดีต

ปัจจุบัน ปิติพงษ์ กุลดิลก วัย 37 ปี ยังคงทำงานในการท่าเรือ

Pages