ทำไมเรอัล มาดริด ของ ‘ซีดาน’ จึงยิ่งใหญ่ที่สุดต่อจากยุคของ ‘ดิ สเตฟาโน่’?

เรอัล มาดริด ป้องกันแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกด้วยชัยชนะเหนือยูเวนตุส แต่นี่ไม่ใช่เพียงเหตุผลเดียวที่ทีมของซีดานเป็นหนึ่งในทีมชุดสุดยอดตลอดกาล

กาลาติกอสก็ทำไม่ได้ เฟรเรนซ์ ปุสกัสเหรอก็ไม่ใช่ เพราะนี่คือครั้งแรกตั้งแต่ปี 1958 ที่เรอัล มาดริด คือสุดยอดทีมแห่งวงการฟุตบอลยุโรปอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

จริงอยู่ที่ฟังดูแปลกอยู่หน่อยๆ เพราะนี่ถือเป็นแชมป์ยุโรปครั้งที่ 8 ของเรอัล มาดริด ตั้งแต่ช่วงปี 1958 จนถึงชัยชนะสดๆ ร้อนๆ เหนือยูเวนตุสที่คาร์ดิฟฟ์ แต่ขอเน้นนิดนึงว่า ในช่วงดังกล่าวไม่มีครั้งไหนเลยที่พวกเขาคว้าแชมป์ลาลีกา และแชมป์ยุโรปพร้อมกันในฤดูกาลเดียว

ตอนที่ซีเนดีน ซีดาน วอลเลย์สุดสวยเป็นประตูชัยเหนือ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในรอบชิงเมื่อปี 2002 บาเลนเซียคือแชมป์ลีก ส่วนตอนคว้าแชมป์ที่ปารีส 2 ปีก่อนหน้า พวกเขาจบเพียงอันดับ 5 ในปีที่ เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า คว้าแชมป์แบบช็อกคนทั้งประเทศ

แม้กระทั่งทีมที่แฟนบอลทั้งโลกจดจำ ตอนที่ปุสกัสยิง 4 ประตู กับอัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน่ซัดแฮททริก นำทีมยำใหญ่ ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต แบบไร้ทางสู้ 7-3 ในรอบชิงยูโรเปี้ยนคัพที่แฮมป์เดน พาร์คปี 1960 ครั้งนั้นพวกเขาก็ได้เพียงรองแชมป์ลาลีกา

เรอัล มาดริดชุดที่ชนะเอซี มิลานในช่วงต่อเวลาที่บรัสเซลส์ในปี 1958 นั้นคือทีมชุดล่าสุดที่ได้ทั้งแชมป์ลีกและแชมป์ยุโรปในปีเดียวกัน ตอนนั้นปุสกัสยังไม่ย้ายมาร่วมทีม โดยเป็นดิ สเตฟาโน่ที่ยิงประตูชัยเช่นเดียวกับในปีก่อนหน้า

ทีมของซีดานชุดนี้อาจยังไม่ได้รับการยอมรับเหมือนกาแลคติกอสชุด 1960 แต่ความจริงไม่เคยโกหกใคร ฤดูกาลนี้นี่แหละ ที่พวกเขาโชว์ฟอร์มคงเส้นคงวามากที่สุดในแบบที่พวกเขาทำไม่ได้ถึง 59 ปี

“วันนี้สามารถพูดได้แล้วว่า เราเป็นทีมที่ดีมาก” ซีดานเปิดใจในการแถลงข่าวหลังเกมเมื่อคืนวันเสาร์ ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในวาทะแห่งฤดูกาลนี้ “เราสมควรที่จะได้ทั้งแชมป์ลีกและแชมเปี้ยนส์ลีก และแน่นอนว่ามันไม่ง่ายเลย”

ซีดานสร้างเรอัล มาดริดที่ไม่กลัวใคร

ในแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลนี้ เรอัล มาดริด ไม่ได้มีสถิติเหนือใคร เพราะทีมที่ยิงได้มากที่สุดคือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ขณะที่ เอฟซี โคเปนเฮเก้น คือทีมที่เสียประตูน้อยที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยการเป็นรองแชมป์กลุ่มเอฟ รองจากดอร์ทมุนด์อีกด้วย

แต่ก็เหมือนทุกครั้ง ราชันชุดขาวหาทางไปต่อได้เสมอ ซึ่งเครติดส่วนใหญ่ก็ต้องยกให้กับซีดาน ที่กระตุ้นให้ลูกทีมกระหายในชัยชนะและไม่ยอมอ่อนข้อต่อใคร แม้เพิ่งคว้าแชมป์ยุโรปได้ในฤดูกาลที่ผ่านมา

นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ค่อยได้แสดงให้เห็นเท่าไหร่ แม้กระทั่งทีมยุคกาแลคติกอส ซึ่งมีนักเตะทักษะล้นเหลือ แต่พวกเขาก็มีจุดอ่อนที่เกมรับ อีกทั้งยังไม่มีความคงเส้นคงวาพอที่จะคว้าแชมป์ลาลีกา

ตอนนี้ไม่เพียงเกมรับของทีมจะแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น พวกเขายังป้องกันแชมป์ยุโรปได้อีกด้วย จริงอยู่ที่แผงหลังมาดริดไม่ถึงกับแข็งแกร่งที่สุด เพราะในลีกก็มีแอตเลติโก มาดริด, บาร์เซโลน่า, และบียาร์เรอัลที่เสียประตูน้อยกว่า ขณะที่ยูเวนตุสก็สร้างปัญหาหนักในเกมครึ่งแรกที่คาร์ดิฟฟ์ แต่ครั้งนี้ พวกเขายืนหยัดกลับมาได้ ไม่เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา

มาดริดชนะเกมลีกได้มากกว่าทีมไหนในฤดูกาลนี้ ส่วนในแชมเปี้ยนส์ลีกแม้จะเจอบททดสอบมากมาย เริ่มตั้งแต่เกมรอบ 16 ทีมกับนาโปลี, รอบก่อนรองชนะเลิศกับบาเยิร์น มิวนิค และกับคู่ปรับร่วมเมืองอย่างแอตเลติโก มาดริดในรอบรองชนะเลิศ ลูกทีมของซีดานก็เอาอยู่ และโต้ตอบจนได้ประตูที่ต้องการเพื่อก้าวต่อไป

ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ซีดานก็โชว์กึ๋นด้วยการเปลี่ยนแท็คติกช่วงพักครึ่ง โยก ลูก้า โมดริช มาอยู่ฝั่งขวา ปิดการขึ้นเกมของอเล็กซ์ ซานโดร พร้อมสร้างความปั่นป่วนให้การป้องกันฝั่งริมเส้นของทีมม้าลาย ก่อนที่โมดริชจะเปิดให้คริสเตียโน่ โรนัลโด้ยิงลูกที่สองในเกม

“ในครึ่งหลัง เรอัล มาดริด เร่งเครื่องขึ้นมา ขณะที่เรากลับติดแหง็กอยู่กับที่” มัสซิมิลิอาโน่ อัลเลกรี ยอมรับหลังจบเกม “พวกเขาเล่นเกมรับได้ดีมาก จนกองหน้าเราฝ่าเข้าไปไม่ได้เลย”

หลายคนมักพูดว่าการคุมทีมเรอัล มาดริดที่มีสตาร์ดังล้นทีมนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจริง ไม่เชื่อลองถาม ราฟาเอล เบนิเตซ หรือ โชเซ่ มูรินโญ่ ดูได้ แม้แต่ซีดาน ก็ยังเคยเจอช่วงเวลาลำบากตอนคุมทีมกาสตีย่า หรือทีมชุดบีด้วยเช่นกัน

กุนซือชาวฝรั่งเศสพยายามปฏิเสธคำชมที่ได้รับหลังชัยชนะที่คาร์ดิฟฟ์ “คือผมก็ไม่อยากจะพูดว่าเป็นกุนซือที่เก่งเท่าไหร่นะ สมัยก่อนผมคุมทีมอย่างแย่ แต่ตอนนี้กลายเป็นกุนซือที่เก่งที่สุดในโลกน่ะเหรอ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”

ซิซูอาจไม่อยากพูดเองเท่าไหร่ แต่การคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกตลอด 2 ปีแรกที่คุมทีมกับเรอัล มาดริด ก็ถึงเวลาที่โลกลูกหนังต้องยอมรับแล้วล่ะว่าเขาคือหนึ่งในยอดผู้จัดการทีม

โรนัลโด้เข้าฝักถูกเวลา

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่ซีดาน รวมถึงเรอัล มาดริดได้รับในฤดูกาลนี้อาจไม่เกิดขึ้นหากไม่มีโรนัลโด้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความมุ่งมั่นไม่ยอมใครในทีมชุดนี้มีอดีตสตาร์ดังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ

จริงอยู่ที่ฤดูกาลนี้โรนัลโด้ไม่ยิงระเบิดอย่างเคย ผลงาน 42 ประตูจาก 46 นัดทำให้สถิติยิงเกิน 50 ประตูต้องจบลงที่ 6 ฤดูกาลติดต่อกัน แต่ถ้าไม่นับ ลิโอเนล เมสซี่ นี่ก็ถือเป็นผลงานชั้นยอดอยู่ดี

เหลือเชื่อเหมือนกันที่แม้จะทำผลงานสุดยอดเช่นนี้ แต่โรนัลโด้ก็ไม่พ้นถูกวิจารณ์ รวมถึงข้อครหาที่ว่า ด้วยวัย 32 เจ้าตัวคงจะเริ่มฟอร์มหดถดหายไปเสียแล้ว

“ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร ผมคิดว่าผู้คนคงไม่มีอะไรจะวิจารณ์ผมแล้วล่ะ” โรนัลโด้เปิดใจระหว่างงานแถลงข่าวหลังเกมนัดชิง ซึ่งทำให้เขาคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นครั้งที่ 4 เช่นเดียวกับสุดยอดนักเตะอย่าง คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ, เคราร์ด ปีเก้, ลิโอเนล เมสซี่, ชาบี เอร์นานเดซ และ อันเดรส อิเนียสต้า “สิ่งสำคัญที่สุดคือเป็นอีกฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม ทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ ส่วนอายุผมนั้นเป็นเพียงตัวเลข ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนหนุ่มน้อยเลยล่ะ”

การที่ไม่ได้ลงสนามในลาลีกาถึง 9 นัด ส่งผลต่อผลงานการถล่มประตูของโรนัลโด้ไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจอันกล้าหาญของซีดานที่ตัดสินใจพักเขาไว้ข้างสนาม และมันก็ได้ผล ราชันชุดขาวคว้าแชมป์ลีก ส่วนโรนัลโด้ก็ได้พักจนร่างกายพร้อมลงสนามในเกมสำคัญที่สุดของฤดูกาล

นับตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นต้นมา กัปตันทีมชาติโปรตุเกสยิงไป 10 ประตู 5 ลูกในนั้นเกิดขึ้นจากเกมทั้ง 2 นัดกับบาเยิร์น มิวนิค ต่อด้วยซัดแฮททริกใส่แอตเลติโก มาดริด ปิดท้ายด้วย 2 ประตูในนัดชิง พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อถึงเวลาสำคัญ โรนัลโด้ทำได้เสมอ ทักษะการยิงประตูที่ไม่เด่นนักในสมัยดาวรุ่ง กลับกลายเป็นอาวุธสำคัญของเขาแล้วในตอนนี้

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด ในที่สุดโรนัลโด้ก็แบกทีมของเขาพุ่งชนความสำเร็จได้ดั่งหวัง และนี่คือเหตุผลที่ทีมราชันชุดขาวชุดนี้ ก้าวสู่จุดสูงสุดนับตั้งแต่ยุค 1950 เป็นต้นมา