ทำไมการติดโทษแบนของ ‘ซลาตัน’ อาจทำให้ปีศาจแดงคว้าชัยเหนือปืนใหญ่?

เกมในค่ำคืนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่มี ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในสนามแน่นอน แต่ FFT เชื่อว่า มาร์คัส แรชฟอร์ด อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ “ปีศาจแดง” เก็บสามคะแนนได้…

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช จะพลาดการลงสนามในเกมนี้เนื่องด้วยโทษแบนสะสมใบเหลืองครบ 5 ใบ ซึ่งนั่นทำให้หลายคนสงสัยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะเอาใครไปยิง อาร์เซนอล ได้บ้าง เนื่องจากคนที่ชอบยิง “ปืนใหญ่” ประจำอย่าง เวย์น รูนีย์ ก็มีข่าวว่าไม่ฟิตและยังเจอข่าวฉาวในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หลายคนคงลืมไปแล้วว่า “ปีศาจแดง” ยังคงมีดาวรุ่งที่ถูกจับไปเล่นปีกบ่อยครั้งในปีนี้อย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด อยู่

และบางคนคงลืมไปเหมือนกันว่า แรชฟอร์ด ผู้นี้เนี่ยแหละที่เป็นคนยิง 2 ประตูในเกมประเดิมสนามพรีเมียร์ลีกเกมแรกในชีวิต จนช่วยให้ ทีมดังแห่งแมนเชสเตอร์ ปราบ ยักษ์ใหญ่แห่งลอนดอน 3-2 เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

Marcus Rashford

ฉลองหลังยิง อาร์เซนอล เมื่อต้นปี

ซึ่งแม้แต่ตัว อาร์แซน เวนเกอร์ เองก็ยังจำวันนั้นได้ดี หลังให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

“คนที่ฆ่าเราเมื่อปีที่แล้วคือแรชฟอร์ด” ขงเบ้งเลือดเฟรนช์ กล่าว “ผมดูเขาเล่นตอนเจอกับทีมจากเดนมาร์กก่อนแข่งนะ ผมคิดเลยว่าไอ้เด็กนี่มันต้องอันตรายมากๆ การเคลื่อนที่ของเขาดี และยังแข็งแกร่งสุดๆ เขาทำให้ทุกคนรู้สึกทึ่งมากๆ”

เรื่องที่ดีก็คือ ปีนี้ฟอร์มของ ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ไม่โดดเด่นเท่าเดิม ทว่า ทุกอย่างอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิดในคืนนี้…

เกิดมาเพื่อเป็นกองหน้า

จากสถิติในลีกปีนี้ ปรากฎว่า แรชฟอร์ด ยิงได้ 3 ลูก แต่ไม่สามารถทำแอสซิสต์ได้แม้แต่ครั้งเดียว อีกทั้งสามลูกที่เขาทำได้นั้น ล้วนมาจากการยิงระยะใกล้เท่านั้น

ปัญหาของ แรชฟอร์ด ในปีนี้ก็คือ การโดนจับไปเล่นในตำแหน่งที่ไม่ถนัด ซึ่งเนื่องจากที่ผ่านมา โชเซ่ มูรินโญ่ มักเลือก “ก็อด ซลาตัน” ในตำแหน่งหน้าเป้าเสมอ(อิบราฯ คือ นักเตะแมนฯ ยูฯ คนเดียวที่ได้ลงเล่นในลีกครบทุกนาทีในปีนี้) จนทำให้ เด็กปั้นของสโมสร ต้องโยกไปเล่นตัวริมเส้นด้านซ้ายแทน

ซึ่งผลงานที่ผ่านๆมาบอกได้ว่า “เสียของ” เพราะว่า แรชฟอร์ด ไม่ได้เล่นในตำแหน่งปีกมาตั้งแต่อายุ 13 ปีแล้ว และเขาเกิดมาเพื่อเป็นกองหน้าเท่านั้น เพราะจากสถิติในลีกปีนี้ ปรากฎว่า แรชฟอร์ด ยิงได้ 3 ลูก แต่ไม่สามารถทำแอสซิสต์ได้แม้แต่ครั้งเดียว อีกทั้งสามลูกที่เขาทำได้นั้น ล้วนมาจากการยิงระยะใกล้เท่านั้น

ดังนั้น เหมือน มูรินโญ่ กำลังทำลายพรสวรรค์ของ แรชฟอร์ด อย่างแท้จริง

แรชฟอร์ด จะอันตรายที่สุดยามอยู่ตรงกลางสนาม โดย ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ ถือเป็นผู้เล่นที่ยิงคมมากที่สุดในลีก โดยเขามีเปอร์เซ็นต์ยิงเข้าเมื่อเปรียบเทียบกับโอกาสดีที่สุดในลีกที่ 31.3%

และหากนับเฉพาะเกมใหญ่นั้น แรชฟอร์ด ยิง อาร์เซนอล และ แมนฯ ซิตี้ รวมกัน 3 ลูก จากโอกาสเพียง 4 ครั้งเท่านั้น

ที่น่าสนใจก็คือ แม้จะถูกจับไปเล่นได้ข้าง แต่สถิติปีนี้ของ แรชฟอร์ด ก็ไม่ได้ด้อยลงมาก โดยเขามีเปอร์เซ็นต์ยิงเข้าเมื่อเปรียบเทียบกับโอกาสอยู่ที่ 21.4% ซึ่งเท่ากับ พวกลุ้นดาวซัลโวอย่าง เจมี่ วาร์ดี้ และ เซร์คิโอ อเกวโร่ ขณะที่รุ่นพี่อย่าง อิบรา ทำได้แค่ 10.2% เท่านั้น (ยิง 6 จากโอกาส 59 ครั้ง)

ตัวโจ๊กเกอร์

นอกจากการทำประตูแล้ว อีกสิ่งที่ แรชฟอร์ด มอบให้กับทีมก็คือ การเคลื่อนที่และการหาช่องที่สร้างประโยชน์ให้กับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งสิ่งนี้ “เดอะ ซลาตัน” ไม่มี เพราะส่วนใหญ่นั้น ตำนานชาวสวีดิช มักจะยืนรอบอลให้เพื่อนจ่ายมามากกว่า

ในเกมนี้ มูรินโญ่ สามารถใช้ แรชฟอร์ด เป็นแบบ ดิเอโก้ คอสต้า ที่ เชลซี โดย หัวหอกวัย 19 ปีจะสามาถคอยวิ่งหลุดกับดักล้ำหน้า, ถ่างออกไปเล่นริมเส้นในบางที, ดึงตัวประกบ และ พากองหลังลงต่ำ ได้ เหมือนกับที่ แรชฟอร์ด ดึง กาเบรียล เปาลิสต้า จนหลุดตำแหน่งในเกมเมื่อต้นปีมาแล้ว

เดือนต่อมา ในเกมกับ แมนฯ ซิตี้ แรชฟอร์ด ทำสิ่งเดียวกับ มาร์ติน เดมิเคลิส ก่อนที่จะมีหนึ่งครั้งที่กลายเป็นประตูชัยของ “ปีศาจแดง” ในท้ายที่สุด

เกมวันนี้ แรชฟอร์ด จะต้องดวลกับ ชโกดราน มุสตาฟี ที่มักจะยืนเป็นเซนเตอร์ตัวขวา โดยก่อนหน้านี้ ปราการหลังแชมป์โลก เคยโดน ซอง เฮือง มิน ปั่นป่วนจนหัวหมุนมาแล้วเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งต้องติดตามว่า มุสตาฟี่ จะทำยังไงเมื่อเจอกับสถานการณ์แบบนี้อีกครั้ง

นอกจากนี้ การยืนอยู่แถวด้านซ้ายของ แรชฟอร์ด ยังทำให้แบ็คขวาของ “ปืนใหญ่” เหนื่อยหนักแน่ เพราะตอนนี้ เฮคเตอร์ เบลเลริน เจ็บยาว ซึ่งไม่รู้ว่า เวนเกอร์ จะส่งใครลงสนาม แต่ที่แน่ๆบอกได้คำว่าเดียวว่า อ้วกแตก แน่นอน

จับตาดูให้ดีๆ

สิ่งสำคัญของแผนนี้ก็คือ “ยูไนเต็ด” ต้องมีใครสักคนเข้าไปอยู่ในกรอบเขตโทษ ยามที่ แรชฟอร์ด ถ่างออกมา

ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่ ปอล ป็อกบา ยิงประตูแรกจากการเล่นโอเพ่น เพลย์ให้กับทีมได้แล้วในเกมกับ สวอนซี หลังจากที่ครองอันดับ 4 ในตารางยิงไกลมากที่สุดของ มิดฟิลด์ มาตลอด(3.3 ครั้งต่อเกม)

อีกสองคนก็คือ ฆวน มาต้า และอาจจะเป็น อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล(หากได้ลง) ที่จะสามารถสอดเข้าไปในกรอบ 18 หลาได้ โดย มาร์กซิยาล มักจะทำได้ดียามเมื่อต้องเลี้ยงตัดเข้าในเช่นนี้

อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ การประสานงานของ มาต้า และ แรชฟอร์ด ในแนวรุก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ใช้ อิบราฯ หรือ รูนีย์ เป็นหน้าเป้ามาโดยตลอด จนทำให้เกมรุกของทีมค่อนช้าและอืด

และการมี แรชฟอร์ด มีหน้าเป้า จะทำให้เราได้เห็น “ยูไนเต็ด” ที่ต่างไปกับก่อนหน้านี้แน่นอน

แต่จะดีพอที่จะได้สามคะแนนไหมนั้น อีกไม่นานรู้กัน…

New features you'd like every day on FourFourTwo.com