ทั้งชีวิตอุทิศเพื่อนาย : 9 แข้งเก่งขึ้นเหลือเชื่อเมื่ออยู่ใต้บัญชาการของกุนซือคนใหม่

นักเตะบางคนมีของอยู่ในตัว แต่เล่นเท่าไหร่ก็ไม่ฉายแวว…

บางคนถูกโละทิ้ง ถูกขายออกไป อย่างไรก็ตามบางคนเหมือนได้เกิดใหม่ เมื่อมีกุนซือที่มีเคมีเดียวกับพวกเขาเข้ามา...

นี่ คือ 9 แข้งในปัจจุบันที่ชีวิตเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จากการเข้ามาสู่สโมสรของกุนซือคนใหม่... จากนักเตะดาดๆ กลายเป็นนักเตะชั้นนำของชาติ และบางคนกลายเป็นนักเตะชั้นนำของโลกไปเลยด้วยซ้ำ มีใครกันบ้างติดตามได้ที่นี่

แฮร์รี่ เคน (เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่)

เด็กปั้นของท็อตเเน่ม ฮ็อตสเปอร์รายนี้มีเส้นทางที่ต้องระหกระเหินพอสมควรกว่าที่เขาจะกลายเป็นสุดยอดดาวยิงของทีมชาติอังกฤษในเวลานี้ ... เคนถูกยืมตัวถึง 4 ครั้งใน 3 ปีอยู่กับทั้ง เลย์ตัน โอเรียนท์ , มิลวอลล์ , นอริช ซิตี้ และ เลสเตอร์ ซิตี้

ในฤดูกาล 2012-13 เคน โดน อังเดร วิลลาส โบอาส กุนซือของไก่เดือยทองในตอนนั้นปล่อยให้กับเลสเตอร์ยืมและแม้จะเป็นการเล่นในระดับลีกเดอะ แชมเปี้ยนชิพแต่เขาก็ได้ลงเล่นน้อยกว่าที่คาดหวังได้ด้วยการลงสนามเพียง 13 เกมและยิงได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น หลังจากนั้นเคนก็กลับมาอยู่กับสเปอร์สอีกครั้งจากการเรียกตัวของทิม เชอร์วู้ด กุนซือของทีมในฤดูกาล 2013-14 ทว่าเขาก็ยังได้ลงเล่นเพียง 10 เกมและยิงไป 3 ประตูเท่านั้นจากนั้นไม่นาน เชอร์วู้ด ก็ถูกไล่ออกจากผลงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน

แต่ภายใต้ยุคสมัยของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่เข้ามาคุมทีมในปี 2014-15 เคน ได้รับบทบาทกองหน้าตัวเป้าและเป็นตัวหลักของทีมตั้งแต่เปิดฤดูกาล กุนซือชาวอาร์เจนไตน์สร้างเขี้ยวเล็บให้กับเคนใหม่และเหมือนเขากลายเป็นคนละคนภายในช่วงเวลาฤดูกาลเดียวเท่านั้นจากดาวยิงต้องนั่งรอโอกาสลงสนามกลายเป็นคนที่ยิงประตูได้ถึง 31 ประตูจากการลงสนาม 51 นัด เท่านั้นยังไม่พอ เคน ยังคงร้อนเเรงต่อเนื่องในฤดูกาล 2015-16 ด้วยการพาสเปอร์สจบในอันดับ 3 ของตารางพรีเมียร์ลีกด้วยการซัลโวไป 28 ประตูจากการลงสนาม 50 นัดและเขาคือดาวซัลโวของลีกในปีนั้นอีกด้วย

เจมี่ วาร์ดี้ (เคลาดิโอ รานิเอรี่)

จากนักเตะระดับนอกลีก วาร์ดี้ ค่อยๆพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆและเขาใช้เวลาไม่นานก็ไต่เต้ามาจนถึงระดับลีกสูงสุดของอังกฤษกับ เลสเตอร์ ซิตี้ จนได้ เขาอาจไม่ใช่นักเตะที่แฟนบอลมองว่าคุ้มค่ากับงบประมาณเสริมทัพที่จำกัดจำเขี่ยของจิ้งจอกสยามในเวลานั้น(ฤดูกาล2012-13)

จริงอยู่ที่ผลงานของเขาในช่วง 3 ปีแรกกับเลสเตอร์ที่มี ไนเจล เพียร์สัน เป็นกุนซือจะไม่ได้ขี้ริ้วขี่เหร่อะไร โดยเฉพาะในปี 2013-14 ที่เขายิงไปถึง 16 ประตูและช่วยให้ทีมคว้าแชมป์และเลื่อนชั้นขึ้นมาบนเวทีพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แม้นี่จะเป็นผลงานที่น่าชื่นชมสำหรับนักเตะที่ไม่ได้มีโปรไฟล์หรูหราอะไรแต่มันก็เป็นเรื่องน่าเซอร์ไพรส์ยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อ วาร์ดี้ ยกระดับตัวเองอีกครั้งแบบไม่น่าเชื่อจากการเข้ามาของกุนซือคนใหม่อย่าง เคลาดิโอ รานิเอรี่

เพียงปีเดียวที่เดอะ ติงเกอร์แมน เข้ามาคุมทัพเลสเตอร์กุนซือชาสอิตาเลียนเปลี่ยนให้ วาร์ดี้ คือสุดยอดกองหน้าที่ไม่มีใครไม่รู้จักเขา แท็คติกการตั้งรับลึกและไล่เพรสซิ่งตามสไตล์อิตาเลี่ยนผสมผสานกับการเล่นไดเร็คฟุตบอลแบบอังกฤษคือส่วนผสมที่ลงตัวที่ทำให้วาร์ดี้ซัดไปถึง 24 ประตูจากการลงสนาม 36 เกมและก็อย่างที่เราๆรู้กัน เลสเตอร์ สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ และอดีตขี้เมาจากทีมนอกลีกรายนี้ก็ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติอังกฤษชุดยูโร 2016

กาเซมิโร่ (ซีเนอดีน ซีดาน)

มิดฟิลด์ตัวรับชาวบราซิลโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในการค้าแข้งในบ้านเกิดกับเซา เปาโลก่อนที่ เรอัล มาดริด โคตรทีมจากยุโรปจะกระชากเขามาร่วมทีมในปี 2013 การอยู่ในทีมที่มีนักเตะระดับโลกเดินกันอย่างขวักไขว่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับดาวเตะโนเนมจากเเดนไกลอย่างเขา นั่นทำให้ กาเซมิโร่ ถูก โจเซ่ มูรินโญ่ ส่งไปเล่นกับ กาสตีญ่า ทีมชุดบีของมาดริดในลีกเซกุนด้าจนจบฤดูกาล และในช่วงเวลาเดียวกัน มูรินโญ่ ก็โดนปลดออกจากตำแหน่งหลังจากจบฤดูกาลนั้น

จากนั้นราชัน ชุดขาวก็แต่งตั้ง คาร์โล อันเชลอตติ ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมในฤดูกาลต่อมา และถึงแม้จะมีการเปลียนแปลงครั้งใหญ่ของสโมสรแต่เขาก็ยังไม่ได้รับการเหลียวแลอยู่ดี กาเซมิโร่ ถูกปล่อยให้กับ เอฟซี ปอร์โต้ ยืมตัวในฤดูกาล 2014-14 และในถิ่น ดราเกา สเตเดี้ยมแห่งนี้นี่เองที่เขาฉายแววเจิดจรัสแบบสุดๆด้วยการลงสนามทั้งหมด 40 เกมยิงได้ 4 ประตูและมีส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายก่อนจะตกรอบด้วยน้ำมือของยอดทีมอย่างบาเยิร์น มิวนิค(ปอร์โต้ชนะก่อนในเลกแรก 3-1 ก่อนจะแพ้ในเลกที่สอง 1-6)

หลังจากจบฤดูกาลนั้นเขากลับมายังถิ่นเบอร์นาเบวด้วยความมั่นใจอีกครั้งเขาเริ่มได้รับโอกาสลงสนามจากราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือใหม่มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ผลงานครึ่งฤดูกาลของกาเซมิโร่ถือว่าไม่โดดเด่นอะไรมากนักจนกระทั่ง ซีเนอดีน ซีดาน เข้ามาคุมทีมแทน ราฟา เขาก็ก้าวขึ้นมาเป็นห้องเครื่องตัวหลักในเเดนกลางร่วมกับ ลูก้า โมดริช และ โทนี่ โครส ในทันที ดั่งได้เจอตำแหน่งที่ลงตัวเขารับบทบาทคอยตัดเกมอยู่ข้างหลังโมดริชและโครสได้และทำได้อย่างไร้ที่ติ การเติมเต็มครั้งนี้เหมือนดั่งจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่มาดริดหาอยู่ และหลังจากจบฤดูกาลนั้น ราชัน ชุดขาว ก็เถลิงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกมาครองได้สำเร็จ และกาเซมิโร่ก็เป็นนักเตะที่ถูกพูดถึงจากการปิดทองหลังพระเเละทำงานหนักให้เหล่าซุเปอร์ตาร์เกมรุกของทีมผลิตสกอร์ได้อย่างสบายใจ