ทั่วโลกต้องสยบแทบเท้า : 10 แข้งยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลโลกลูกหนัง

นี่คือเหล่าสุดยอดนักเตะระดับโลกที่ถูกจัดอยู่ใน 10 อันดับแรกของการจัดอันดับ 100 นักเตะยอดเยี่ยมตลอดกาล

อันดับ 10 โรนัลโด้

“เอล เฟโนเมโน”มีคุณสมบัติครบทุกอย่างที่กองหน้าต้องการ แต่กลับโชคร้ายเจออาการบาดเจ็บเล่นงานไม่หยุด

“คุณบันทึกเทปไว้หรือเปล่า?” โรนัลโด้ถามนักข่าวด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม หลังจากยิง 5 ประตู ใน 1 เกม ในปี 1993

เขายังไม่ใช่โรนัลโด้บราซิลในตอนนั้น เขาเป็นที่รู้จักในชื่อโรนัลดินโญและยิง 12 ประตู ในฤดูกาลแรกกับครูไซโร 5 ประตูมาจากการยิงใส่บาเฮีย โดยหนึ่งในนั้นคือผลงานระดับมาสเตอร์พีช เมื่อเจ้าตัวขโมยบอลจาก โรดอลโฟ โรดริเกวซ นายประตูคู่แข่งก่อนยิงเข้าไป

เขาซัลโวไป 420 ประตูตลอดอาชีพนักเตะ

โรนัลโด้จบอาชีพด้วยผลงาน 62 ประตู จาก 98 เกมในทีมชาติบราซิล

โรนัลโด้อายุเพียง 16 ปี ตอนทะลุขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของครูไซโร เขาย้ายมาเล่นในยุโรปกับพีเอสวีทันทีในปีต่อมาและถูกเรียกติดทีมชาติบราซิลชุดลุยบอลโลก 1994 โดยได้รับการแนะนำมาจากโรมาริโอ

โรมาริโอดูแลโรนัลโด้อย่างดีตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ เขาสัญญาว่าจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้รุ่นน้องรายนี้ได้ลงสนาม ถึงขนาดเคยบ่นกับสื่อว่าบราซิลควรเล่นแผนที่ใช้กองหน้า 3 คน แทน 2 คน

โรนัลโด้ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่เกมเดียวในเวิลด์คัพฉบับอเมริกา หลายคนจึงตั้งคำถามว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่ไม่นานคำถามเหล่านั้นก็หมดไป

เขาคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมโลกของฟีฟ่าตอนอายุ 20 ในปี 1996, กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 2 ที่คว้ารางวัลนี้ไปครอง 3 สมัย, ซิวรางวัลบัลลงดอร์ 2 สมัย และกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลโลกในปี 2006 ด้วยผลงาน 15 ประตู (มิโรสลาฟ โคลเซ ทำลายในปี 2014)

ผลงานเด่นที่บาร์ซา

บาร์เซโลนาทุบสถิติคว้าโรนัลโด้มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 19.5 ล้านปอนด์ ในปี 1996 ดาวยิงบราซิลเลียนปล่อยของออกมาทันทีในฤดูกาลแรกที่คัมป์นู หลังซัดไปทั้งสิ้น 47 ประตู จาก 51 เกม นำยอดทีมจากกาตาลันคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ กับ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ

เจ้าบุญทุ่มเก็บตัวเขาไว้กับทีมได้เพียงฤดูกาลเดียว เนื่องจากนักเตะตัดสินใจย้ายไปร่วมทัพ อินเตอร์ มิลาน ในปี 1997 และกลายเป็นดาวเด่นในฟุตบอลโลก 1998 เขาคว้ารางลูกบอลทองคำและจบทัวร์นาเมนต์ด้วยผลงาน 4 ประตู แต่ตอนจบไม่ได้เป็นไปตามบทที่วางไว้ เมื่อเขามีปัญหาสภาพความฟิตก่อนเกมรอบชิงชนะเลิศ จนเป็นเหตุให้โชว์ฟอร์มไม่ออกแม้ว่ามีชื่อออกสตาร์ทเป็นตัวจริง สุดท้ายบราซิลพ่ายฝรั่งเศสเจ้าภาพแบบขาดลอย 0-3

อาการบาดเจ็บและชัยชนะ

โชคไม่ดีที่ปัญหาสภาพร่างกายของเขาไม่ได้หยุดลงแค่นั้น เพราะเจ้าตัวเจออาการบาดเจ็บรบกวนตลอดอาชีพ หลายคนคิดว่าอาชีพนักฟุตบอลของเขาต้องจบลงแล้ว หลังได้รับบาดเจ็บหัวเข่าขวารุนแรงในเกมรอบชิงชนะเลิศ”โคปปา อิตาเลีย”กับ ลาซิโอ ในปี 2000

เขาต้องพักรักษาตัวนานถึง 15 เดือน หลังจากเข้ารับการผ่าตัดซ้ำ แต่เขาสามารถกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้อย่างสุดยอด เมื่อนำบราซิลคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 ในศึกเวิลด์คัพ 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พร้อมทั้งจบทัวร์นาเมนต์ด้วยการคว้าตำแหน่งดาวซัลโว จากผลงาน 8 ประตู

โรนัลโด้เซ็นสัญญาย้ายมาเล่นกับ เรอัล มาดริด ในซัมเมอร์ปีนั้น และเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีมยุคกาลาคติกอสอันเลื่องชื่อ แม้ว่าเขาจะเล่นไม่เหมือนเดิมเนื่องจากอาการบาดเจ็บ แต่เจ้าตัวยังสามารถยิงประตูช่วยราชันชุดขาวเป็นกอบเป็นกำ ก่อนประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2011

ไฮไลท์ในอาชีพ

2 ประตูในเกมรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2002 กับเยอรมัน นั่นคือหนึ่งในการคัมแบ็คกลับมาสู่เกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอ

อันดับ 9 เฟเรนซ์ ปุสกัส

เท้าซ้ายของเขาเป็นได้ทั้งปืนใหญ่และไม้กายสิทธิ์ของพ่อมด นายพลควบม้าแห่งฮังการีผู้ปกครองสนามฟุตบอล

อาชีพค้าแข้งของปุสกัสพิเศษมาก เพราะเขาโชคดีได้เล่นกับหนึ่งในทีมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกับหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

เขาคือดาวเด่นของทีมชาติฮังการียุคทอง(Mighty Magyars)ในช่วงเริ่มต้นยุค 1950s พวกเขาคว้าเหรียญทองโอลิมปิคส์ 1952 ก่อนทำผลงานช็อคโลกด้วยการเอาชนะอังกฤษที่เวมบลีย์ 6-3 พร้อมคว้าตำแหน่งรองแชมป์ฟุตบอลโลก 1954

เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นของ เรอัล มาดริด ยุคดรีมทีมด้วย พร้อมช่วยทีมคว้าแชมป์สโมสรยุโรป 3 สมัย และแชมป์ลีกสเปน 5 สมัยติดต่อกัน

เขามีสถิติยิงประตูเฉลี่ยมากกว่า 1 ลูก ต่อ 1 เกม หลังทำไป 87 ประตู จาก 85 นัดในทีมชาติ

ปุสกัสเป็นที่รู้จักในชื่อของ”นายพลควบม้า” เขามีส่วนสูงเพียง 172 เซนติเมตร แต่กลับวิ่งเร็วเหลือเชื่อและยิงประตูหนักมาก เขาสามารถสร้างเกมรุกและจบสกอร์ด้วยตัวเอง แถมยังมีความเป็นผู้นำด้วย

ปุสกัสเริ่มเรียนศาสตร์ลูกหนังกับคุณพ่อ เขาพัฒนาฝีเท้าอย่างรวดเร็วและโดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมรุ่น ก่อนได้รับโอกาสประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี

จอมถล่มประตูแห่งฮังการี

เขาติดทีมชาติครั้งแรกตอนอายุ 18 และยิงประตูได้ในเกมแรกทันที เขามีสถิติยิงประตูเฉลี่ยมากกว่า 1 ลูก ต่อ 1 เกม หลังทำไป 87 ประตู จาก 85 นัดในทีมชาติ

4 ประตูในนั้นเกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 1954 ปุสกัสสวมปลอกแขนกัปตันทีมฮังการีและยิงประตูช่วยทีมขึ้นนำเยอรมันตะวันตกในรอบชิงชนะเลิศ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สมบูรณ์เต็มร้อยในเกมนั้นเพราะมีอาการบาดเจ็บติดตัวมาจากรอบแบ่งกลุ่ม ฮังการีจึงเป็นฝ่ายพ่ายไปแบบฉิวเฉียด 2-3

สถานการณ์ทางการเมืองในฮังการีทำให้ชีวิตของปุสกัสยิ่งลำบากขึ้น แต่หลังจากการปฏิวัติในปี 1956 เขาตัดสินใจย้ายออกมาค้าแข้งในต่างแดนแทน

ของจริง

เขาต้องรอเวลาถึง 2 ปี กว่าจะได้ลงรับใช้ เรอัล มาดริด เพราะติดโทษแบนจากยูฟ่า ก่อนได้ย้ายมาร่วมทีมในปี 1958 ด้วยวัย 31 ปี อย่างไรก็ดี ปุสกัสยังสามารถสถาปนาตัวเองเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรได้ หลังทำ 242 ประตู จาก 262 เกม การจับคู่ระหว่างเขากับ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน เป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจในยุคนั้น เขาย้ายออกจากทีมในปี 1966

สเปนกลายเป็นประเทศที่สองของเขา ถึงขนาดได้ลงรับใช้ทีมกระทิงดุในฟุตบอลโลก 1962 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ผลงานของเขาได้รับการยกย่องทั้งในบูดาเปสต์และมาดริด สไตล์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สถิติการยิงประตู และการยืนระยะอย่างยาวนาน ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในดาวยิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

ไฮไลท์ในอาชีพ

ปุสกัสยิง 4 ประตู ในครึ่งหลังของเกมรอบชิงชนะเลิศศึก”ยูโรเปี้ยน คัพ” ปี 1960 พร้อมนำ เรอัล มาดริด กระทุ้ง ไอน์ทรัคต์ แฟรงค์เฟิร์ต ขาดลอย 7-3 เขาพลาดรอบชิงในปีก่อนหน้านี้เพราะได้รับบาดเจ็บ ส่วนรอบชิงในปี 1966 นั้น เขาไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง แต่นั่นคือถ้วยแชมป์ใบสุดท้ายในอาชีพของเขา

Pages