ทีมเล็กหัวใจใหญ่ : 11 การคว้าแชมป์แบบสุดช็อคโลกลูกหนัง

ในเดือน พฤษภาคม คงไม่ได้อะไรผิดคาดมากมายนักในวงการฟุตบอล เมื่อหลายๆลีกมีการเกาะกลุ่มหัวตารางกันอย่างชัดเจน รวมถึงเหล่าทีมเต็งเเชมป์ที่ติดเครื่องกันอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็น แมนฯ ซิตี้ , บาร์เซโลน่า และ ยูเวนตุส

จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับทีมเล็กๆที่มีงบประมาณจำกัดจำเขียที่จะสู้ศึกอันยาวนานและจบลงด้วยความสำเร็จเหนือทีมใหญ่ๆได้ และนี่คือ 11 การคว้าแชมป์ที่พลิกล็อคที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลที่ FFT นำมาเสิร์ฟให้กับคุณในวันนี้

ดันดี ยูไนเต็ด , 1961-1962

ด้วยความเคารพต่อ มาเธอร์เวลล์ ด้วยผลงานในปี 1932 เพราะพวกเขาเป็นเพียงสโมสรเดียวจากนอกเมือง โอลด์ เฟิร์ม ที่สามารถคว้าแชมป์ลีกสก็อตได้ในช่วงปี 1904-1947 เหตุการณ์มันคล้ายกับสโมสร ดันดี ยูไนเต็ด ...  ในฤดูกาล 1960-61 พวกเขามีแต้มเหนือโซนตกชั้นเพียง 9 เเต้มเท่านั้น ก่อนที่ฤดูกาลต่อมาพวกเขาจะเสริมทัพด้วยมิดฟิลด์ตัวสำคัญอย่าง จิมมี่ กาเบรียล จาก เอฟเวอ์ตัน

และหลังจากนั้นทีมของกุนซือ บ็อบ แชงค์ลี่ย์ ก็ติดไนตรัสแบบไม่มีใครหยุดอยู่ หลังจากเริ่มฤดูกาลเป็นต้นมาพวกเขาไม่แพ้ใครตลอดการแข่งขัน 19 กัน และนำม้วนเดียวจบได้แชมป์ในปี 1961/62

เอสตูเดียนเตส 1966-1967

ก่อนจะเข้าปี 1967 ไม่มีทีมไหนเลยที่อยู่นอกเมืองหลวงอย่าง บัวโนส ไอเรส ที่ติดอันดับท็อปไฟว์ในลีกอาร์เจนติน่าเลยนอกจากนี้ยังมีแต่ทีมจากเมืองหลวงเท่านั้นที่เคยคว้าแชมป์ลีก

ณ ฤดูกาล 1966-67 ริเวอร์ เพลท คงไม่คิดว่าการปล่อย ออสวัลโด้ ซูเบลเดีย กุนซือของทีมสำรองให้กับ เอสตูเดียนเตส จะเป็นการปล่อยเพชรเม็ดงามที่มีอยู่หลุดมือไป เพราะเพียงปีเดียวเท่านั้น เอสตูเดียนเตส ก็คว้าแชมป์ลีก เท่านั้นยังไม่พอพวกเขายังคว้าแชมป์ โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส ถึง 3 ครั้งในรอบ 5 ปีอีกด้วย

ฮาล์มสตัด , 1975-1976

นี่คือการสร้างตำนานฉบับแรกของ รอย ฮอดจ์สัน อย่างแท้จริง เขารับงานเผือกร้อนกับ ฮาล์มสตัด ที่ตั้งเป้าแค่การหนีตกชั้นเท่านั้น เขามาในรูปการเล่นระ 4-4-2 ที่ทีมในลีกสวีเดนไม่นิยมใช้กันพร้อมด้วยการไล่เพรสซิ่งสูงทุกจังหวะและนั่นกลายเป็นกุญแจที่ทำให้ทีมเล็กอย่าง ฮาล์มสตัด ผงาดคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้ จากนั้นเขาก็ย้ำความสำเร็จด้วยแชมป์สวีดิชลีกอีกครั้งใน 3 ปีต่อมา

นี่คือเครื่องยื่นยันว่าไม่ใช่เรื่องฟลุ๊คอย่างแน่นอน!

A young Roy Hodgson triumphs in Sweden

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 1997-1978

โมนาโก(1978) แซงต์ เอเตียน (1964) อิปสวิช (1962) และ สเปอร์ส (1951) นี่คือเหล่าทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดและคว้าแชมป์ลีกในปีต่อมา แต่ไม่มีทีมไหนจะยิ่งใหญ่เท่า น็อตติ้งแฮมป์ ฟอเรสต์ ของ ไบรอัน คลัฟ พวกเขาไม่เพียงซ่าแค่ในแผ่นดินอังกฤษเท่านั้นชื่อเสียงของ ฟอเรสต์ ระบือไกลไปถึงเวทียุโรปเพราะในยุคของ คลัฟ นั้นทีมเจ้าป่าคว้าแชมป์ยุโรปได้อีก 2 ถึงสองสมัย

เฮลลาส เวโรน่า , 1984-1985

มีสองอย่างที่ส่ง เวโรน่า ให้คว้าแชมป์สคูเด็ดโต้ได้สำเร็จ อย่างแรกคือพวกเขาโดนเยาะเย้ยถากถางเป็นอย่างมากในช่วงเริ่มฤดูกาล เพราะเคยมีชื่อเข้าไปพัวกันกับการทุจริตนอกจากนี้หากทีมกับยอดทีมอย่าง ยูเวนตุส , มิลาน และ โรม่า ที่กำลังร้อนแรงและเหมือนจะไม่มีที่ว่างพอสำหรับทีมอื่นๆ ทว่า ออสวัลโด่ บาโญลี่ กุนซือของ เวโรน่า ก็สร้างทีมที่ใช่ พรีเบน เอลชาร์ นักเตะพลังไดนาโมชาวเดนมาร์ก และยังมีจอมทัพจากเยอรมันอย่าง ฮันส์ เปีเตอร์ บรีเกิล พวกเขาเล่นในรูปแบบที่แตกต่างจากอิตาลีทั่วไป ทว่านั่นไม่ได้ช่วยลดความยอดเยี่ยมของพวกเขาเลย เวโรน่า แพ้เพียง 2 เกมเท่านั้นและคว้าแชมป์ด้วยการทิ้งห่างอันดับสองไป 4 คะแนน

ไกเซอร์สเลาเทิร์น 1997-1998

อ็อตโต้ เรฮาเกล มีความแค้นฝังอยู่ในหัวสมองของเขาเเละสิ่งนี้เองที่ทำให่เขาบันดาลให้ ไกเซอร์สเลาเทิร์น คว้าแชมป์บุนเดสลีก้าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จ ... หลังจากที่ คิง อ็อตโต้ ประสบความสำเร็จกับ แวร์เดอร์ เบรเมน ทำให้เขามีโอกาสได้คุมทีมใหญ่อย่าง บาเยิร์น มิวนิค ทว่าเขาก็โดนไล่ออกในคืนนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า คัพ เลกที่ 2 ในปี 1996 และเป็น ไกเซอร์ ที่มองเห็นความสามารถของเขาและรับเข้าคุมทีม คิง อ็อตโต้ เข้ามาจัดสรรทีมได้อย่างลงตัวพร้อมกันนี้เขายังระบายแค้นใส่ บาเยิร์น ด้วยการชนะรวดในการเจอกัน 2 เกม ท้ายที่สุดเเล้ว ไกเซอร์สเลาเทิร์น ก็เข้าป้ายด้วยอันดับที่ 1 ด้วยแต้มทิ้งห่าง 2 คะแนน