ทีมพลังหนุ่ม/แบกรุ่น/ไม่ง้อสตาร์ : เมียนมาในแบบฉบับของ แกร์ด ไซเซ่

ใครก็ตามที่ประดิษฐ์ฟังก์ชั่นไฟฉายในมือถือคงไม่คิดว่าแสงดังกล่าวจะส่องไสวมาจากมือแฟนบอลในเมียนมาอย่างพร้อมเพรียงกันเป็นแน่

เราทำได้กับรายการแข่งขันอันทรงเกียรติอย่างซูซูกิ คัพ ถือว่ามีค่าอย่างมาก

- แกร์ด ไซเซ่

ดูเหมือนว่าแฟนบอลทุกคนท่ามกลางฝูงชน 32,000 คนที่สนามในเมืองย่างกุ้งต่างพร้อมใจกันยกมือถือของตัวเองขึ้น หลังจากที่ เดวิด ฮตัน ทำประตูชัยในช่วงท้ายเกมช่วยให้เจ้าภาพผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศในเกมกับมาเลเซีย ช่วยแต่งแต้มท้องฟ้าอันมืดมิดให้ส่องสว่างเหมือนกับฉายาเทพบุตรชุดขาวของพวกเขา

ก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ครั้งเดียวจาก 10 หนที่เมียนมาผ่านเข้ารอบน็อคเอ้าท์ ซึ่งต้องย้อนกลับไปยังปี 2004 ที่พวกเขาเอาชนะมาเลเซียได้เช่นกัน และจากความพยายามที่จะดำเนินตามรอยอีกครั้งในบ้านตัวเองก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว

ซึ่งบางทีมันคงจะถึงเวลาที่จะเริ่มต้นความสำเร็จในระดับที่ใหญ่กว่าเสียที อย่างที่โค้ช แกร์ด ไซเซ่ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโฟร์โฟร์ทูหลังจบเกมว่า

"นี่คือสิ่งที่มีค่ามากสำหรับคนในชาติ ผมคิดว่าการได้ไปฟุตบอลโลก ยู-20 ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเกมฟุตบอลของเมียนมาแล้ว แต่ตอนนี้เราทำได้กับรายการแข่งขันอันทรงเกียรติอย่างซูซูกิ คัพ ดังนั้นมันจึงมีค่าสูงมากกว่า"

แฟนๆปลาบปลื้มกับผลงานของทีม

โดยสหพันธ์ฟุตบอลเมียนมา (เอ็มเอฟเอฟ) ได้ตั้งเป้าไว้ตรงเผงว่าจะมาถึงจุดนี้ตั้งแต่รู้ว่าจะได้เป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปี 2013 แม้จะมีงบประมาณค่อนข้างจำกัด แต่ก็ไม่มีสิ่งไหนที่จะเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขา

ซึ่งขุนพลเทพบุตรชุดขาวได้ไปเก็บตัวฝึกซ้อมยังต่างประเทศหลายครั้ง จากความยืดหยุ่นของลีกในประเทศที่เป็นใจให้เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังได้ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญเมื่อจัดการแทนที่ รัดดี้ อัฟราโมวิช ด้วยชายที่เคยพาทีมชาติชุดเยาวชนประสบความสำเร็จอย่างไซเซ่ซึ่งเป็นโค้ชมากประสบการณ์ชาวเยอรมันก่อนจะเริ่มทัวร์นาเม้นต์ชิงแชมป์อาเซียนไม่ถึงปี

ทว่าหลังจากโชว์ฟอร์มได้แข็งแกร่งในการเจอกับเลบานอน, มาเลเซีย และฮ่องกงในช่วงต้นปี แต่ก็มาสะดุดในช่วงสองนัดหลังสุด

และเรื่องราวยิ่งดูเผ็ดร้อนขึ้นไปอีกเมื่อทำการขับสองสตาร์ทีมชาติพ้นทีม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือดาวดังอย่าง คยอ โก โก ที่ไซเซ่ถึงกับตราหน้าเขากับโฟร์โฟร์ทูว่าเป็น "ไวรัส" เลยทีเดียว

แต่เมฆหมอกร้ายดังกล่าวก็จางไปหลังจากแพ้ต่อเวียดนามแบบประทับใจกองเชียร์ 2-1 ในนัดเปิดสนาม ทำให้คนในชาติมองโลกในแง่ดีว่าพวกเขากำลังเดินมาถูกทางแล้ว

ไซเซ่มองว่าลูกทีมของตนยังมีดีกว่านี้

ซึ่งชัยชนะที่มีต่อกัมพูชา 3-1 ในนัดที่ 2 ทำให้ขุนพลเทพบุตรชุดขาวต้องการแค่แต้มเดียวในการเจอกับมาเลเซียเพื่อผ่านเข้ารอบ และตั๋วก็ขายหมดเกลี้ยงไปหลายวันก่อนแข่ง

ผมบอกพวกเขาว่าเราไม่สามารถเล่นเพื่อ 1 แต้ม ถ้าเราทำอย่างนั้นเราถึงแพ้ได้เลย และมันก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว

แต่ไซเซ่ก็ได้ออกโรงเตือนลูกทีมของเขาให้เล่นเต็มสูบไม่หวังแค่เสมอในเกมกับมาเลเซีย ซึ่งเขาก็ได้แสดงความปลื้มใจต่อลูกทีมที่สามารถทำผลงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

"ผมบอกพวกเขาว่าเราไม่สามารถเล่นเพื่อ 1 แต้ม และถ้าเราทำอย่างนั้นเราถึงแพ้ได้เลย ดังนั้นเราจึงต้องเล่นเพื่อชนะโดยเฉพาะในครึ่งแรกที่สร้างโอกาสได้หลายครั้ง และมันก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว"

"มาเลเซียเป็นทีมที่แข็งแกร่ง, มีสภาพร่างกายที่ดี, เล่นกันได้มีระบบ และมีนักเตะฝีเท้าดีหลายคน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเจาะเราได้ อีกทั้งยังมีปัญหาตรงเกมรับในการประกบกองหน้าของเราด้วย แต่เราก็มีปัญหาเรื่องการจบสกอร์เช่นกัน" ไซเซ่กล่าว

และสิ่งที่กุนซือชาวเยอรมันได้ทำสำเร็จคือการพาทีมชาติเมียนมาเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยทีมที่อ่อนที่สุดในประวัติศาสตร์ทัวร์นาเม้นต์ ซึ่ง 11 ผู้เล่นตัวจริงในเกมกับมาเลเซียนั้น ทุกตำแหน่งล้วนมีผู้เล่นอายุต่ำกว่าหรือเท่ากับ 23 ปีทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามก็ได้รับประสบการณ์แบกรุ่นเจอกับคู่ต่อสู้ในยุโรปตอนที่เข้าแคมป์เก็บตัว นั่นจึงทำให้พวกเขาทำผลงานได้ดีในทัวร์นาเม้นต์นี้

นักเตะฉลองประตู

โดยคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟอย่าง พยอ โก โก กับ ซอ มิน ตุน ได้จัดระเบียบเกมรับอย่างอย่างยอดเยี่ยมและโชว์ความนิ่งตลอดทั้งทัวร์นาเม้นต์ ขณะที่กัปตันทีม ยาน ออง คยอ ก็สร้างเสถียรภาพให้กับทีมในบทบาทมิดฟิลด์ตัวต่ำ ส่วนปีก มอง ทอง ลวิน ก็จี๊ดจ๊าด ขณะเดียวกัน อ่อง ธู กองหน้าวัย 20 ปีก็ได้รับการยกย่องจากไซเซ่ว่าเป็นหนึ่งในดาวเด่นของทัวร์นาเม้นต์นี้

แม้ความท้าทายด่านถัดไปคือการเจอกับแชมป์เก่าอย่างทีมชาติไทย แต่ไซเซ่ก็ยังคงค่อนข้างมั่นใจว่าขุนพลเทพบุตรชุดขาวจะสามารถรักษาผลงานที่ดีต่อไปได้

"มันคือเกมฟุตบอล อะไรก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราต้องหาทางหยุดทีมชาติไทยให้ได้" เขากล่าว "แต่ผมคิดว่าทัวร์นาเม้นต์นี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเราอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง"

"เราได้ตัดสินใจถูกแล้วที่ตัดนักเตะบางคนออกไป และนั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการกระทำที่เหมาะสม นอกจากนี้ประธานเอ็มเอฟเอฟก็ยังมีความอดทนและรู้ว่าความสำเร็จกำลังจะมาถึง ไม่เหมือนกับประเทศหรือสโมสรอื่นที่ไล่โค้ชออกหลังจากคุมทีมแค่ไม่นาน และมักจะเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างอยู่ตลอดเวลาซึ่งมันไม่ได้ผล"

และเมื่อถูกถามว่าเขาหวังจะได้สัญชาติเมียนมาเป็นสัญชาติที่ 2 หรือไม่ หลังจากใช้เวลากับที่นี่มา 6 ปีและพาทีมประสบความสำเร็จอย่างสูง ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบว่า

"ผมกำลังคิดถึงอยู่เหมือนกันนะ" เขาหัวเราะ

Photos: Myanmar Football Federation