ที่นั่น “แอนฟิลด์”

ก่อนที่ศึกบิ๊กแมตช์ระหว่าง "หงส์แดง" และ "ปืนใหญ่" จะเปิดฉากขึ้นในช่วงดึกคืนพรุ่งนี้ แอดมินเพจ Arsenal.in.th คอลัมนิสต์รับเชิญพิเศษของเราจะมาวิเคราะห์เรื่องราวก่อนเกมให้ฟัง...

บทความพิเศษโดย: BOYDACZ แอดมินเพจ Arsenal.in.th อาร์เซนอลไทยแลนด์

กลางสัปดาห์นี้เราจะได้ดูเกมใหญ่กันอีกเกมในฤดูกาลนี้สำหรับอาร์เซนอลที่ปีนี้ฟอร์มดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา กับการไปเยือนลิเวอร์พูลในช่วงที่ทั้งสองทีมอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน แต่จากผลงานการพบกันของทั้งสองทีมที่ผ่านมา การันตีได้ว่าสนุกแน่นอน

หลายปีที่ดูฟุตบอลอังกฤษการมาเยือนแอนฟิลด์นับเป็นงานยากของอาร์เซนอลเสมอ ไม่ว่าทีมในเวลานั้นจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ บางเกมเกิดประตูขึ้นอย่างมากมาย พอๆ กับมีเกมดราม่าให้แฟนๆ น้ำตาไหล อย่างปีที่แล้ว อาร์เซนอล หวิดจะเป็นผู้ชนะอยู่แล้ว แต่ มาร์ติน สเคอร์เทล ดับฝันนั้นด้วยประตูตีเสมอในนาทีที่ 90+7 แบ่งแต้มกันไป การเจอกันของทั้งสองทีมที่สนามแห่งนี้มีเรื่องเล่ามากมายที่แฟนบอลทั้งสองทีมอยากจะโม้ไปอีกหลายปี และอยากจะเงียบแล้วลืมมันไปได้ยิ่งดี...

“เกมนั้นที่แอนฟิลด์” ในปี 1989 คือเกมคลาสสิกมากที่สุดเกมหนึ่งของวงการฟุตบอลอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านมานานใกล้ครบ 30 ปีในอีกไม่ช้านี้แล้วก็ตาม ...นีล เมลเลอร์ กองหน้าที่ไม่เด่นไม่ดังแถมล้มเหลวกับการแจ้งเกิดในลิเวอร์พูล แต่ประตูดับฝันปืนโตนาทีสุดท้ายในเกมที่เจอกันในปี 2004-05 ทำให้เขายังคงไม่ถูกลืมจนถึงทุกวันนี้

...4 ประตูของ อังเดร อาชาวิน ในปี 2008-09 ถูกกล่าวถึงไม่รู้จบกับทุกประตูที่สวยงาม แม้จะจบลงด้วยผลเสมอกัน 4-4 แต่นี่คือโคตรเกมแห่งความระทึกของฟุตบอลอังกฤษอีกหนึ่งนัด

2013-14 ลิเวอร์พูลกรุยทางหวังมุ่งสู่เส้นทางแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วย 20 นาทีแรก 4-0 ในเกมจบลงด้วยชัยชนะ 5-1 เละเทะที่สุดในรอบหลายปีที่พบกันในลีก ฝังแค้นให้ปืนโตนานนับปีจนถึงวันนี้เพื่อรอเวลาเอาคืน

นี่เป็นตัวอย่างเกมที่น่าจะทำให้เกมนี้ที่แอนฟิลด์ น่าจะมีเรื่องราวใหม่ๆ ให้แฟนบอลได้กล่าวถึงแม้ตอนนี้เจ้าบ้านอยู่ในช่วงลุ่มๆ ดอนๆ และยังเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ทั้งนั้นกับการเข้ามาของ เจอร์เก้น คลอปป์ ผลงานออกมายังไม่ดีแบบที่หลายๆ คนคาดหวังไว้ รวมไปถึงปัญหาใหญ่ในทีมก็คืออาการบาดเจ็บของผู้เล่นที่นัดกันนอนโรงพยาบาลกันเป็นว่าเล่น ถึงขนาดที่ว่าในเกมเอฟเอ คัพรอบที่ผ่านมา กุนซือชาวเยอรมันต้องจำใจส่งเด็กดาวรุ่งและตัวสำรองแทบทั้งทีมเพื่อพักผู้เล่นเอาไว้บ้างเพื่อเอามาเล่นในลีกช่วงโปรแกรมเตะถี่ยิบ

กองหลังตัวกลางเจ็บกันหมด แนวรุก แดนนี่ อิงส์ โบกมือนอนยาวไปก่อนใครเพื่อน ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ มีสถิติพักรักษาตัว มากกว่าวันปกติของเขาด้วยซ้ำ ขณะที่ คริสติย็อง เบนเตเก้ เริ่มเป็นคนที่ไม่ใช่ของทีมไปเรื่อยๆ ไม่ต่างกับ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ที่สองคนค่าตัวรวมกันเกิน 50 ล้านปอนด์ แต่ยังตอบโจทย์ผลิตประตูได้ไม่มากเพียงพอ ...นี่คือปัญหาหลักของลิเวอร์พูลในเวลานี้

โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และ คริสติย็อง เบนเตเก้ ค่าตัวรวมกันเกิน 50 ล้านปอนด์แต่ยังไม่ตอบโจทย์การทำประตู

อาร์เซนอลมาเยือนเกมนี้ด้วยอาการบาดเจ็บที่มากพอกัน แต่สิ่งที่โชคดีกว่าคือเจ็บเยอะแต่คนละตำแหน่งกระจายกันออกไป หนักหน่อยตรงตัวกลางที่เราได้เห็น คาลัม แชมเบอร์ส มาลองของกับกองกลางตัวรับมา 2-3 แล้ว แต่ในเกมใหญ่จะเป็นบทพิสูจน์ของเขาเลยว่า “ผ่านไหม” กับเกมระดับสูงขึ้นกว่าเดิมแบบนี้

ขณะที่ส่วนอื่นๆ ถือว่าค่อนข้างมีทางเลือกมากพอสมควรสำหรับการเยือนแอนฟิลด์รอบนี้ ที่สำคัญคือความมั่นใจกำลังอยู่ในช่วงพีคมากๆ ทั้งฟอร์มการเล่นของทีม และผลงานของนักเตะหลายคน โดยเฉพาะเกมรับที่ได้ ปีเตอร์ เช็ก เข้ามา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของฤดูกาลเลยก็ว่าได้

ศึกบิ๊กแมตช์ที่จะถึงนี้จะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญสำหรับ คาลัม แชมเบอร์ส ว่าจะทำได้ดีแค่ไหนในเกมที่ระดับสูงขึ้น

เรื่องนอกสนามและผลงานก่อนเกมเข้าทาง “ปืนใหญ่” มากกว่า แต่ใน 90 นาทีอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ เหมือนที่ อาร์แซน เวนเกอร์ กล่าวในการแถลงก่อนเกมว่า

“ทุกครั้งที่เราไปแอนฟิลด์ เราเจอเกมหนักเสมอ มันคือสงครามที่ดุเดือดไม่ว่าใครจะคุมทีมอยู่ก็ตาม”

คุณ BOYDACZ