ธีรเทพ วิโนทัย : ไฟลูกหนังในตัวผมยังคงโชติช่วง

ลีซอ-ธีรเทพ วิโนทัย...ชื่อนี้คือสตาร์ลูกหนังที่เคยแบกรับความคาดหวังของแฟนบอลทั้งประเทศ และวันนี้แม้อายุจะเกินหลักสาม แต่เขาก็มั่นใจว่าไฟในตัวยังคงร้อนแรงไม่เปลี่ยนไป

เมื่อพูดถึงชื่อของ ธีรเทพ วิโนทัย สิ่งแรกที่แฟนบอลมักจะนึกถึงก็คือคาแร็คเตอร์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ...มั่นใจจนบางคนอาจคิดว่ามันเกินพอดี แต่อันที่จริงแล้วอุปนิสัยเดียวกันนี้ขับให้เขาเป็นนักเตะที่พิเศษไม่มีใครเหมือน ความมั่นใจทำให้เขามุ่งมั่นพัฒนาฝีเท้าแบบไม่เคยคำนึงถึงคำว่า “บั้นปลาย” แม้ว่าจะผ่านประสบการณ์การค้าแข้งมาหลายสิบปี แต่ลีซอก็ยังค้นหาหนทางที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และนั่นบอกกับเราได้อย่างหนึ่งว่าเขาคือ...มืออาชีพ

เส้นทางสายลูกหนังของแข้งรายนี้เรียกได้ว่าผ่านประสบการณ์โชกโชนมาตั้งแต่วัยเด็ก เติบโตกับอคาเดมีเยาวชนของ คริสตัล พาเลซ และ เอฟเวอร์ตัน ก่อนจะย้ายมาชุบตัวกับ “มังกรไฟ” บีอีซี เทโรศาสน และไปค้าแข้งกับ เค ลีร์เซ่ ในลีกเบลเยี่ยม จากนั้นก็กลับมาโลดแล่นในแดนสยามอีกครั้งกับ เมืองทอง ยูไนเต็ด , บีอีซี เทโรฯ คำรบสอง, บางกอกกล๊าส , เพื่อนตำรวจ และล่าสุดก็คือ แบ็งคอก ยูไนเต็ด ...ขณะที่ในนามทีมชาติแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่โชดช่วงที่สุดของ “ช้างศึก” แต่ก็พาทีมคว้าเหรียญทองซีเกมส์ได้ 4 สมัย และเคยพังประตูใส่ทีมชาติญี่ปุ่นได้ด้วย...

...ในวันที่ “แข้งเทพ” ประกาศเซ็นสัญญาคว้าตัวเขามาร่วมทีม มันคือดีลที่โดนแฟนบอลวิจารณ์พอสมควรถึงความคุ้มค่า บวกกับอายุสัญญาที่ทีมมอบให้ถึง 3 ปีทำให้หลายคนไม่มั่นใจว่ามันคือข้อตกลงที่ดีที่สุดของสโมสร บางคนมองว่ามันเป็นดีลการตลาดมากกว่าจะเป็นไปเพื่อเหตุผลทางด้านลูกหนัง แต่สำหรับ ธีรเทพ วิโนทัย เขาเปิดเผยแบบตรงไปตรงมาว่าเหตุผลของเขาคือเรื่องฟุตบอลล้วนๆ 

"การย้ายทีมครั้งนี้มันคือเหตุผลเรื่องฟุตบอลล้วนๆ ผมเองเป็นคนกีฬา ผมหลงรักในฟุตบอล แล้วผมอยู่กับวงการฟุตบอลมานาน ชีวิตผมจะมีความสุขไม่มีความสุข ก็ขึ้นอยู่กับฟุตบอล ถ้าฟุตบอลมันสนุกสนาน ชีวิตผมก็จะสนุกไปด้วย และจนถึงตอนนี้ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ กับทีม” ลีซอให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองกับ FFT TH ในวันเปิดตัวสโมสรลุยไทยลีกฤดูกาลใหม่ “แน่นอนครับการกลับมาอยู่ไทยลีกเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับผม และการได้มาอยู่กับทีมที่ดีอย่าง แบ็งคอก ยูไนเต็ด ที่ถือได้ว่าก็เป็นทีมชั้นนำทีมหนึ่งก็เป็นอีกความท้าทายที่น่าสนใจ”

“ผมเองต้องการอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ถ้าให้เลือก ผมก็ชอบจะเลือกอยู่กับทีมที่มีการบริหารที่ดี มีเป้าหมายสูงๆ ผมชอบการลุ้นแชมป์ ชอบที่จะได้ไปเล่นใน เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ฉะนั้นการที่ได้มาอยู่ที่นี่ มันก็ถือว่าเป็นโอกาสใหม่ที่ดีสำหรับตัวเองที่จะต้องพัฒนาตลอดเวลา ถึงแม้เราจะอยู่กับวงการฟุตบอลมานาน เล่นทีมชาติมานาน แต่พอมาอยู่ตรงนี้ เราก็ยังต้องพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็น ต้องทำผลงานที่ดีให้ได้ ซึ่งก็เป็นความท้าทายที่ผมรู้สึกว่ามันสนุก”

เมื่อถูกถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อดีลการซื้อขายของสโมสรที่ดูเหมือนจะไม่ถูกใจแฟนบอล เพราะหลายคนมองว่าเขาคือดาวเตะที่ผ่านช่วงพีคมาแล้ว และไม่น่าจะใช่นักเตะที่ดีพอสำหรับทีมที่ต้องการลุ้นพื้นที่ในตำแหน่งบนของตาราง 

...ลีซอยิ้มให้เราเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพว่าสิ่งที่เขาต้องการตอนนี้ก็คือโอกาสในการพิสูจน์ตัวเอง “ผมรู้ว่าแฟนๆ บางคนอาจจะไม่พอใจและส่งเสียงวิจารณ์ถึงดีลครั้งนี้ แต่ผมอยากบอกตรงนี้เลยว่าผมจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าผมตั้งใจแค่ไหน ผมทุ่มเทเกินร้อยทุกครั้งที่ฝึกซ้อม ทุกวันนี้ผมยังวิ่งเต็มที่เหมือนที่เคยทำในตอนเป็นวัยรุ่น ไฟของผมยังไม่หมด และแฟนๆ ไม่ต้องห่วงเลยว่าผมมาที่นี่แบบหมดอาลัยตายอยาก"

"หลายๆ คนวิจารณ์ผมว่าถึงช่วงบั้นปลายของการค้าแข้ง แต่ผมไม่เห็นด้วยที่จะเอามาตรฐานคนอื่นมาตัดสินว่าผมอายุ 30 แล้ว มาตรฐานต้องดร็อปลง ความฟิตต้องดร็อปลง แต่สำหรับผม ผมคิดว่าผมยังอยู่ในจุดที่ดีอยู่ สภาพร่างกายของผมยังสามารถเล่นในระดับสูงๆ ได้อีก ผมเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ผมรู้ว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นอายุ 30 มันยังเหมือนช่วงกลางๆ และผมมั่นใจว่าจะยังเล่นในระดับสูงได้อีกหลายปี”

“เป้าหมายขอผมคือการเล่นใน เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก มันเป็นรายการที่สำคัญมากๆ และตัวผมเองก็อยากที่จะกลับไปเล่นอีกครั้งหนึ่ง ผมเคยไปมาแล้วกับ เมืองทองฯ เคยไปมาแล้วกับ บีอีซี เทโรฯ และก็อยากไปอีก การอยู่ตรงนั้นได้ มันสนุก ผมเชื่อว่าศักยภาพในทีมนี้มีดีที่จะไป เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ฉะนั้นในปีนี้ผมก็จะทำเต็มที่เพื่อช่วยให้ทีมจบท็อปทรี หรือเป็นแชมป์ เอฟเอ คัพ ซึ่งเราก็หวังอย่างยื่งว่าจะทำให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เราอาจจะไม่ได้มองถึงแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก แต่ถ้าอยู่ในอันดับท็อปทรีได้ตลอด มันก็จะลดช่องว่างกับทีมใหญ่ๆ ได้”

มาโน่ โพลกิ้ง กุนซือของ แบ็งคอก ยูไนเต็ด ให้สัมภาษณ์กับเราเช่นกันถึงความชื่นชอบที่เขามีในตัวนักเตะรายนี้ ทั้งคู่เคยร่วมงานกันมาแล้วในทีมชาติไทยสมัยที่เขายังเป็นมือขวาของ วินฟรีด เชเฟอร์ และวันนี้เขาบอกเราว่าลีซือในปัจจุบันกับในอดีตยังไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เขายังเป็นเด็กหนุ่มที่ทุ่มเทและหลงรักฟุตบอลไม่เปลี่ยนแปลง

...แต่กับอายุที่เพิ่มมากขึ้น บางทีนี่อาจเป็นโอกาสท้ายๆ ของเขาบนเวทีไทยพรีเมียร์ลีก และมันน่าสนใจว่า ธีรเทพ วิโนัย ซุเปอร์สตาร์ลูกหนังคนนี้จะใช้แรงไฟที่มีได้มากแค่ไหนในฤดูกาลที่ “แข้งเทพ” ตั้งเป้าคว้าตั๋วลุยศึกลูกหนังถ้วยใหญ่เอเชีย

ขอบคุณภาพจาก : Bangkok United FC