ที่สุดแห่งพรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ 3 : โอซิล/อาร์เซนอล/อาซาร์/ฟาเบียนสกี้

โฟร์โฟร์ทูได้คัดทีมฟอร์มเจ๋ง, สุดยอดประตู, นักเตะดาวเด่น และการเซฟประจำสัปดาห์ของพรีเมียร์ลีกมาให้ได้ติดตามกันอีกเช่นเคย...

ฟอร์มเด็ดประจำสัปดาห์ – อาร์เซนอล (vs วัตฟอร์ด)

อาร์เซนอลบุกไปอัดวัตฟอร์ด 3-0 ตั้งแต่ครึ่งแรก แต่นั่นก็ไม่ได้สะท้อนให้เห็นทั้งหมดว่าพวกเขาห่างชั้นกับเจ้าถิ่นแค่ไหน ซึ่งถ้า เอเรลโญ่ โกเมส ไม่เซฟสวยๆ 2-3 ครั้ง ป่านนี้ก็คงเป็น 5 ไปแล้ว

อาร์แซน เวงเกอร์ มักจะเป็นอย่างนี้ประจำ เวลาที่มีมรสุมชีวิตเข้ามาถาโถมใส่เขา ดูเหมือนว่าทีมจะกลับมาเล่นดีทุกครั้ง บางทีที่ผ่านมาพวกเขาอาจไม่ได้มีความมุ่งมั่นมากพอที่จะเค้นฟอร์มออกมาก็ได้ และเมื่อนักวิจารณ์ปรามาสพวกเขา พลพรรคปืนโตก็มักจะทำอะไรที่คาดไม่ถึงเสมอ

โดยเกมวันเสาร์ที่ผ่านมาเดอะ กันเนอร์ส ทำผลงานได้น่าประทับใจมาก หลังจากที่แพ้คาบ้านต่อลิเวอร์พูลและเสมอแบบโนสกอร์ในรังของเลสเตอร์ ซิตี้ ทำให้การเจอกับวัตฟอร์ดที่ได้กุนซือใหม่อย่าง วอลเตอร์ มาซซารี่ น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะคืนฟอร์ม เพราะหากเจอกันหลังจากนี้อีก 3 เดือนอาจจะเป็นงานยากกว่านี้ เพราะเจ้าถิ่นเองก็เหนียวแน่นเอาการเหมือนกัน อย่างไรก็ดีอาร์เซนอลก็ยังฉีกพวกเขาได้เป็นชิ้นๆ ซานติ กาซอร์ล่ามีอิทธิพลกับเกมสูงมาก, เมซุต โอซิล ก็สุดยอด แม้แต่ ธีโอ วัลค็อตต์ ก็ยังดูมีประสิทธิภาพในหลายจังหวะเลย

Arsenal manager Arsene Wenger

ยกมือขึ้นถ้าคุณเชื่อว่าอาร์เซนอลจะเป็นแชมป์

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพวกเขาก็เล่นดีด้วยกันทั้งทีม ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายบอลที่มีน้ำหนักเหมาะเจาะ, การเคลื่อนที่โดยไม่มีบอล ซึ่งล้วนแต่ทำให้ผลงานออกมาดี พวกเขาดูอันตราย แม้ลูกแรกจะได้จากจุดโทษและลูกที่สองจะค่อนข้างมีเฮงหน่อยก็ตาม แต่การประสานงานทางเกมรุกนั้นดูวูบวาบและแผ่รังสีถึงความเป็นอาร์เซนอลที่เราคุ้นเคยออกมาในช่วง 45 นาทีแรก

แม้ว่าวัตฟอร์ดจะมีโอกาสมากขึ้นในครึ่งหลังและทำให้เกมดูสูสีมากขึ้น แต่มันก็เป็นชัยชนะอันสวยงามสำหรับเวงเกอร์อยู่ดี แม้เบรคทีมชาติจะยาวนาน, น่ารำคาญ และน่าเบื่อ แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้อาร์เซนอลได้แก้ไขจุดบกพร่องของตัวเองพร้อมกับได้ในช่วง 10 กว่าวันข้างหน้านี้

นักเตะยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ – เอเด็น อาซาร์ (เกมเชลซี vs เบิร์นลี่ย์)

อันโตนิโอ คอนเต้ รับมรดกปัญหาต่างๆที่เชลซีเข้ามาซึ่งรวมถึงฟอร์มอันย่ำแย่ของ เอเด็น อาซาร์ และปัญหานี้ดูเหมือนจะได้รับการคลี่คลายแล้ว เมื่อสตาร์ชาวเบลเจี้ยนมีอิทธิพลต่อเกมของสิงห์บลูส์อย่างมากในการเจอกับเบิร์นลี่ย์

อาซาร์ได้บอลมากกว่านักเตะคนอื่น และยิงมากที่สุดในเกม นอกจากนี้ยังจ่ายบอลได้มากที่สุดในพื้นที่สุดท้าย

จุดเริ่มต้นอาจเป็นเพราะหมากของคอนเต้ที่เน้นการเดินเกมจากริมเส้น ซึ่งเจ้าตัวได้เน้นย้ำตลอด 90 นาทีในเทคนิคัล เอเรีย เพื่อให้รักษารูปทรงนี้ไว้ โดยเชลซีได้ใช้ตัวรุก 4 คนอยู่ข้างหน้า เพื่อถ่างแนวรับฝั่งตรงข้ามให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ และผลลัพธ์ก็คือมีพื้นที่เยอะมากที่จะเจาะเข้าไปข้างใน ทำให้นักเตะในแนวรุกมีโอกาสที่จะเข้าไปในกรอบเขตโทษมากขึ้นเพื่อสร้างความได้เปรียบในแดนฝั่งตรงข้าม

สำหรับอาซาร์แล้วถือว่าเป็นแผนที่เหมาะกับเจ้าตัวอย่างมากทีเดียว อย่างน้อยๆก็ในเกมกับเบิร์นลี่ย์ เขาได้บอลมากกว่านักเตะคนอื่น และยิงมากที่สุดในเกม นอกจากนี้ยังจ่ายบอลได้มากที่สุดในพื้นที่สุดท้ายด้วย

Eden Hazard shone against Burnley

ในที่สุดอาซาร์ก็คืนฟอร์ม

แต่การที่จะบรรยายด้วยตัวเลขและสถิติก็ดูจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำ เพราะอิทธิพลในเกมของอาซาร์นั้นมีมากกว่าที่เห็นในกราฟและฮีทแมพ เขาคือแกนนำในเกมรุกที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ อย่างแท้จริง แม้ว่าประตูที่ทำได้ส่วนหนึ่งจะมาจากการยืนตำแหน่งอันมั่วซั่วของผู้เล่นเบิร์นลี่ย์เองด้วย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คืออาซาร์ที่เราไม่ได้เห็นกันมาเกือบปี ซึ่งนอกจากจะเลี้ยงตัดเข้าในแล้ว เขายังดึงคู่ต่อสู้เข้ามาแล้วออกบอลให้เพื่อนอย่างรวดเร็วด้วย 

ซึ่งนี่ไม่ใช่เป็นการแสดงออกแค่ว่าเขากลับมาคืนฟอร์มแล้วเพียงอย่างเดียว แต่ดูเหมือนว่าจะมีความมั่นใจ, มีความสุขที่ได้ปลดปล่อย และดูกระตือรือร้นมากกว่าเดิม โดยเมื่อฤดูกาลก่อนเขาดูเหมือนที่หมดอาลัยตายอยากกับเกมลูกหนังไปแล้ว แต่วันเสาร์ที่ผ่านมาไม่ใช่อย่างนั้น เขาดูเริงร่าเหมือนเต้นระบำในลอนดอน ปล่อยให้ตัวประกบงุนงง แม้ว่าเบิร์นลี่ย์จะเปรียบเหมือนกับลูกปลาตัวเล็กๆ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาพร้อมกลับไปยืนอยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารแล้ว

แม้ เคอร์ติส เดวี่ส์, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และกาซอร์ล่าจะทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน แต่อาซาร์นั้นถือว่าที่สุดแล้วจริงๆ

ประตูแห่งสัปดาห์ – เมซุต โอซิล (vs วัตฟอร์ด)

ไม่ใช่ประตูสวยๆทุกลูกจะต้องเหมือนกันหมด เพราะบางครั้งมันก็มีอะไรมากกว่าแค่ความแรงและสกิล

ที่ผ่านมาโอซิลโดนอัดหนักๆอยู่บ่อยครั้งระหว่างที่ค้าแข้งในอังกฤษ เพราะฟุตบอลในสหราชอาณาจักรนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างจากลีกอื่นๆในยุโรป โดยจะเน้นไปที่ความแข็งแกร่งและใจสู้เป็นสำคัญ

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ทำให้โอซิลกลายเป็นแพะรับบาปในความล้มเหลวของปืนใหญ่ได้โดยง่าย ซึ่งถือว่าไม่ปกติเลยสำหรับคนที่ดูเขาอย่างใกล้ชิด ซึ่งรวมถึงกูรูลูกหนัง, นักเขียน และแฟนบอลที่ดูเกมมากกว่ามิติเดียว

ดังนั้นประตูของเขาที่วิคาเรจ โร้ด ถือเป็นการตอกกลับคำวิจารณ์ที่น่าพอใจเลยทีเดียว ซึ่งที่จริงโอซิลไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองแล้วในประเทศอังกฤษ เมื่อเขาสามารถทำได้ตั้งนานแล้ว แต่ลูกโหม่งของเขาที่เป็นประตู 3-0 นั้นถือเป็นลูกที่ชอบกล่าวหาเขาควรจะดูไว้ มันคือการจบสกอร์ที่ชาญฉลาด แม้ว่านักเตะวัตฟอร์ดน่าจะระวังกับการวิ่งสอดขึ้นมามากกว่านี้ แต่ด้วยความตั้งใจของเขาที่จะเอาชนะทุกคนที่อยู่รายล้อมก็ทำให้เจ้าตัวทำได้สำเร็จ

เขาไม่ได้วิ่งเหยาะๆเข้าไปในกรอบเขตโทษเจ้าถิ่นหรือเป็นเพราะอยู่ดีๆบอลตกใส่หัว แต่มาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่าความมุ่งมั่นและความแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นจุดที่ผู้คนชอบวิจารณ์เขาว่าขาดสิ่งเหล่านี้มาตลอด

แม้ว่ารูปแบบการเข้าทำอาจจะดูค่อนข้างง่าย คงเป็นเพราะคนที่ทำเป็น อเล็กซิส ซานเชซ กับโอซิล จริงอยู่ที่ฟูลแบ็คสมับใหม่ควรจะหยุดไม่ให้คู่ต่อสู้ได้เปิด ซึ่งดาวเตะชาวชิลีควรโดนกดดันมากกว่านั้น แต่ด้วยความยอดเยี่ยมของเขาทำให้ลูกบอลมันโด่งและย้อยลงมากับจังหวะที่โอซิลวิ่งสอดได้อย่างเหมาะเหม็ง

ซึ่งการที่โอซิลได้โหม่งจากแค่ระยะ 7 หลานั้น ทำให้ลูกเปิดของซานเชซไม่ใช่แค่ต้องให้ข้ามหัวกองหลังวัตฟอร์ด 4 คนได้เท่านั้น หากแต่ต้องเปิดมาตื้นพอที่จะทำให้ เอเรลโญ่ โกเมส ไม่ออกมาตัดบอลด้วย เพราะถ้าเขาเปิดมาต่ำเกินไป ก็จะถูกโหม่งสกัดออกมาได้ หรือถ้าลึกเกินไปผู้รักษาประตูก็จะออกมารับได้อีก แม้ว่าจะต้องเปิดให้ผิดพลาดน้อยมากแต่ก็ยังอุตส่าห์ไปลงหัวโอซิลชนิดที่สตาร์ชาวเยอรมันแทบจะไม่ต้องกลับไปเช็คอีกรอบเลยว่าเข้าหรือไม่

มันอาจดูเหมือนง่ายและนักเตะวัตฟอร์ดอาจจะหัวเสียกับลูกดังกล่าว แต่ก็ต้องให้เครดิตกับความยอดเยี่ยมของตัวมันเองด้วยเช่นกัน

ช็อตเซฟประจำสัปดาห์ – ลูคัสซ์ ฟาเบียนสกี้ (เกม สวอนซี vs เลสเตอร์)

ฟาเบียนสกี้ถือว่ามาไกลจากตอนที่เฝ้าเสาให้อาร์เซนอลมากเหลือเกิน เขาเป็นนายทวารที่ไว้ใจได้สุดๆที่สวอนซีเมื่อฤดูกาลก่อน และโตขึ้นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีหลัง

แม้ว่าการเซฟจุดโทษจะต้องอาศัยดวงถึง 2 ใน 3 ส่วน แต่เขาก็ทำได้น่าประทับใจในการปัดป้องลูกยิงของ ริยาด มาห์เรซ และยิงน่าชื่นชมเข้ไปอีกเมื่อจัดการเซฟลูกซ้ำของ ชินจิ โอคาซากิ ได้ ซึ่งการที่ผู้รักษาประตูมักจะใช้เวลาหลายชั่วโมงในการฝึกล้มแล้วลุกเร็วก็เพื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบที่คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

จริงอยู่ที่โอคาซากิยิงไปตรงตัวฟาเบียนสกี้และการเซฟดังกล่าวก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความว่องไวหรือปฏิกิริยาตอบสนองมากมายนัก แต่นั่นก็ไม่สามารถบดบังความยอดเยี่ยมที่อยู่ในจังหวะดังกล่าวได้เลย

เพราะถ้าดูละเอียดถึงช่วงเวลาที่ตอบสนองและอากัปกิริยาที่นายด่านชาวโปลปิดมุมแล้ว จะเห็นว่าเขากลับมายืนได้เร็วแค่ไหน และเมื่อพิจารณาในแง่ที่ว่าบอลตกใส่เท้าโอคาซากิแบบพอดีแล้วล่ะก็ จะเห็นได้ว่าฟาเบียนสกี้นั้นใช้ฝีมือล้วนๆในการเซฟ

แม้มันจะไม่ใช่เรื่องน่าทึ่งถึงขนาดเป็นเรื่องเล่าขานไปอีก 10 ปี แต่มันก็น่าจะใช้เป็นสิ่งอ้างอิงของโค้ชในการพัฒนาผู้รักษาประตูได้