ที่สุดของพรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ 4 : หงส์ขึ้นแท่นท้าชิง , เดอ บรอยน์ ของจริงดับซ่าผี ฯลฯ

ไฮไลต์ของพรีเมียร์ลีกสัปดาห์นี้คงหนีไม่พ้นการคืนฟอร์มแบบสุดโหดของลิเวอร์พูล รวมถึง มิดฟิลด์ผิวเผือกผู้ขโมยซีน ณ สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด และที่พลาดไม่ได้คือประตูสุดคลาสสิกจาก ทรอย ดีนี่ย์ และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราชาว FFT มัดรวมมาเสนอให้กับคุณถึงหน้าจอ!

ฟอร์มการเล่นยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ : ลิเวอร์พูล (vs เลสเตอร์ ซิตี้)

แม้เจอร์เก้น คล็อปป์ จะยอมรับว่าทีมของเขาอาจจะมีรูปแบบที่แปลกประหลาดไปบ้าง แต่เขาก็ทำให้ลิเวอร์พูลดูดุดันมากขึ้นจากยุคของ เบรนเเดน ร็อดเจอร์ส พวกเขามี 11 ตัวจริงที่ดีกว่าชุดเดิมอย่างชัดเจน ณ ตอนนี้พวกเขาเล่นได้ยอดเยี่ยมและเริ่มดูคล้ายกับ ดอร์ทมุนด์ เมื่อครั้งอดีตเลยทีเดียว แต่ทว่าแท็คติกนี้อาจใช้ได้ไม่ดีนักเมื่อเจอทีมคู่แข่งที่อ่อนชั้นกว่าและเน้นการเล่นแบบสวนกลับ

บรรยากาศที่ แอนฟิลด์ ในวันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป ด้วยงบประมาณการปรับปรุงสนามกว่า 115 ล้านปอนด์ ... ลิเวอร์พูล ฉีกแนวรับของเลสเตอร์แบบไร้ความปราณี ดูเหมือนว่า จิ้งจอกสยาม ยังคงเมาค้างจากการเฉลิมฉลองในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้การขาดหายไปของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เป็นการลดคุณภาพเกมของพวกเขาอย่างชัดเจนและยังลดประสิทธิภาพการสวนกลับที่เคยเป็นจุดแข็งของพวกเขาอีกด้วย

ทีมของ คล็อปป์ ยังคงแสดงปัญหาออกมาให้เห็นอยู่บ้างโดยเฉพาะในส่วนของเกมรับที่ยังดูไม่ลงตัวเป็นระยะๆ แต่พวกเขายังมีจุดเเข็งทีการเล่นแบบเปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่ได้โชว์ของแบบเต็มๆในเกมนี้

มีหลายเรื่องให้เราพูดถึงโดยเฉพาะเรื่องการสร้างสรรค์โอกาสของหงส์เเดงที่ทำได้อย่างสวยงามและลงตัว โรเเบร์โต้ ฟิร์มิโน่ คือดาวเด่นประจำเกมนี้ ขณะที่ อดัม ลัลลาน่าก็ปั่นป่วนแนวรับของเลสเตอร์และเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นคนอื่นๆได้เข้าโจมตี ส่วน ซาดิโอ้ มาเน่ คงไม่ต้องพูดถึงอะไรมากมายเพราะเขาสามารถรักษามาตรฐานการเล่นไว้ได้เช่นเคย ลิเวอร์พูลสร้างโอกาสยิงประตูได้อย่างง่ายดายและนี่คือจุดกำเนิดของชัยชนะในเกมนี้ เห็นได้ชัดว่าทุกๆอย่างเริ่มเป็นไปตามทฤษฎีและปรัชญาฟุตบอลที่ คล็อปป์ วาดภาพไว้ก่อนหน้านี้

ตั้งแต่กุนซือชาวเยอรมันเข้ามา นี่ก็ผ่านมาเเล้วกว่า 12 เดือนพวกเขาดูเหมือนว่าจะแพ้ทางยามเจอทีมที่อ่อนชั้นกว่า ตรงข้ามกันพวกเขากับแสดงวิธีการเล่นที่น่าประทับใจได้อยู่เสมอในเกมที่ยากๆ อาทิเช่นการเยือน แมนฯ ซิตี้ ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม , อาร์เซน่อล ที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม และ เชลซี ที่ สแตมฟอร์ดบริดจ์

สัญญาณจากเกมวันเสาร์ที่ผ่านมายังคงแสดงให้เห็นเช่นเคย เลสเตอร์ หมายมั่นปั้นมือที่จะรักษาแชมป์และพวกเขาสมควรได้รับความเคารพ ทว่าลิเวอร์พูลทำได้ดีเกินความคาดหมายด้วยการสอนเชิง จิ้งจอกสยาม เสียจนดูเหมือนว่าเป็นทีมน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามมันก็เกิดขึ้นในเกมที่เหล่านักเตะของ รานิเอรี่ ยังอยู่ในช่วงตั้งหลักซึ่งแน่ใจได้เลยว่าพวกเขาจะเล่นได้น่าผิดหวังเช่นนี้ไม่นานอย่างแน่นอน

ประตูสุดสวยประจำสัปดาห์ : ทรอย ดีนี่ย์ (vs เวสต์แฮม)

เช่นเดียวกับทุกประตูที่ วัตฟอร์ด ทำได้ในเกมวันเสาร์ที่ผ่านมา แนวรับของ เวสต์แฮม นั้นหละหลวมจนเกิดเยียวยาขนานแท้ ถึงแม้จุดเริ่มต้นของประตูที่ ดีนี่ย์ ยิงได้จะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดแบบน่าเขกกระโหลกของเวสต์แฮม ทว่าการยิงของ ดี่นี่ย์ นั้นมาจากตำแหน่งที่ไม่คิดว่าเขาจะสามารถยิงได้

นี่คือประตูที่สวยงามจากการตัดสินใจที่รวดเร็วและดูง่ายเสียเหลือเกิน มันเริ่มจากการที่ อาเดรียน เสียตำแหน่งหลุดออกจากปากประตู และดี่นี่ย์ก็ใช้ความเหนือชั้นในการทรงตัวที่ไม่มีใครคิดว่าเขาจะทำได้เฉียบคมได้ขนาดนี้ เขาร่ายมนต์ด้วยการเปลี่ยนของยากให้กลายเป็นของง่ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

นอกจากนี้ยังมี ชิกู คูยาเต้ ที่วิ่งมาดักอยู่หน้าประตูทำให้การยิงประครั้งนี้ยากขึ้นไปอีก แต่ในทางกลับกันนั่นแสดงให้เห็นความเหนือชั้นของกัปตันทีมวัตฟอร์ดที่ตัดสินใจยิงลูกโด่งด้วยทิศทางและน้ำหนักที่พอดิบพอดีเขาทีทางเลือกเดียวในการยิงจากเหลี่ยมดังกล่าวและเขาทำได้แบบไม่มีข้อผิดพลาดใดๆทั้งสิ้นนี่คือประตูที่สมบูรณ์แบบอย่างที่สุด

ปฎิกริยาหลังการทำประตูของ ดีนี่ย์  จะเห็นได้ว่าเขาลิงโลดแบบสุดๆกับประตูนี้ หลายคนอาจมองว่าเขาคือนักเตะที่มีจุดเด่นทางด้านพละกำลังหาใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสกิลส่วนตัวแต่อย่างไร ประตูที่เขายิงได้มันยิ่งกว่าพรสวรรค์ บางทีนี่อาจจะเป็นไม้ตายที่เขาแอบซ่อนเอาไว้ก็เป็นได้ ด้วยรูปแบบการยิงประตูนี้เขาเเสดงออกมาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการจับบอลหรือจบสกอร์ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เรามักจะไม่ได้เห็นจากเขาบ่อยๆ

หากคุณชมประตูนี้หลายๆครั้ง คุณจะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของมันอย่างแน่นอน

ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ : เควิน เดอ บรอยน์ (vs แมนฯ ยูไนเต็ด)

ตอนนี้คงไม่มีใครกล้าสงสัยในค่าตัวและความคุ้มค่าที่ แมนฯ ซิตี้ ยอมจ่ายเพื่อซื้อตัวเขาอีกเเล้ว

ฟอร์มการเล่นของเขาในเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ได้บอกถึงสรรพคุณอย่างชัดเจนว่าเขาคือนักเตะที่โดดเด่นที่สุด เป็ป กวาร์ดิโอล่า สลับเปลี่ยนหมุนเหวียนนักเตะในการเข้าทำของตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า แต่ เดอ บรอยน์ สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ลงตัวอย่างง่ายดาย ดาบิด ซิลบา คือผู้บัญชาเกมนี้ ขณะที่ เเฟร์นันดินโญ่ คือผู้จัดการเกมในอีกฝั่งครึ่งสนามที่เหลือ และท้ายที่สุดคือ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ที่ดูทดแทนการขาดหายไปของ เซร์คิโอ อเกวโร่ ได้อย่างไร้รอยต่อ ทุกคนที่กล่าวมาล้วนโดดเด่นทั้งหมด แต่ เดอ บรอยน์ คือความยอดเยี่ยมที่ชี้ขาดเกมนี้อย่างแท้จริง

แนวรับของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่สามารถป้องกันได้เลย รวมถึงกองกลางของพวกเขาก็มีรูโหว่มากมาย ความผิดพลาดเหล่านี้ทำให้มิดฟิลด์ชาวเบลเยี่ยมแสดงความสามารถที่เฉิดฉายออกมาอย่างสุดๆไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการเก็บบอลในพื้นที่อันตราย รวมถึงการลากเลื้อยที่สร้างความกดดันได้แทบทุกจังหวะ

ประตูแรกของเขาคือความมหัศจรรย์ และแน่นอนประตูที่สองก็มาจากการยิงชนเสาของเขาเช่นกัน โดยรวมแล้วสัญชาติญาณของ เดอ บรอยน์ ที่เฉิดฉายออกมาในเกมนี้คือพรสวรรค์อย่างแท้จริง เมื่อบอลอยู่ที่เขาแล้วเขาจะไม่รอช้าที่จะสร้างอันตรายในจังหวะต่อไปได้ที และการเล่นได้ดีทั้งสองเท้าทำให้เขาสามารถเลือกแนวทางการเล่นได้หลายรูปแบบ แต่สิ่งที่โดนเด่นที่สุดของเขาคือมันสมองในการขับเคลื่อนเกมรุกของทีมแบบไม่ต้องสงสัย ในวันเสาร์ที่ผ่านมาเขานักเตะที่มีอิทธิพลที่สุดในสนาม เขารู้จังหวะและช่องโหว่ของคู่แข่งอย่างทะลุปรุโปร่งเรียกได้ว่าหากมีการพลาดเกิดขึ้นเขาก็สามารถปิดบัญชีได้ในทันที

ตัวอย่างเช่นการอ่านจังหวะการโหม่งเช็ดของ อิเฮียนาโช่ ในประตูแรกของเกม เขาตัดสินใจได้เร็วกว่ากองหลังของ ยูไนเต็ด ทุกคนและนี่คือสกิลเกมบุกระดับอัจฉริยะ จากนั้นเขาก็ชิงจังหวะตัดหน้า ดาลี่ย์ บลินด์ ก่อนที่จะเข้าไปล่อเป้าและดับเสียงเชียร์ในโอลด์ แทรฟฟอร์ดได่สนิทด้วยความสามารถของเขาเอง แม้บางครั้งเขาจะต้องเจอกับทั้ง ปอล ป็อกบา และ มารูยาน เฟลไลนี่ ไล่ประกบแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คุณภาพของเขาตกลงไปเลย

แล้วแบบนี้ทำไมเราจะไม่รู้สึกตื่นเต้นกับการได้ดูเขาเล่นล่ะ ? เพราะฟุตบอลคือเรื่องความหลงไหล และยังเป็นเรื่องของความบันเทิง มันคือบางสิ่งที่สามารถบอกได้ว่านักเตะคนนี้ทำให้เกม ยูไนเต็ด vs ซิตี้ ดูคุ้มค่าเงินสำหรับแฟนบอลเสียเหลือเกิน ไม่แน่ว่าเขาจะเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในลีกตอนนี้ก็ได้

น่าเศร้าที่สุดประจำสัปดาห์ : เคลาดิโอ บราโว่

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอกับวงการฟุตบอลอังกฤษก็คือเมื่อไหรก็ตามที่มีนักเตะจากลีกอื่นๆย้ายเข้ามาค้าแข่ง เหล่านักเขียน , แฟนบอล , และ กูรูทั้งหลาย มักจะออกมาพูดถึงความกดดันในลีกของพวกเขาอยู่เสมอ และหลังจากที่ทีมชาติของพวกเขาเป็นตัวตลกและโชว์ความน่าอับอายในศึกยูโร 2016 ก็ทำให้พวกเขากลับมาพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง พวกเขาตัดสินเหล่านักเตะคนนอกว่าไม่ดีพอเสมอ เช่นกันกับแฟนซิตี้ที่ไม่คิดว่าจะมีใครดีกว่า โจ ฮาร์ท

ณ เวลานี้ผู้รักษาประตูที่ครองตำแหน่งของ ซิตี้ มาอย่างยาวนานได้ย้ายไปอยู่กับ โตริโน่ แบบยืมตัว ประวัติการค้าแข้งของเขาในระยะหลังค่อนข้างเป็นไปด้วยความเจ็บช้ำเสียส่วนใหญ่ เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างย่ำแย่ในศึกยูโร 2016 และ เป็ป กวาร์ดิโอล่า ตัดสินใจตัดปัญหาที่เป็นดั้งเนื้อร้ายของสโมสรออก เขาไม่เบือนหน้าหนีความจริงด้วยการยืนยันว่า ฮาร์ท ไม่ได้เป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งสำหรับเขา

บราโว เปิดตัวในพรีเมียร์ลีกครั้งแรกด้วยการเจองานที่ยากลำบาก การสื่อสารที่เป็นปัญหาของเขาและกองหลังเป็นการส่งของขวัญให้กับ ยูไนเต็ด ไป 1 ประตู นอกจากนั้นยังมีอีก 2-3 จังหวะที่เป็นความผิดพลาดของเขาเอง นี่คือการออกสตาร์ทที่ย่ำแย่แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีเหตุผลที่ทำให้เขาสามารถเข้าข้างตัวเองได้ นายทวารชาวชิลีไม่เคยเจอเกมที่ต่อสู้ด้วยลูกกลางอากาศสำหรับเกมดาร์บี้แมตช์มาก่อน ... และนั่นทำให้เขาเสียสติหรือไม่ ? เขามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องภาษาหรือเปล่า ? เรื่องนี้ทุกคนคงรู้ดีแต่เขาจะต้องทำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่แน่ และหากเขาทำได้มันจะเป็นการพิสูจน์ว่าเขาคือการซื้อตัวที่ถูกต้องของสโมสร

แม้จะมีผลงานก่อนหน้านี้ดีเพียงไรแต่ทันทีที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยิงให้ยูไนเต็ดได้ เหล่าแฟนบอลชาวอังกฤษก็เริ่มคิดถึงการจากไปของ ฮาร์ท อีกครั้ง และนายทวารที่เพิ่งย้ายมาจากคาตาลันก็โดนตัดสินก่อนเวลาอันควร มันเป็นทัศนคติที่ไม่ค่อยเป็นกลางนักสำหรับวงการฟุตบอลอังกฤษ พวกเขามักจะเปรียบเทียบและหาเรื่องโจมตีนักเตะใหม่ๆและเข้าข้างนักเตะของพวกเขา ...มันเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ