ทิงเกอร์แมนสู่แชมป์พรีเมียร์ลีก : เมื่อ รานิเอรี่ เลิกคิดเยอะจนพาจิ้งจอกสยามผงาด

เคลาดิโอ รานิเอรี่ ทำให้เห็นว่า ทีมแชมป์ลีกไม่จำเป็นต้องโรเตชั่นหรือมีขนาดของทีมที่ใหญ่โต ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ขงเบ้งเมืองรองเท้าบู้ต คือ จอมคิดมากตัวจริง เพราะอะไรทุกอย่างถึงเปลี่ยนไป? การโรเตชั่นผู้เล่นเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี? และปีหน้า เลสเตอร์ ยังใช้แนวทางนี้ได้อีกหรือไม่? Richard Edwards คอลัมนิสต์ของเรามีคำตอบ…

ทศวรรษก่อนหน้านี้สมัยที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ยังเป็นคุมเชลซี เขาถูกสื่ออังกฤษขนามนามว่า “ทิงเกอร์แมน” เนื่องจาก รานิเอรี่ มักจะชอบจัดตัวผู้เล่นแบบคิดมากประจำ จนทำให้ทีมไม่มี 11 ตัวจริงที่ดีที่สุด

Leicester City fans takeover the city after Tottenham's draw with Chelsea meant they became the Premier League champions

สาวกจิ้งจอกสยามฉลองชัยอย่างบ้าคลั่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาผ่านไปกว่าสิบปี อดีตทิงเกอร์แมนผู้นั้น กลายมาเป็น กุนซือประวัติศาสตร์ หลังพา เลสเตอร์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก โดยใช้ตัวผู้เล่นหลักๆเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น

เพราะอะไร “คิงเคลาดิโอ” ถึงเปลี่ยนไป? หรือมันแค่เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเวลาเปลี่ยน ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง? ค้นหาคำตอบได้ที่นี่…

เจ้าพ่อโรเตชั่น

ย้อนกลับไปวันแรก(ปี 2000)ที่ รานิเอรี่ เข้ามาคุมทัพในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์นั้น ช่วงนั้น เชลซี ยังไม่ใช่ทีมที่ร่ำรวยมหาศาลเหมือนตอนนี้ แต่ก็มีนักเตะให้เลือกใช้มากพอสมควร ซึ่ง กุนซือชาวอิตาเลี่ยน ชื่นชอบในเรื่องนี้มาก

การโรเตชั่น ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดในยุคนั้น เพราะขนาดยอดทีมอย่าง แมนฯยูไนเต็ด ยังใช้เซนเตอร์แบ็คที่ต่างกันถึง 11 คู่ในปีเดียวกันเลย ในวงเล็บว่า ทั้ง 11 คู่นั้นเกิดในช่วงเวลาเพียงสองเดือนแรกของซีซั่นด้วยซ้ำ

การโรเตชั่น ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดในยุคนั้น เพราะขนาดยอดทีมอย่าง แมนฯยูไนเต็ด ยังใช้เซนเตอร์แบ็คที่ต่างกันถึง 11 คู่ในปีเดียวกันเลย ในวงเล็บว่า ทั้ง 11 คู่นั้นเกิดในช่วงเวลาเพียงสองเดือนแรกของซีซั่นด้วยซ้ำ

“มันเป็นความจริงที่ว่า หากเราใช้ผู้เล่น 11, 12 หรือ 13 คนซ้ำๆอยู่เสมอ ทุกทีมจะรู้แท็คติคเราหมด” รานิเอรี่ ให้สัมภาษณ์ในวันรับตำแหน่ง “แต่ถ้าคุณเปลี่ยนทีมมากเกินไป ลูกทีมของคุณก็จะไม่มีความเข้าใจกับเพื่อนร่วมทีมเหมือนกัน”

Claudio Ranieri waves to the fans after his Chelsea side draw 1-1 with Manchester United at Old Trafford

แฟ้มภาพสมัยคุมเชลซี

โดยตอนนั้น จะมีเพียงแฟรงค์ แลมพาร์ด, จิอันฟรังโก โซลา และวิลเลี่ยม กัลลาส เท่านั้น ที่การัตตีตำแหน่งตัวจริงในทีมของ รานิเอรี่ ทว่า การโรเตชั่น ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดในยุคนั้น เพราะขนาดยอดทีมอย่าง แมนฯยูไนเต็ด ยังใช้เซนเตอร์แบ็คที่ต่างกันถึง 11 คู่ในปีเดียวกันเลย ในวงเล็บว่า ทั้ง 11 คู่นั้นเกิดในช่วงเวลาเพียงสองเดือนแรกของซีซั่นด้วยซ้ำ

เข็มนาฬิกาเดิน

กาลเวลาผ่านไป 15 ปี หลายสิ่งเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับ รานิเอรี่

จากสถิตินับตั้งแต่ปี 1998 จนถึง 2014 มีถึง 11 ฤดูกาลที่ทีมแชมป์เปลี่ยนแปลง 11 ตัวหลัก มากกว่า 100 ครั้งในแต่ละปี

จากสถิตินับตั้งแต่ปี 1998 จนถึง 2014 มีถึง 11 ฤดูกาลที่ทีมแชมป์เปลี่ยนแปลง 11 ตัวหลัก มากกว่า 100 ครั้งในแต่ละปี

การพา เลสเตอร์ คว้าแชมป์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งๆที่ก่อนเริ่มฤดูกาลนั้น “จิ้งจอกสยาม” มีอัตราต่อรองอยู่ที่ 5,000-1 นั้น คือ เรื่องสุดยอดที่สุดในชีวิตของชายวัย 64 ปี ทั้งยังเป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในชีวิตของเขา

ที่น่าเหลือเชื่อ คือ ตลอดทั้งฤดูกาล รานิเอรี่ ใช้ผู้เล่นเพียง 20 คน และมีการเปลี่ยนแปลง 11 ตัวจริง เพียง 27 ครั้งเท่านั้นนับตั้งแต่เปิดฤดูกาล ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ทุกคนเรียกเขาว่า “ทิงเกอร์แมน”

The first winners of the Premier League, Manchester United, only made fewer squad changes during the season than Leicester

ปีศาจแดงชุดครองสถิติเหนือกว่าเลสเตอร์

คำถามก็คือ หรือว่าเทรนด์ฟุตบอลดั้งเดิมจะกลับมาที่เดิมอีกครั้ง?

เลสเตอร์ ทำให้เห็นแล้วว่า ไม่จำเป็นเสมอไป ที่นั่น นักเตะทุกคนจะรู้หน้าที่ตัวเอง พร้อมกับมั่นใจในเพื่อนร่วมทีม และลงสนามไปสู้พร้อมกัน

- เควิน คิลบาน

“ทุกวันนี้ทีมใหญ่ๆมักจะมีความเชื่อว่า เราต้องมีขนาดทีมที่ใหญ่พอ เพื่อจะรับมือกับทุกการแข่งขันได้” เควิน คิลบาน อดีตกองกลางเอฟเวอร์ตัน และ นักวิเคราะห์ของบีบีซี กล่าว

“แต่ เลสเตอร์ ทำให้เห็นแล้วว่า ไม่จำเป็นเสมอไป ที่นั่น นักเตะทุกคนจะรู้หน้าที่ตัวเอง พร้อมกับมั่นใจในเพื่อนร่วมทีม และลงสนามไปสู้พร้อมกัน” 

“ผู้เล่นทุกคนรู้ว่าเพื่อนกำลังช่วยกันเล่น รู้ว่าเพื่อนจะวิ่งไปตรงไหน รู้ว่าจะต้องคอยซ้อนแทนเพื่อนเมื่อไร รู้ว่าจะผ่านบอลยังไงให้เพื่อน คุณสามารถเห็นทั้งหมดได้จาก เลสเตอร์ จริงๆ ซึ่งมันน่าประทับใจมาก”

โรเตชั่นดีจริงหรือ?

จากสถิติพบว่า ในช่วงปี 1987 ถึง 1999 ทีมคริสเก็ตของอังกฤษ เปลี่ยนแปลงทีมตัวจริง 368 ครั้ง จาก 130 เกม แต่สามารถเก็บชัยได้เพียง 26 เกม

จากสถิติพบว่า ในช่วงปี 1987 ถึง 1999 ทีมคริสเก็ตของอังกฤษ เปลี่ยนแปลงทีมตัวจริง 368 ครั้ง จาก 130 เกม แต่สามารถเก็บชัยได้เพียง 26 เกม

เพื่อเป็นการยืนยันว่า โรเตชั่น หรือ การหมุนเวียนผู้เล่น จะส่งผลต่อเกมการแข่งขันหรือไม่? ทาง FFT จึงได้รวบรวมข้อมูลจากมหาวิทยาลัย เชฟฟิลด์ แฮลลัม ซึ่งเคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับ ทีมชาติอังกฤษ ทว่า ไม่ใช่กับทีมฟุตบอลชาย แต่เป็น ทีมคริสเก็ต อันโด่งดัง

จากสถิติพบว่า ในช่วงปี 1987 ถึง 1999 ทีมคริกเก็ตของอังกฤษ เปลี่ยนแปลงทีมตัวจริง 368 ครั้ง จาก 130 เกม แต่สามารถเก็บชัยได้เพียง 26 เกม หรือ คิดเป็นราวๆ 20% เท่านั้น 

ต่อมา ในช่วงปี 2000 ถึง 2012 พวกเขาเปลี่ยนผู้เล่นเพียง 263 ครั้ง จาก 166 เกม น่าเหลือเชื่อที่เปอร์เซ็นต์การคว้าชัยโดดไปที่ 45%

England's cricket team celebrate their 2005 Ashes victory in London

โฉมหน้าทีมคริกเก็ตของอังกฤษ

“มันยากที่จะพิสูจน์ว่าเรื่องนี้สามารถส่งผลต่อกีฬาอื่นด้วย”สตีเว่น บลูล็อคจ์ นักวิจัยเกี่ยวกับกีฬาจากมหาวิทยาลัย เชฟฟิลด์ แฮลลัม ยอมรับตามตรงกับ FFT “ถ้าคุณมองไปที่เลสเตอร์ ผู้เล่นที่เล่นได้ดีก็ยังรักษาฟอร์ม พร้อมกับดูฟิตเสมอ ซึ่งพรีเมียร์ลีก มันยากกว่ากีฬาอื่นๆ แต่พวกเขาก็เล่นให้ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ”

“พวกเขาโชคดีที่ทุกอย่างเป็นใจในซีซั่นนี้ เพราะว่าไม่มีทีมใหญ่ๆที่คงเส้นคงวาเลย”

ถ้าคุณมองไปที่เลสเตอร์ ผู้เล่นที่เล่นได้ดีก็ยังรักษาฟอร์ม พร้อมกับดูฟิตเสมอ ซึ่งพรีเมียร์ลีก มันยากกว่ากีฬาอื่นๆ แต่พวกเขาก็เล่นให้ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ

- นักวิจัยเกี่ยวกับกีฬาจากมหาวิทยาลัย เชฟฟิลด์ แฮลลัม

“สโมสรส่วนใหญ่มีผู้เล่นตัวหลักเสมอ อาจจะห้าหรือหกคน ที่ไม่ว่ายังไงก็ได้ลงสนามเสมอ ยกเว้นตอนที่เขาไม่ฟิต ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง เราสามารถหมุนเวียนพวกเขาได้ โดยเฉพาะพวกตัวริมเส้น อย่างฟลูแบ็ค แต่ผมคิดว่าปีหน้า เลสเตอร์ จะต้องเปลี่ยนไปแน่นอน เพราะเกมที่เล่นก็จะต้องเพิ่มตามด้วย”

แฟชั่นหมุนกลับ

เรื่องนี้เป็นเหมือนเข็มนาฬิกาที่เดินถอยหลังกลับ เพราะว่าในอดีตนั้น ทุกทีมจะนิยมใช้ผู้เล่นชุดเดิมซ้ำๆเสมอ

อย่างในฤดูกาล 1964/65 นั้น แมนฯยูไนเต็ด ที่นำโดย สามทหารเสืออย่าง เซอร์บ็อบบี้ ชาล์นตัน, เดนิส ลอว์, จอร์จ เบสต์ และเพื่อนร่วมทีม คว้าแชมป์ลีกด้วยกัน โดย 11 ตัวจริงของทีมชุดนั้น ลงเล่นด้วยกันถึง 36 นัด จาก 42 เกม

ซึ่ง เควิน คิลบาน เชื่อว่า ยุคสมัยเช่นนั้น อาจจะกลับมาในปัจจุบันอีกได้ เพราะ ความจริงแล้ว นักเตะทุกคนอยากจะเป็นคนสำคัญและตัวหลักของทีมทั้งนั้น

“เชื่อผมว่า จริงๆแล้ว นักฟุตบอลอยากมีความรู้สึกที่ว่าเขาจะได้ลงเล่นในทุกสัปดาห์” อดีตกองกลางดาวดัง กล่าว “มันเป็นเรื่องทั่วไปในใจ มันจะทำให้คุณคิดว่า เออ ถ้าวันนี้เราเล่นได้ดี เกมหน้าเราก็จะได้เล่นอีก”

“แต่ถ้าหากเราเล่นดีเกมนี้ แต่เกมหน้าเราก็โดนดร็อปอีก คุณจะรู้สึกยังไงละ? นอกจากนี้ ผมยังคิดว่า ความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมทีมในสนามนั้นสำคัญสุดๆด้วย”

ปีหน้าเอาไง?

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ยุคสมัยนี้ เกมการแข่งขันเยอะกว่าแต่ก่อน และสำหรับ เลสเตอร์ ปีหน้าจะเป็นบททดสอบครั้งประวัติศาสตร์สำหรับพวกเขา ที่จะต้องเจอโปรแกรมชุกที่สุดในชีวิต

ปีนี้ เลสเตอร์ ไม่ได้มีโปรแกรมและสิ่งเร้ากวนใจเยอะแยะ เมื่อคุณไม่มีเรื่องเหล่านั้น มันก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ช่วยให้คุณทำผลงานได้ดี

- อาจารย์สอนวิชาจิตวิทยาและการจัดการจากมหาวิทยาลัยลอฟโบโร่

แน่นอนว่า “จิ้งจอกสยาม” จะมีเกมระดับยุโรปอย่างน้อยอีกหกเกม ทั้งยังอาจต้องเดินทางไปแค่ในที่ไกลๆด้วย ซึ่งหากขุมกำลังของพวกเขายังเล็กขนาดนี้ รับรองว่า ลูกทีมของ รานิเอรี่ จะไม่มีทางเล่นได้เหมือนเดิมทุกเกมแน่นอน

“ปีนี้ เลสเตอร์ ไม่ได้มีโปรแกรมและสิ่งเร้ากวนใจเยอะแยะ” เดวิด เฟลทเชอร์ อาจารย์สอนวิชาจิตวิทยาและการจัดการจากมหาวิทยาลัย Loughborough อธิบาย “เมื่อคุณไม่มีเรื่องเหล่านั้น มันก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ช่วยให้คุณทำผลงานได้ดี”

“แต่สิ่งสำคัญคือการที่พวกเขามีทีมเวิร์คและเข้าใจกันในทีมได้ดี ไม่ใช่แค่เรื่องในสนามฟุตบอลเท่านั้น นอกสนาม พวกเขาก็รักกัน เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และเมื่อทั้งสองอย่างมาพร้อมกัน นั่นก็คือผลงานที่เราเห็น”

“ผมคิดว่าผู้เล่นเลสเตอร์บางคนคงมองกลับไปเมื่อปีที่แล้ว(หนีตาย) เขาคงเข้าใจว่ามันเป็นช่วงที่ยากและเหนื่อยเพียงใด ตอนนี้เขามาอยู่อีกฝั่งของความรู้สึก และมันคงเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย”

“และตอนนี้ พวกเขากำลังก้าวไปสู่อีกขั้นแล้ว เลสเตอร์จะมีโปรแกรมมากขึ้น และผู้จัดการทีมจำเป็นต้องมีทีมที่ใหญ่ขึ้นเพื่อลุยกับศึกใหญ่ในยุโรป ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับนักเตะหลายคน”

คำถามก็คือ “จิ้งจอกสยาม” และ รานิเอรี่ จะทำยังไง เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ดังกล่าว? พวกเขายังยึดทีมชุดใหญ่เดิมๆหรือไม่? หรือจะ ขยายขนาดของทีมให้ใหญ่กว่าเดิม? แต่นั่นก็อาจส่งผลต่อฟอร์มในสนามเช่นกัน

ทั้งหมดจะเป็นอย่างไร อีกไม่กี่เดือน ภาพทุกอย่างคงชัดเจนมากขึ้น…