ธิษณา ธนคลัง : หนอนฟุตบอลไทยผู้เคยทำให้ "ฟีฟ่า" ต้องยอม

จดสถิติจนแม่หาว่าติดการพนัน, ส่งเมล์ท้วงฟีฟ่า เรื่องผลการแข่งขันทีมชาติไทยนับ 10 ครั้ง, ความรักพังทลาย เพราะความบ้ากีฬาสุดขีด

ถ้าเป็นนักเรียนบ้าอ่านหนังสือ เราคงเรียกว่า หนอนหนังสือแล้วแบบที่เขาเป็นล่ะ จะเรียกว่า "หนอนฟุตบอลไทย" ได้ไหม?

แปลกตาสักหน่อย เมื่อ FourFourTwo Thailand ไม่ได้สัมภาษณ์นักฟุตบอล หรือสต๊าฟฟ์โค้ชเหมือนเคย แต่กลับเป็นนักพัฒนาซอฟท์แวร์ และเป็นอาจารย์พิเศษด้านไอที ที่ชื่อว่า "เต้น" ธิษณา ธนคลัง

เต้น ไม่ใช่คนยิ่งใหญ่หรือมาจากตระกูลร่ำรวย เขาเกิดที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อ 34 ปีที่แล้ว จบมัธยมศึกษาที่บ้านเกิด ก่อนมาเรียนต่อด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่ ม.นเรศวร จ.พิษณุโลก หลังเรียนจบ เขาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเริ่มต้นอาชีพ โปรแกรมเมอร์

บ้านเกิด, อาชีพ, ประวัติการเรียน ของคุณเต้น ไม่ใช่เรื่องหลักที่พวกเราจะเล่า เพราะหลังจากบรรทัดนี้ไป คุณจะได้รู้จักคนที่บ้าฟุตบอล และกีฬาขนาดหนัก ชนิดที่ "ฟีฟ่า" ต้องยอม

"ผมเริ่มดูกีฬา และฟุตบอล ตั้งแต่อยู่นครสวรรค์แล้วแหละ น่าจะ 7 ขวบมั้งครับ ช่วงเอเชี่ยนเกมส์ 1990 ที่ปักกิ่ง ซึ่งทีมฟุตบอล ทีมชาติไทย ได้ที่ 4 ครั้งแรก" คุณเต้นเริ่มเล่าจุดเริ่มต้นของเขากับกีฬา

"ไอ้ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ประทับใจคือ ปี 1990 (พ.ศ. 2533) นั่นแหละ ผมได้ดูบอล มวก.คัพ รอบชิงชนะเลิศ ที่ทหารอากาศ ชนะ ตำรวจ จากการดวลลูกโทษเป็นสิบลูก ตอนนั้นเรายังเด็ก เห็นแล้วมันโคตรสนุกเลย"

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ "เด็กชายเต้น" กับลูกกลมๆ มีลมข้างใน "พอผมชอบดูบอล ดูกีฬาเท่านั้นแหละ ผมก็ดูไปหมดเลย บอลไทยบอลเทศ กีฬาอะไรที่ถ่ายในทีวี ผมดูหมด แล้วพอสงสัยกติกาอะไร ก็จะคอยถามพ่อ" 

แม้จะชอบดูแค่ไหน แต่เขายังเด็ก และอยู่ต่างจังหวัด จึงไม่ได้มีโอกาสชมฟุตบอลจริงๆ ในสนามสักที จนกระทั่ง เอเชี่ยนเกมส์ 1998 

"น่าเหลือเชื่อนะ ตอนนั้น ฟุตบอลรอบแรก กลุ่ม เอ แข่งกันที่สนามฟุตบอลที่นครสวรรค์พอดี กลุ่มนั้นมี เติร์กเมนิสถาน, เวียดนาม และ เกาหลีใต้ ผมได้เข้าชมในสนามเกมที่ เติร์กเมนิสถานชนะเกาหลีใต้ 3-2 ก็ทีมเกาหลีใต้ชุดเดียวกับที่ทีมชาติไทยชนะตอนรอบ 8 ทีมนั่นแหละ"

จุดเริ่มต้นคือ เอเชี่ยนเกมส์ 1990 ครั้งแรกที่ชมเกมในสนามคือ เอเชี่ยนเกมส์ 1998 และเหตุการณ์ต่อไป คือการหาญกล้าท้าชนกับ "ฟีฟ่า" ของหนุ่มร่างอวบรายนี้

"พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผมเริ่มจดข้อมูลสถิติฟุตบอล ทีมชาติไทย รวมถึงนักกีฬาไทยในชนิดกีฬาอื่นๆ เช่นมวย, เทนนิส, แบด เพราะตอนนั้นเริ่มมีอินเตอร์เนต แต่ยังใช้วิธีจดมืออยู่นะ จดทุกวัน เขียนสถิติเก็บเป็นเล่มๆ จนแม่เคยด่า เพราะคิดว่าเราติดการพนันบอล"

"วันหนึ่ง ราวปี 2006 ผมกำลังรวบรวมข้อมูลฟุตบอลอยู่ บังเอิญพบว่า เว็บฟีฟ่าบันทึกข้อมูลผิดในเกมรอบคัดเลือก เอเชี่ยนคัพ ปี 2000 คือมีการบันทึกว่า ทีมชาติไทย แพ้ ไต้หวัน 0-4 ในเกมเยือน แต่ผมจำได้แน่ๆ ว่ามันเป็นยุคของ ปีเตอร์ วิธ และทีมชาติไทย ก็ชนะไต้หวันทั้งสองเกมเหย้าเยือน ในรายการนี้"

"เราก็คิดว่า นี่มันเว็บไซต์ที่คนเห็นทั้งโลก จะมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับทีมชาติไทยไม่ได้เด็ดขาด เราจะปล่อยให้ผู้คนจำว่าเราแพ้ไต้หวัน ทั้งที่เราไม่ได้แพ้ได้อย่างไร"

จริงๆ แล้ว เต้น-ธิษณา เคยส่งอีเมล์ไปหาสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในขณะนั้น แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ เขาจึงตัดสินใจอีเมล์หาสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เพื่อทักท้วงที่ลงข้อมูลสถิติของทีมชาติไทยผิด

"ผมพยายามหาข้อมูลของการแข่งขันแนบส่งไป เพื่อยืนยันผลที่ผมต้องการจะแก้ สุดท้ายฟีฟ่าก็ส่งเมล์กลับมา พร้อมแก้ให้ ด้วยความที่ผมเรียนด้านไอที ผมจึงทราบดีว่า มันน่าจะผิดพลาดที่ระบบฐานข้อมูล หรือการกรอกข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแต่แรก ซึ่งฟีฟ่าไม่ได้ผิดอะไรหรอก เค้าก็ยินดีตรวจสอบหาข้อมูลที่แท้จริง และแก้ให้"

เมื่อฟีฟ่าเปิดทาง เมื่อมีคู่แรกที่ถูกตรวจสอบและแก้ไข คู่สองคู่สามคู่สี่คู่ห้า จึงตามมาเรื่อยๆ

"จากนั้น ผมไล่ดูหมดเลย เช็กมันทุกคู่ที่ฟีฟ่าลงบันทึกว่าถูกต้องไหม บางคู่ไม่บันทึก ก็ส่งเมล์ไปท้วง บางคู่บันทึกผิด ก็ส่งเมล์ไปท้วง แต่บางทีก็ได้รับคำตอบจากฟีฟ่ามาว่า ทีมที่แข่งกับทีมชาติไทย มันไม่ใช่ทีมชาตินะ บางทีมใส่ชุดทีมชาติลงแข่งกับทีมชาติไทยก็จริง แต่เป็นเพียงแค่สโมสรสมัครเล่นเท่านั้น"

"ผมว่า ฟีฟ่าดีนะ เขารับฟังเหตุผล ถ้าเราถูกจริง เขาก็พร้อมแก้ให้ถูกต้อง ที่ผ่านมา ฟีฟ่าแก้ตามที่ผมบอกไปไม่ต่ำกว่า 10 คู่ เลยแหละ แต่ถ้าเราไม่ถูก เค้าก็มีเหตุผลมารองรับนะ อย่างเช่น ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมเคยส่งเมล์ไปถามฟีฟ่า ว่าทำไมไม่บันทึกนัดที่ไทยชนะปากีสถาน 4-0 ยุคปีเตอร์ รีด คุมทีม ปี 2552 ฟีฟ่าก็บอกว่า ก็ทีมชาติไทย เปลี่ยนตัวเกิน 6 คน เชื่อไหมว่า ผมนี่เป็นคนแรกๆ ในประเทศไทยเลยนะที่ทราบว่า บอลอุ่นเครื่องห้ามเปลี่ยนตัวเกิน 6 คน ไม่เช่นนั้น จะไม่ได้คะแนนแรงกิ้งฟีฟ่า"

ผมพยายามหาข้อมูลของการแข่งขันแนบส่งไป เพื่อยืนยันผลที่ผมต้องการจะแก้ สุดท้ายฟีฟ่าก็ส่งเมล์กลับมา พร้อมแก้ให้

หลายคนอาจคิดว่า สิ่งที่คุณเต้นทำนั้น ก็เพื่ออยากท้าชนฟีฟ่า อยากดัง หรือ อยากให้ทีมชาติไทย ได้คะแนนแรงกิ้งเยอะๆ แต่จริงๆ แล้ว คะแนนแรงกิ้ง หรือ ชื่อเสียง มันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเลยด้วยซ้ำ

"เรื่องผลกับคะแนนแรงกิ้ง มันคนละเรื่องนะ แมตช์ที่ผมท้วง ส่วนใหญ่มันอยู่ในยุคที่ยังไม่มีคะแนนแรงกิ้งด้วยซ้ำ ผมไม่ได้สนใจหรอก คะแนนแรงกิ้งน่ะ ผมสนใจความถูกต้องของประวัติศาสตร์ และสถิติ"

"ผมไม่ได้ทักท้วงเพื่อให้ทีมชาติไทยได้เปรียบอย่างเดียวนะ มันเคยมีที่ ผมท้วงเพราะบันทึกว่าทีมชาติไทยชนะ แต่จริงๆ ผลคือแพ้ ผมก็ส่งเมล์ให้เขาแก้ ไม่ใช่ปล่อยผ่าน ผมว่า ฟุตบอลมันต้องแฟร์ ผลการแข่งขันมันต้องแฟร์ สถิติมันต้องแฟร์ กีฬามันต้องแฟร์สิ ถึงจะถูก"

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก หากเราจะหมุกมุ่นกับสถิติและผลการแข่งขัน จนลืมนึกถึงคนข้างๆ คุณเต้น เล่าให้เราฟังว่า เขาต้องสูญเสียความรักที่ประคบประหงมมากกว่า 5 ปี เนื่องจากการบ้ากีฬาเกินเหตุ

"แฟนเก่าผม คบกันมานาน สุดท้ายไปไม่รอด เพราะความบ้าของผม พอเรียนจบนะ ก็เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ผมทำงานกลางวัน กลางคืนจดสถิติ เสาร์อาทิตย์ไปดูบอลดูกีฬา เป็นอย่างนี้อยู่นานคิดดูนะ ตอนซีเกมส์ 2007 ที่โคราชเป็นเจ้าภาพ ผมไปสนามยิงปืน ซึ่งแข่งในกรุงเทพ ทั้งสนามขายตั๋วคนดูได้สองใบ นั่นคือผมกับเพื่อน ผมไปดู เพื่อเอาตั๋วมาสะสม และอยากดูกีฬาให้เป็นทุกอย่าง อยากรู้ข้อมูลกีฬาให้ได้ทุกชนิด สุดท้ายเป็นไงล่ะ ได้กีฬามาเป็นเพื่อน แต่ก็ต้องเสียแฟนไป เพราะไม่มีเวลาให้"

บทเรียนรักครั้งนั้น สอนให้คุณเต้นทราบดีว่า หากจะมีรักอีกครั้ง จะต้องบริหารจัดการเวลาให้เวลากับทั้ง "สิ่งที่ตนเองรัก" และ "คนที่เรารัก"เพื่อให้ไม่มีคนใดต้องมาเสียใจภายหลังอย่างที่เคยเป็น

"ตอนนี้ผมก็มีแฟนอยู่นะ ผมพยายามทำให้ชีวิตสมดุลเท่าๆ กัน แม้ต้องทำงานเยอะขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น แต่ยังจัดสรรเวลาให้กับแฟน และครอบครัวได้ โดยที่ความเข้มข้นเรื่องฟุตบอลของเราไม่ได้น้อยลงไปเลย  แต่สมัยนี้มันดีอย่าง มันมีอินเตอร์เนต เราสามารถชมฟุตบอลที่จบลงไปแล้วได้ สามารถเก็บรายละเอียดของเกมหลังจากที่เราทำงานเสร็จได้ ผมพยายามทำตามใจตัวเองให้น้อยลง เพื่อทำให้คนรอบข้างเรามีความสุขในขณะที่เราเองก็มีความสุขไปด้วย"

ชีวิตของเต้น...อยู่กับการรวบรวมเก็บสถิติมาทั้งชีวิต แต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ประเทศไทย ปี พ.ศ. 2554 ได้ทำให้ข้อมูลกีฬาที่เขาตั้งใจจรดปากกาลงบนหน้ากระดาษกับมือตั้งแต่เด็ก รวมถึงหนังสือฟุตบอลเก่าๆ และของสะสมหลายอย่าง หายไปกับสายน้ำ ที่บ้าน ณ จ.นครสวรรค์

แม้สิ่งต่างๆ จะหายไปกับกระแสน้ำ แต่สิ่งที่ยังอยู่คือ ความพยายาม และความรู้ในสมองของเต้นไม่ได้หายไป...ปัจจุบันเขายังคงเก็บข้อมูลอยู่เรื่อยๆ ในรูปแบบไฟล์คอมพิวเตอร์ เพื่อหวังว่า จะนำข้อมูลสถิติกีฬาเหล่านี้ ไปใช้ประโยชน์ และให้ความรู้แก่คนรุ่นหลังได้ในอนาคต

"ผมชอบที่ตัวเองเป็นอย่างนี้นะ ชอบที่รู้ว่าชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร อะไรคือความสุขของชีวิตเรา ผมโชคดีที่มีแนวทางชัดเจนแต่เด็ก อยากเรียนไอทีก็ได้เรียน อยากทำงานไอทีก็ได้ทำ อยากสอนคนก็ได้สอน ชอบกีฬาชอบฟุตบอลบ้าข้อมูล ก็ทำให้มันสุดในงานอดิเรก"

"ทุกวันนี้ ผมรู้ว่า ผมตื่นมาแล้วต้องการทำอะไร มันไม่เคยมีคำถามในสิ่งที่ตัวเองทำเลย ว่าทำไปทำไมเพราะสิ่งที่ผมทำทุกอย่าง มันโคตรจะทำให้ผมรู้สึกดี และมีความสุข"

Topics