ทฤษฎีสมคบคิด: 28 เรื่อง 'ลับ-ลวง-พราง' แห่งโลกลูกหนัง ที่บางครั้งเกิดขึ้นจริง

FFT รวบรวม ''ทฤษฎีสมคบคิด'' ของวงการลูกหนังตั้งแต่สมัยรุ่นปู่จนถึงปัจจุบัน มันคืออะไร? จะเป็นยังไง? โปรดติดตาม…

เมื่อเกิดเหตุอะไรบางอย่างขึ้นมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันโดยมีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอื่นๆ เพื่อให้ประโยชน์หรือให้โทษต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่งใด เรามักจะเรียกเหตุการณ์นั้นๆ ว่า ''ทฤษฎีสมคบคิด'' (Conspiracy Theory)

พูดง่ายๆมันคือ การจับแพะชนแกะและกล่าวหาอีกฝ่าย เท่านั่นเอง

และทั้งหมดนี่คือ  ''ทฤษฎีสมคบคิด'' ในตำนานวงการลูกหนัง ซึ่งบางเรื่องเป็นจริง และบางเรื่องก็เป็นคำโกหกชิ้นโต…

28. แชมป์โลกปี 1966 และ 1974 ถูกกำหนดไว้แล้ว

ถ้ามีใครสักคนบอกว่า มีการล็อคผลในฟุตบอลโลก เราคงคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไร้สาระ ทว่าหากใครคนนั้นเป็นถึง อดีตประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติแล้วละก็ ทุกคนคงต้องเอี้ยวหูฟัง

“มันมีการวางแผนให้ทีมเจ้าภาพเป็นแชมป์” โจฮัว ฮาเวลานจ์ อดีตผู้นำองค์กรลูกหนังโลกระหว่างปี 1974 ถึง 1998 ชาว บราซิล กล่าว “ตอนนั้น บราซิล คือทีมที่ดีที่สุดในโลก เรามีทีมชุดเดียวกับแชมป์โลกเมื่อปี 1962 และ 1970 แต่เราอดได้แชมป์”

หลักฐานที่เขายกขึ้นมาก็คือ กรรมการชาวอังกฤษหรือไม่ก็เยอรมัน ถูกเลือกให้ทำหน้าที่ในเกมที่ทัพ “แซมบ้า” ลงสนาม และคนที่เลือกผู้ตัดสินก็คือ ชาวอังกฤษอย่าง เซอร์ สแตนลี่ย์ เราส์ หนึ่งในคณะกรรมการฟีฟ่านั่นเอง

Joao Havelange

ฮาเวลานจ์ คิดว่ามีการโกงกันในบอลโลก

27. เพื่อนกันช่วยกันเสมอ

ดาร์บี้ฯ ของ ไบรอัน คลัฟ เดินทางไป ตูริน เพื่อทำศึกรอบรองฯ ยูโรเปี้ยน คัพ กับ ยูเวนตุส ในปี 1973 พร้อมกับได้รับคำเตือนจากตำนานชาวเวลส์ของ ยูเว่ นาม จอห์น ชาร์ลส์ ว่า มิดฟิลด์ชาวเยอรมันของทีมดังแห่ง อิตาลี ที่ชื่อ เฮลมุท ฮัลเลอร์ นั้นสนิทสนมกับผู้ตัดสินในเกมนั้นอย่าง แกร์ฮาร์ด ชูเลนแบร์ก อย่างมาก

สุดท้าย “แกะเขาเหล็ก” พ่ายไป 1-3 พร้อมกับเสียสองนักเตะตัวเก่งอย่าง อาร์ชี่ เกมมิลล์ และ รอย แม็คฟาร์แลนด์ ที่โดนใบเหลือง จนทำให้อดเล่นในเลคที่ 2

“ผู้ตัดสินที่มหัศจรรย์ที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยมีมา” นี่ คือ พาดหัววิจารณ์การทำงานจากหนังสือพิมพ์ The Sun

“ผมไม่อยากจะพูดกับไอ้พวกระยำขี้โกงหน้าไหนหรอก” คลัฟ กล่าวกับสื่ออิตาลีหลังจบเกม

หรือเพราะความสนิทของ ฮัลเลอร์ กับ ชูเลนแบร์ก ทำให้ทุกอย่างออกมาเช่นนั้น?

26. เปรูขายศักดิ์ศรี?

ในฟุตบอลโลก 1978 อาร์เจนติน่ามีทางเลือกเดียวที่จะผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ คือ ต้องชนะ เปรู ให้ได้ 4 ลูกขึ้นไป หลังจากในกลุ่มนั้น บราซิล ได้เปรียบเรื่องลูกได้เสียอยู่ (ในตอนนั้นมีรอบแบ่งกลุ่ม 2 รอบเพื่อหาทีมไปเล่นรอบรองชนะเลิศ)

และเรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น เมื่อ ครึ่งแรก “ฟ้าขาว” ออกนำ เปรู ไป 2-0 ก่อนที่ในครึ่งหลังพวกเขาลงมารัวทีเดียว 4 ประตู เข้าป้ายเป็นแชมป์กลุ่ม แซง “แซมบ้า” เข้ารอบชิงฯได้

โดยก่อนเกมกับเปรูนั้น ทางกลุ่มผู้นำเผด็จการทหารของ ฮอร์เก้ วิเดล่า เชื่อว่าการคว้าแชมป์เวิลด์ คัพ จะช่วยกลบเกลื่อนภาพลักษณ์อันเลวร้ายของประเทศได้ จึงมีการยื่นข้อเสนอให้กับรัฐบาลเปรูเป็นข้าวจำนวน 35,000 ตัน, ทรัพย์สินที่ถูกเพิกถอนอายัดมูลค่า 50 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ พร้อมกับรับนักโทษทางการเมืองจากเปรูเข้ามาและทำให้ "สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย" แลกกับสกอร์มโหฬารราวกับเล่นเทนนิส

ในปี 2012 อดีตสมาชิกวุฒิสภาเปรูชื่อ เคนาโร่ เลเดสม่า ยอมรับว่ามีการล็อคผลจริง ขณะที่ หัวหอกฟ้าขาวที่ทำสองประตูในเกมดังกล่าวอย่าง เลโอโพโด ลูเก้ ก็กล่าวว่า “จากสิ่งที่ผมได้รู้ตอนนี้ ผมบอกได้แค่ว่า ผมไม่ภูมิใจกับชัยชนะเกมนั้นเลย”

25. คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย

เรื่องราวระหว่าง อิตาลี, เดนมาร์ก และ สวีเดน ในยูโร 2004 ยังถูกนินทามาจนถึงทุกวันนี้

โดยสถานการณ์ก่อนเกมสุดท้ายเป็น ดังนี้ นัดแรก : เดนมาร์ก 0-0 อิตาลี, สวีเดน 5-0 บัลแกเรีย ส่วน นัดที่ 2 ก็ บัลแกเรีย 0-2 เดนมาร์ก, อิตาลี 1-1 สวีเดน

สรุปแล้ว อิตาลี มี 2 คะแนน ขณะที่ เดนมาร์ก และ สวีเดน มี 4 คะแนนเท่ากัน ดังนั้นเกมสุดท้าย หากทัพ “มะกะโรนี” ชนะ และอีกคู่มีผลแพ้ชนะเกิดขึ้น หรือเสมอ 1-1 อิตาลี ก็จะเข้ารอบทันที

เหตุการณ์เดียวที่จะทำให้เจ้าของแชมป์โลก 4 สมัยตกรอบก็คือ คู่ระหว่าง “โคนม” และ “ไวกิ้ง” เสมอกันตั้งแต่ 2-2 ขึ้นไป แน่นอนว่าสุดท้ายมันก็เป็นแบบนั้น คือ พวกเขาเสมอกัน 2-2

“เราเล่นกันจริงจัง” โธมัส เฮลเวก กองหลังเลือดเดนิช กล่าว “ผมไม่ได้ชอบสวีเดน พวกเราเป็นศัตรูกันมาเป็นศตวรรษแล้วนะ”

ถึงกับเอาประวัติศาสตร์มาอ้างกลบเกลื่อนทีเดียว(ฮา)

24. อิทธิพลท่านนายพล

ปี 1943 บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด โคจรมาพบกันในรอบรองฯ ถ้วย โคปา เดล เคเนราลิซิโม่ (โคปา เดล เรย์ ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นถ้วยของนายพลฟรังโก้ ผู้เป็นปรปักษ์กับเหล่าสาวกชาวคาตาลัน

โดยศึกนี้แบ่งเป็น 2 เลก และเกมแรกนั้น บาร์เซโลน่า ถล่ม “ราชันชุดขาว” ถึง 3-0 ซึ่งทุกอย่างเหมือนกับว่าพวกเขาคงได้เข้าชิงฯ แน่นอน

ทว่า มีหรือที่คนแบบนายพลฟรังโก้จะยอม ดังนั้นในเกมนัดที่ 2 พวกเขาจึงจัดหนักจัดเต็มด้วยการทั้งส่งบรรดาลูกหนังนายพลไปข่มขู่นักเตะ “เจ้าบุญทุ่ม” ถึงห้องแต่งตัว และจัดกรรมการที่เป่าเอนเอียงเข้าข้าง มาดริด ออกนอกหน้า

สุดท้าย ทีมดังแห่งเมืองหลวงชนะคู่ปรับตลอดกาล 11-1 ซึ่งนั่นคือสถิติสูงสุดตลอดกาลของ เอล กลาซิโก้ จนปัจจุบัน

 

Franco

นายพลฟรังโก้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนกับเกมนัดนั้น

Pages