ถึงเวลาเห็นอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน “ของจริง” ได้หรือยัง?

ถึงตัวรุกพันธุ์จี๊ดของอาร์เซนอลเป็นที่ชื่นชอบของทั้งแฟนบอลและสื่อก็จริง แต่ ชาส นิวคีย์-เบอร์เด้น ก็ยังสงสัยว่า “มิสเตอร์ไนซ์กาย” คนล่าสุดนี้จะสามารถประสบความสำเร็จไปพร้อมๆกับมีชื่อเสียงได้หรือไม่…

อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ชื่อนี้เป็นที่รู้จักของใครหลายคน โดยเขามีช็อตที่สร้างชื่ออยู่ 2 ช็อตด้วยกัน ซึ่งมาจากเกมแชมเปี้ยนส์ลีกที่อาร์เซนอลเปิดบ้านพบโมนาโกเมื่อฤดูกาลก่อน

ตอนที่ “ปืนใหญ่” ตามหลัง 2-0 อาร์แซน เวงเกอร์ ตัดสินใจส่งตัวรุกรุ่นกระทงผู้มีสไตล์การเล่นแบบกล้าได้กล้าเสียลงไปเพื่อหวังจะเปลี่ยนเกม และในนาทีที่ 90 ก็ดูเหมือนจะเห็นผลเมื่อปีกร่างป้อมมีพื้นที่ตรงบริเวณกรอบเขตโทษ ก่อนจะแต่งบอลแล้วปั่นไซด์โค้งแบบเบิร์กแค้มป์เสียบ 3 เหลี่ยมมุมบนอย่างสวยงาม

ซึ่งประตูดังกล่าวถือเป็นการต่อชีวิตของทีมจากลอนดอนเหนือให้มีลุ้นกันอีกเฮือกในเลก 2

แต่หลังจากนั้นไม่นานแฟนบอลเจ้าถิ่นที่กำลังจะกลับบ้านก็ต้องกลับมานั่งที่ของตัวเองอีกครั้ง เมื่อฮีโร่ของพวกเขากลายเป็นผู้ร้ายหลังจากเจ้าตัวเสียบอลให้ ยานนิค-แฟร์ไรรา คาร์ราสโซ เล่นเกมโต้กลับก่อนจะหลุดเข้าไปยิงอันมีผลทำให้อาร์เซนอลตกรอบในเวลาต่อมา และจาก 2  จังหวะดังกล่าวนั้นเองทำให้เผยถึงจุดแข็ง (ความแข็งแกร่งดุดันในเกมรุก) และจุดอ่อน (การขี้เกียจไล่บอล) ของอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลนออกมา ซึ่งมันก็เป็นบทเรียนราคาแพงเลยทีเดียว

เมื่อไรอ็อกซ์ของจริงจะมา?

เมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาเริ่มต้นได้สวยหรู ดูเหมือนว่าจะได้รับแรงกระตุ้นจากการมาถึงของ อเล็กซิส ซานเชซ แต่ถึงแม้ว่านัดสุดท้ายของซีซั่นเขาจะแอสซิสต์ให้ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ทำประตูในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ มันก็เป็นการยากที่จะปฏิเสธว่าโดยรวมแล้วเจ้าตัวยังทำได้ไม่เต็มศักยภาพที่ตัวเองมีเลย

และฤดูกาลนี้เขาก็ออกสตาร์ทได้ดีอีกครั้งด้วยการเป็นคนยิงประตูชัยในเกมคอมมูนิตี้ชิลด์ที่พบกับเชลซี อย่างไรก็ตามเขาก็กลายเป็นคนไร้ตัวตนเหมือนเดิมในนัดต่อๆมา และเสียบอลให้เอฟเวอร์ตันเข้าไปตีไข่แตกได้ก่อนจะได้รับบาดเจ็บ

ดูเหมือนว่าฟอร์มขึ้นๆลงๆจะกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาไปแล้ว ซึ่งว่ากันตามตรงดูเหมือนว่าปีนึงจะมีอยู่นัดเดียวที่เล่นได้ดีจริงๆ ส่วนที่เหลือขึ้นอยู่กับดวงและอาการบาดเจ็บ

ศักยภาพที่เติมไม่เต็ม

ทุกอย่างเริ่มต้นอย่างสวยงามสำหรับเขาในถิ่นลอนดอนเหนือ โดยเจ้าตัวทำได้ 2 ประตูจาก 3 นัดแรกที่ลงสนามให้กับ “เดอะ กันเนอร์ส” ทำให้อ็อกซ์เป็นที่รักของแฟนๆอย่างรวดเร็วหลังย้ายมาจากเซาแธมป์ตันเมื่อปี 2011 ถึงขนาดที่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี กัปตันทีมในตอนนั้นนำเขาไปเปรียบเทียบกับ เวย์ รูนีย์ และมีปากเสียงกับ อาร์แซน เวงเกอร์ ตอนที่ถอดอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลนออกในเกมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลยทีเดียว

ฟาน เพอร์ซีถือเป็นแฟนตัวยงของอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลนคนหนึ่ง

นอกจากนี้ศักยภาพของเขายังเป็นที่รับรู้กันในต่างแดนด้วย ซึ่ง มาร์โก ฟาน บาสเทน ให้คำนิยามว่าเขาคือ “เพชรเม็ดงาม” เม็ดหนึ่ง อีกทั้งเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ในฤดูกาล 2011/12 อย่างไรก็ตามแม้แต่แฟนพันธุ์แท้ของเขาก็ยังไม่กล้าฟันธงว่านี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดแล้วทั้งที่แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์อยู่บ่อยครั้งทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ นั่นเป็นเพราะว่าเจ้าตัวมักจะทำผลงานได้น่าผิดหวังในระดับพอๆกัน

แต่เขาก็ยังเป็นที่รักของแฟนๆในเอมิเรตส์และสื่อหลายสำนักด้วยกัน นั่นเป็นเพราะอะไรล่ะ?

ความหวังของแฟนบอลท้องถิ่น

น่าประหลาดที่อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลนยังเป็นที่ชื่นชอบทั้งที่ทำผลงานไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันในสนาม โดยปีกวัย 22 ปี เจ็บยาวถึง 4 หนในช่วงเวลา 2  ปีครึ่ง และแม้ว่าจะฟิตสมบูรณ์เขาก็ยังตกเป็นตัวสำรองอยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นแฟนบอลอาร์เซนอลก็ยังหวังว่าเขาจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในอนาคต ซึ่งนี่ไม่ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่แต่อย่างใด เพราะ แจ็ค วิลเชียร์ เพื่อนร่วมทีมของเขาก็ยังเคยบอกกับโฟร์โฟร์ทูว่า เมื่อคุณบาดเจ็บทุกคนจะคิดว่าคุณคือ ลิโอเนล เมสซี เลยทีเดียว

“อเล็กซ์? นั่นนายใช่มั้ย?”

และการที่เป็นคนอังกฤษทำให้เขาได้รับความอดทนจากแฟนๆมากขึ้น เพราะราว 60 เปอร์เซ็นต์ของนักเตะพรีเมียร์ลีกเป็นต่างชาติ ทำให้หลายคนเชื่อว่าบรรดานักเตะหนุ่มๆเชื้อสายผู้ดีที่มาถึงจุดนี้ได้จะมีอนาคตที่สดใส โดยไม่ได้คำนึงถึงจุดที่ว่าจะมีการแก้ปัญหาแข้งนำเข้ากันอย่างไร ขณะที่บางคนก็อยากให้ดาวรุ่งท้องถิ่นประสบความสำเร็จด้วยการไม่ยอมแพ้กับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

ลองคิดดูว่าหากผู้เล่นต่างชาติเป็นอย่างอ็อซ์เลด-แชมเบอร์เลนที่เอมิเรตส์ แฟนๆก็คงผิดหวังจนถึงขั้นไปถล่มในทวิตเตอร์ และสื่อก็จะขุดคุ้ยเรื่องราวต่างๆออกมาไม่หวาดไม่ไหว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเหล่าแฟนบอลท้องถิ่นผู้ผิดหวังก็ยังไม่หยุดฝันกับนักเตะชาติเดียวกัน เหมือนอย่างที่เพลงสมัยก่อนได้กล่าวไว้ว่า ความเจ็บปวดไม่ทำให้คนอังกฤษหยุดฝัน

ดาวตลกประจำห้องแต่งตัว

ด้วยอุปนิสัยที่สุภาพและไม่ชอบทำตัวเด่นของเขาทำให้ห้องแต่งตัวมีชีวิตชีวา ในยุคที่สตาร์ลูกหนังขื่อดังวางตัวเคร่งขรึมจริงจัง อดีตเด็กปั้นเซาแธมป์ตันกลับเลือกที่จะเป็นคนสร้างเสียงหัวเราะขึ้นมา

ครั้งหนึ่งอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เคยลองพลิกตัวยิงเลียนแบบ เธียร์รี อองรี ในเกมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แล้วทำเป็นวิดีโอพร้อมกับกล่าวว่าตัวเองไม่สามารถทาบชั้นตำนานเลือดน้ำหอมได้ ขณะที่ความเป็นดาวตลกของเขาก็ฉายแสงออกมาในวิดีโอต่อต้านการเหยียดเพศที่ 3 ของสโมสร โดยเจ้าตัวกล่าวว่า “มันช่วยไม่ได้ที่ผมจะดูเหมือนเต่านินจา” ซึ่งความถ่อมตัวและติดดินนี้เองทำให้หนังสือพิมพ์เดอะ มิร์เรอร์ ถึงกับนำไปเป็นประเด็นตั้งคำถามว่า “คุณคิดว่าเขาคือนักเตะนิสัยดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกหรือเปล่า?”

แกรม ซูเนสส์ เคยให้คำจำกัดความว่าในทีมอาร์เซนอลเต็มไปด้วยบรรดา “ลูกเขยในฝัน” ที่ไม่มีพ่อแม่คนไหนจะต้องผิดหวังหากลูกสาวพาเข้ามาบ้าน และนั่นก็เป็นสิ่งที่จริงเสียยิ่งกว่าจริงสำหรับในเคสของอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เพราะจะมีพ่อแม่คนไหนไม่อยากให้เขามาร่วมโต๊ะพร้อมกับจับมือลูกสาวของตัวเองไปด้วยล่ะ?

ชื่อนั้นสำคัญไฉน?

บางทีชื่อเล่นของเขาที่แปลว่าวัวอาจจะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของเราต่อมีต่อเขามากขึ้น ตอนที่เขานั่งอยู่บนม้านั่งสำรองข้างสนามขณะที่อาร์เซนอลหรือทีมชาติอังกฤษกำลังต้องการประตู  มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเวงเกอร์หรือไม่ก็ฮ็อดจ์สันคงจะพูดว่า “ไปเลยเจ้าวัว!” เป็นแน่

ซึ่งชื่อเล่นของนักเตะก็สามารถทำให้ความคิดของผู้คนที่มีต่อตัวบุคคลนั้นๆชัดเจนยิ่งขึ้นได้เหมือนกัน ดูอย่างเพื่อนร่วมทีมอาร์เซนอลของอ็อกซ์ก็ได้ ชื่อโอซิลมันฟังดูเหมือนลึกลับซับซ้อนราวกับพ่อมด ส่วนคำว่าชิรูด์ให้อารมณ์เหมือนกับเด็กผู้ชายชาวฝรั่งเศสน่ารักๆคนหนึ่ง ถ้ายิ่งคุณพยายามออกเสียงให้เป็นฝรั่งเศสแบบ “เชห์ลูววว์” มากเท่าไรก็ยิ่งดูแบ๊วขึ้นไปอีก เท่านั้นยังไม่พอในทีมที่ขาดนักเตะที่มีคาแรคเตอร์ความเป็นผู้นำอย่าง “เดอะ กันเนอร์ส” ก็ยังมี ฟรองซิส โกเกอแล็ง กองกลางตัวตัดเกมที่มีฉายาฟรุ้งฟริ้งว่า “เลอ ค็อก” (แปลว่าไก่) อีก เอาเข้าไป

ดังนั้นจึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่วัวธรรมดาๆตัวหนึ่งจะกลายร่างเป็นกระทิงดุ และแปรเปลี่ยนคำพูดที่ว่า “ปีนี้จะต้องเป็นปีของเขา” ให้กลายเป็นจริงเสียที หรือไม่อย่างนั้นก็ลองเสี่ยงย้ายไปอยู่กับเอฟเวอร์ตันหรือนิวคาสเซิลซะ

ลุยไปเลย อ็อกซ์!