Analysis

ถึงเวลากู้ศรัทธา : 5 สิ่งที่เราอาจเห็นช้างศึกเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้

“ผมเข้าใจว่าทุกคน (แฟนบอล) รู้สึกยังไง ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว เอาเป็นว่าพวกผมทุกคนจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประเทศไทย และทำให้แฟนบอลประทับใจมากที่สุด”

We are part of The Trust Project What is it?

ประโยคข้างต้นอาจพอเรียกศรัทธาของแฟนบอลช้างศึกกลับมาได้บ้างหลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยแต่งตั้งโค้ชโต่ย ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย เป็นรักษาการกุนซือทีมชาติไทย โดยมีโค้ชโชค โชคทวี พรหมรัตน์ เป็นผู้ช่วยเฮดโค้ช และนี่คือสิ่งที่เราอาจได้เห็นกับอีกสองนัดที่เหลือในศึกเอเชียนคัพครั้งนี้ที่การเล่นของช้างศึกจะเปลี่ยนไปจากเดิม...

ปรับโฉมเกมรุก

จากการจัดตัวผู้เล่นในเกมกับทีมชาติอินเดียทำให้แฟนบอลต่างคาดหวังว่าจะได้เห็นทีมรักหันมาเล่นเกมบุกเสียทีเมื่อ มิโลวาน ราเยวัช ส่งทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา, อดิศักดิ์ ไกรษร, ศุภชัย ใจเด็ด แถมยังใส่กองกลางตัวรับเพียงรายเดียวอย่าง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และเติม สรรวัชญ์ เดชมิตร เข้าไปเพิ่มในแดนกลาง โดยรวมแล้วไม่มีทางเป็นอื่นนอกจากการเปลี่ยนมาเล่นสไตล์รุก

ทว่าเอาเข้าจริงกลับไม่ได้แตกต่างไปจากแทคติกเดิมในก่อนหน้านี้สักเท่าไหร่เมื่อกุนซือชาวเซอร์เบียยังคงเน้นเรื่องการรัดกุมพยายามให้ลูกทีมเล่นเกมรับให้เหนียวแน่น สำหรับการเล่นทัวร์นาเม้นระดับเอเชียการเล่นให้รัดกุมเป็นเรื่องดี แต่หากใช้สไตล์เดิมบ่อยครั้งก็อาจส่งผลเสียกับทีมดังที่เห็นได้ในเกมดังกล่าว

ตลอดทั้งเกมในยามที่ได้โอกาสโต้กลับด้วยความที่เน้นรับทำให้ผู้เล่นไทยไม่สามารถโต้กลับเร็วได้ถนัดนัก เพราะบางตำแหน่งถอยไปอยู่ต่ำกว่าที่ควรจนตัวเชื่อมบอลมีน้อยเกินไป ซึ่งอินเดียวเองทำการบ้านมาดีรู้ว่าใครคือคนที่จะต้องจับตายพวกเขาใช้ตัวประกบ 2-3 คนทุกครั้งเวลา ชนาธิป ได้บอล แม้จอมทัพจากคอนซาโดเล ซัปโปโร จะถ่ายบอลเพื่อต่อบอลไปข้างหน้าก็เป็นงานยากเมื่อผู้เล่นรายอื่นไม่ได้อยู่ตำแหน่งที่ได้เปรียบในการเปิดเกมรุกเข้าใส่คู่แข่งจนทพให้การออกบอลช้าลง และเสียประโยชน์ในที่สุด

นี่คือจุดหนึ่งที่โค้ชโต่ย ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย และ โชคทวี พรหมรัตน์ เล็งเห็นจากการนั่งดูอยู่ข้างสนาม และต้องการเปลี่ยนแปลงเป็นอันดับแรก

นักเตะได้เล่นในตำแหน่งที่ใช่

“เราต้องมาดู และปรับจูนกันว่า ตำแหน่งไหนที่ใครถนัดมากที่สุด แต่โดยรวมก็คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก” โชคทวี พรหมรัตน์ เผยถึงตำแหน่งการเล่นของลูกทีมหลังประเมินการเล่นจากเกมนัดแรกที่พ่ายอินเดีย 1-4

จริงอยู่ที่ขยับนักเตะไปเล่นในตำแหน่งอื่นอาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้บ้างรวมถึงให้คู่แข่งจับทางไม่ได้ และอาจจะทำให้ทีมมีตัวเลือกเพิ่มเติมในตำแหน่งนั้นๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลดีเสมอไปเช่นเดียวกับการเปลี่ยน สิโรจน์ ฉัตรทอง ที่เป็นตัวรุกลงไปเป็นกองกลางตัวรับทั้งที่ในทีมยังเหลือมีนักเตะในตำแหน่งดังกล่าวให้เลือกใช้

ก่อนเริ่มเกมไม่มีใครกล้าคิดว่าเทรนเนอร์ชาวเซอร์เบียจะเปลี่ยนแทคติกแบบนี้แถมยังเป็นการส่งลงไปแทน ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่แทบจะเป็นคนเดียวที่พอจะสามารถสร้างโอกาสให้ทีมได้ออกจากสนามซะอย่างนั้น

นอกจากนี้ยังขยับ ธีราทร บุญมาทัน ไปเป็นกองกลางตัวรับอีกรายพร้อมส่ง กรกช วิริยะอุดมศิริ ลงมาเป็นแบ็คซ้ายแทน ท้ายที่สุดการจับนักเตะไปเล่นในตำแหน่งที่ไม่ถนัดก็ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย แต่ในส่วนของสองเทรนเนอร์ชาวไทยที่คลุกคลีกับฟุตบอลไทยมานานกว่าย่อมรู้ดีว่าใครเล่นตำแหน่งไหนได้ดีที่สุด เพราะหากนักเตะได้ลงเล่นในตำแหน่งที่ถนัดก็จะสามารถเรียกศักยภาพของตัวเองออกมาได้ดี และทำให้ทีมมีประสิทธิภาพการเล่นสูงขึ้นตามไปด้วย

ชนาธิปเป็นจอมทัพ

เขาคือจอมทัพคนสำคัญที่เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนเกมรุก แต่ดูเหมือนบทบาทจะน้อยเหลือเกินในเกมที่ผ่านมา

ชนาธิป คือคนที่พิสูจน์ให้เห็นในระดับเอเชียแล้วว่าเขาเป็นนักเตะเกมรุกที่ดีแค่ไหนเมื่อได้รับการยอมรับในการค้าแข้งที่เจลีกประเทศญี่ปุ่น แต่ในทีมชาติไทยดูเหมือน ราเยวัช ไม่สามารถทำให้เขาเป็นศูนย์กลางในบทบาทจอมทัพได้ดีเท่าการให้ให้ ซัปโปโร

ส่วนหนึ่งเพราะอินเดียใช้ผู้เล่น 2-3 คนเสมอในการเข้าประกบ ชนาธิป แต่อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ทำให้เขามีบทบาทน้อยกว่าที่ควรคือการที่ มิโลวาน ราเยวัช เน้นถ่ายบอลออกข้างเสียมากกว่าทั้งที่หากดูผู้เล่นที่อยู่ในสนามล้วนเต็มไปด้วยนักเตะที่เล่นบอลกับพื้นได้ดี แม้ในยามที่ ชนาธิป ฉีกหนีตัวประกบมาได้ก็ยังเน้นให้ถ่ายบอลขึ้นเกมด้านข้าง

ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้บอลยาวเข้าโจมตีคู่แข่งทั้งที่นักเตะอินเดียวรูปร่างสูงใหญ่ และแข็งแกร่ง แต่ ชนาธิป ที่จ่ายคิลเลอร์พาสได้ดีแถมมีความคล่องตัวกับโดนลดบทบาทลงจนสุดท้ายเป็นอีกครั้งที่กุนซือเซอร์เบียเปลี่ยนเขาออกจากเกมทั้งที่ยังไม่หมดเวลาการแข่งขัน ซึ่งวินาทีนั้นทำเอาหลายคนแทบไม่อยากเชื่อสายตากับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

อย่างไรก็ตามในอีก 2 นัดที่เหลือ ชนาธิป จะได้กลับมามีบทบาท และเป็นศูนย์กลางเกมรุกแน่นอนภายใต้การนำของสองโค้ชชาวไทยที่รู้จักเขาเป็นอย่างดี