ตีแผ่แท็คติคพรีเมียร์ลีก : ‘มอยส์&ยานาไซ’ พาแมวดิ่ง/ ตัวทีเด็ด ‘เป๊ป’/ ‘หงส์’ โหม่งสู้

Olivier Giroud celebrates his goal against Sunderland

FFT วิเคราะห์แท็คติค 4 เกมใหญ่พรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยใช้ Stats Zone

1.  ยานาไซ ช่วยส่ง ชิรูด์ หล่อ

ซันเดอร์แลนด์ เกือบที่จะเก็บคะแนนแรกในรอบหลายเกม หลังจากที่ เจอร์เมน เดโฟ ยิงจุดโทษตีเสมอในนาที 65

อย่างไรก็ตาม อาร์แซน เวนเกอร์ ดับฝันของเหล่า “แมวดำ” หลังจากที่สี่นาทีต่อมา กุนซือชาวฝรั่งเศส เลือกส่ง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ลงสนาม พร้อมกับโยกเอา อเล็กซิส ซานเชส ไปเล่นทางซ้าย ขณะที่ เดวิด มอยส์ ตัดสินใจส่ง อัดนาน ยานาไซ ลงมาแทน สตีเว่น พีนาร์ โดย เด็กยืมตัวจากแมนฯ ยูไนเต็ด ลงมาเล่นทางฝั่งขวาตามถนัด

และการเปลี่ยนตัวทั้งสองนั้นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ “ปืนใหญ่” ได้มาสามประตูเลย

ยานาไซ กลายเป็นจุดอ่อน เนื่องจาก ปีกชาวเบลเยี่ยม ไม่ลงไปช่วยเกมรับ ทั้งๆที่ตัวเองสดกว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคน จนนำมาซึ่งการเปิดของ คีแรน กิ๊บบ์ส และเป็น ชิรูด์ ที่สัมผัสแรกของเขาก็เป็นประตูเลย อีกสองนาทีต่อมา ยานาไซ คนเดิมไปทำฟาล์ว ฟรองซิส โกเกอแล็ง จนทำให้ทีมเสียฟรีคิกในระยะอันตราย ก่อนที่จากจังหวะนั้น “แมวดำ” จะเสียเตะมุม และนำมาซึ่งประตู 3-1 ของ อาร์เซนอล

การแสดงชุดนี้ยังไม่จบ เมื่อในนาที 78 ยานาไซ ประกบไม่ดีจนทำให้ กิ๊บบ์ส ได้ยิงชนเสา และเป็น อเล็กซิส ที่ซ้ำเข้าไป จนสกอร์ออกมาขาดลอย

“พวกเขาเป็นทีมที่เกมรุกคมมากๆ” มอยส์ ยอมรับหลังเกม

อันที่จริง อดีตนายใหญ่ปีศาจแดง ควรโทษตัวเองมากกว่าที่รู้ว่า ทีมเยือน เล่นเกมรุกได้ดีขนาดไหน แต่กลับส่ง ยานาไซ ลงสนามทำลายเกมตัวเอง..

2. ซิตี้เจอแผนสอง

แน่นอนว่าไม่มีนักเตะคนใดในพรีเมียร์ที่เป็นเพลย์เมคเกอร์สายเล่นเกมเร็วและฉลาดเท่ากับ  เควิน เดอ บรุนย์ อีกแล้ว ทว่าตัวแทนของเขาอย่าง อิลคาย กุนโดกัน ก็มีดีไปอีกแบบ

โดยเกมนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กลับมาใช้ระบบ 4-1-4-1 และใช้ กุนโดกัน ลงเล่นแทน เดอ บรุนย์ ซึ่ง กองกลางทีมชาติเยอรมัน ก็เปิดช่องของแผงหลัง เวสต์บรอมวิช ได้ดีเยี่ยม

และจากเกมนี้ เราพูดได้เต็มปากว่า กุนโดกัน คือ กลจักรสำคัญของทีม หลังมีส่วนร่วมถึง 3 จาก 4 ประตูที่ ซิตี้ ทำได้ ซึ่งการหาตำแหน่งของเขาถือว่าทำได้งดงาม

อย่างประตูแรกนั้น กุนโดกัน หาที่ว่างระหว่างกองกลางและกองหลังเจ้าถิ่น จนสามารถส่งให้ เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงประตูเบิกร่องได้ จากนั้น กุนโดกัน เกือบทำแอสซิสต์อีกครั้งให้ โนลิโต้ แต่น่าเสียดายที่ ปีกทีมชาติสเปน พลาดโอกาสไป

จากนั้น อดีตกองกลางดอร์ทมุนด์ มายิงคนเดียวอีกสองประตู จนช่วยให้ทีมชนะสบายๆ และเป็นการคว้าชัยครั้งแรกในรอบ 7 เกมอีกด้วย

ด้วยฟอร์มระดับนี้ทำให้ เป๊ป มีตัวเลือกและแผนที่มากขึ้นไปอีก ซึ่งหาก เดอ บรุนย์ ไม่ฟิตเมื่อไร กุนโดกัน ก็พร้อมลงสนามทันที

3. แบ็คไก่ตัวทีเด็ด

ที่ผ่านๆมาแนวรุกของ สเปอร์ส ไม่ค่อยมีโอกาสเข้าทำประตูมากเท่าไร จนการจบสกอร์เป็นปัญหาหลักของทีม ทว่าถึงตรงนี้ พวกเขาก็ยังไม่แพ้ใคร แต่ก็ไม่ชนะใครมาหลายนัดแล้วเหมือนกัน

อันที่จริง “ไก่เดือยทอง” โชคดีที่ได้จุดโทษขึ้นนำไปก่อน แต่ไปพลาดเสียประตูตีเสมอในช่วงต้นครึ่งหลัง

ที่เห็นได้ชัดจากเกมนี้ก็คือ แม้ วินเซนต์ แยนส์เซ่น จะเรียกจุดโทษและยิงเข้าไปได้ ทว่า ดาวยิงเลือดดัตช์ ยังคงไม่สามารถประสานงานกับกองกลางตัวรุกทั้งสามคนด้านหลังเขาได้ดีเท่าไร

โดยน้อยครั้งมากที่ แยนส์เซ่น จะได้รับบอลจากแผงตัวรุก ยิ่งมองให้ลึกลงไปเราจะพบว่ามีเพียง คริสเตียน อีริคเซ่น เท่านั้นที่จ่ายบอลให้เขา 3 ครั้ง(แบ่งเป็นจาก ลูกตั้งเตะ 1 ครั้ง และอีก 2 ลูกในแดนตัวเอง) ส่วน เดเล่ อัลลี่ และ ซอง เฮือง มิน ไม่ได้ส่งให้ อดีตดาวซัลโวลีกฮอลแลนด์ แม้แต่ครั้งเดียว

โดยส่วนมากนั้น โอกาสลุ้นประตูของ สเปอร์ส จะมาจากแบ็คสองข้างอย่าง แดนนี่ โรส และ ไคล์ วอล์คเกอร์ ที่จ่ายให้ แยนส์เซ่น คนละ 3 ครั้งเท่ากัน นอกจากนี้ทั้งสองคน ยังสามารถลุยผ่านปีกสองข้างของ เลสเตอร์ อย่าง ริยาร์ด มาห์เรซ และ อาเหม็ด มูซ่า ได้บ่อยๆ จนทำให้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ต้องเปลี่ยน มาห์เรซ และ มูซ่า ออกทั้งคู่เพื่อหาทางหยุดดูโอ้ฟลูแบ็ค

สรุปแล้วตลอดทั้งเกม โรส หาโอกาสส่องประตูได้ 4 ครั้ง ขณะที่ วอล์คเกอร์ สร้างโอกาสเน้นๆได้ 3 ครั้ง

ซึ่งการมีแบ็คแบบ โรส และ วอล์คเกอร์ อาจจะเป็นจุดเด่นของ ทีมดังแห่งลอนดอน ในปีนี้ก็ว่าได้

4. หงส์รอดไป

ลิเวอร์พูล คือ ทีมหนึ่งที่รับมือลูกตั้งเตะได้แย่ที่สุดในพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาคุมทีมเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้แสงสว่างได้เริ่มออกมาให้เห็นบ้าง หลังจากที่ เดยัน ลอฟเรน และ โจเอล มาติป โหม่งสกัดลูกเตะมุม 2 ลูกก่อนหมดครึ่งแรกได้

โดยเกมนี้ถือว่า คล็อปป์ และลูกทีม ผ่านบททดสอบบอลยาวของ คริสตัล พาเลซ ไปได้ โดย คริสเตียน เบนเทเก้ ไม่สามารถรอโหม่งได้ถนัด แต่ก็ยังอุตส่าห์มีส่วนร่วมกับ 2 ประตูที่ทีมทำได้

สถิติหลังเกมสะกดได้ว่า ดาวยิงทีมชาติเบลเยี่ยม ชนะการโหม่ง 11 จาก 18 ครั้งที่ดวลกับกองหลัง “หงส์แดง” ซึ่งการป้องกันลูกกลางอากาศได้บ้าง ก็มีส่วนทำให้ ทีมเยือน สามารถคว้าชัยกลับแอนฟิลด์ไปได้

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android

New features every day on FourFourTwo.com • More analysis