ตีแผ่แท็คติคพรีเมียร์ลีกนัดแรก: 2-3-5 สไตล์เป๊ป, หลังยุ่ยๆของปืนใหญ่, พลานุภาพแห่ง ‘บร๊ะเจ้าซลาตัน

FFT จะมาวิเคราะห์แท็คติคและสถิติที่น่าสนใจของ 4 เกมใหญ่ประจำนัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีก ผ่าน Stats Zone

เกมประเดิมสนามลีกที่มันที่สุดในโลกผ่านพ้นไปแล้ว ทั้งยังเป็นการเปิดซิงพรีเมียร์ลีกของหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่โชว์การบุกแหลกแบบบ้าระห่ำ เช่นเดียวกับ วอลเตอร์ มาซซารี่ และ โคล้ด ปูแอล ที่มาในระบบที่ไม่ค่อยได้เห็นกันอย่าง 3-5-2 และ 4-4-2 เพชร ตามลำดับ หรือจะเป็น อันโตนิโอ คอนเต้ ที่เพิ่งพา เชลซี ปราบ เวสต์แฮม ได้เมื่อคืน ขณะเดียวกัน พวกตัวเก่าๆอย่าง โรนัลด์ คูมัน และ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ยังทำได้ดี

และนี่คือ 4 เกมใหญ่ที่เราจะมาวิเคราะห์หลังเกมผ่าน Stats Zone

1. 2-3-5 แบบเป๊ปๆ

คำศัพท์ ‘inverted full-back’ ที่เราพบเห็นบ่อยครั้งในเกมฟุตบอลยอดฮิตอย่าง Football Manager ถูก เป๊ป นำมาใช้ทันทีในเกมแรกของเขา โดยคำว่า ‘inverted full-back’ แปลๆเป็นไทยง่ายๆก็คือ ใช้ฟูลแบ็คตัดเข้าใน

อธิบายให้เห็นภาพก็คือ แมนฯ ซิตี้ เล่นในระบบ 4-3-3 เป็นหลัก ทว่าเมื่อบอลอยู่ในการครอบครองของพวกเขา ฟลูแบ็คสองข้างอย่าง บาการี่ ซานญ่า และ กาแอล กลิชี่ ก็จะหุบเข้าไปช่วย เฟอร์นันดินโญ่ ในแดนกลาง

ส่วนด้านข้างทั้ง โนลิโต้ และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง จะยืนออกกว้างที่สุด เพื่อถ่างตัวประกบและให้สองตัวทำเกมอย่าง ดาบิด ซิลบา และ เควิน เดอ บรุนย์ สามารถสนับสนุน เซร์คิโอ อเกวโร่ ได้เต็มความสามารถ

ส่วนแนวรับก็จะใช้ตัวเคลื่อนบอลได้ดีอย่าง จอห์น สโตนส์ และ อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ เป็นปราการหลังตัวกลาง สรุปแล้ว เมื่อตอนที่พวกเขาครองบอล ระบบของ “เรือใบสีฟ้า” จะกลายเป็น 2-3-5 ทันที

อันที่จริง เป๊ป ใช้แผนนี้กับ บาเยิร์น มิวนิค มานานแล้ว ซึ่งข้อดีก็คือ ระบบนี้จะทำให้การผ่านบอลไปเรื่อยๆง่ายขึ้น เพราะมีตัวในแดนคู่แข่งมากมาย ทั้งยังสามารถกดดันคู่แข่ง จนทำลายแนวรับทีมที่มาอุดได้ ที่สำคัญคือตัวริมเส้นที่ยืนถ่างออกข้างสุดๆ จะทำให้ช่องว่างในแผงหลังคู่แข่งเปิดออก

และแม้ว่าเกมแรกของ อดีตกุนซือบาร์ซ่า จะต้องลุ้นเหนื่อยจนถึงท้ายเกม แต่เชื่อได้เลยว่า เราจะได้เห็น 2-3-5 แบบเป๊ปๆ ไปอีกหลายเกมทีเดียว

Analyse Manchester City 2-1 Sunderland yourself using Stats Zone

2. คูมันเอาอยู่

อีกหนึ่งเกมใหญ่ที่ กูดิสัน พาร์ค ระหว่าง เอฟเวอร์ตัน กับ สเปอร์ส จบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ชนิดที่เรียกว่า เจ้าถิ่นเอาอยู่ เพราะว่า อันที่จริงแล้ว ต้องบอกว่า “ท็อฟฟี่” ไม่พร้อมเอาซะเลย

โดย โรนัลด์ คูมัน ยอมรับว่า ลูกทีมของเขามีความฟิตเพียง 70 เปอร์เซนต์เท่านั้น และยังขาดตัวหลักอย่าง โรเมลู ลูกากู และ เชมุส โคลแมน ที่บาดเจ็บ ในขณะที่ตัวใหม่อย่าง แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์ ก็ไม่พร้อม

ซึ่งการที่ทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์เก็บหนึ่งคะแนนได้นั้น ต้องยกเครดิตให้ กุนซือชาวดัตช์ เต็มๆ โดย คูมัน ตัดสินใจเลือกระบบ 3-4-3 ด้วยการใช้กองหลังอย่าง ฟิล จากีลก้า, รามิโร่ ฟูเนส โมรี และเด็กใหม่วัย 19 ปีนาม เมสัน โฮลเกต เป็นตัวจริง พร้อมกับใช้กองกลางอย่าง แกเร็ธ แบร์รี่ และ อิดริสซา กูเอเย ในตำแหน่งตัวตัดเกม

พร้อมยังโชว์เหนือด้วยการขยับ เคราร์ด เดวโลเฟว ไปยืนเป็นหน้าเป้าอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดทำให้แนวรุกของ “ไก่เดือยทอง” ทำอะไรได้ไม่ถนัด โดย แฮรี่ เคน และ เดเล่ อัลลี่ แทบจะหายไปจากเกม โดยเฉพาะ เคน ที่เกมนี้ไม่มีแม้แต่จังหวะยิงสักครั้งเลย

แม้ว่าสุดท้าย เอริค ลาเมล่า จะฉวยโอกาสตีเสมอได้ ทว่า คูมัน และลูกทีมควรพอใจกับผลงานในเกมนี้เป็นที่สุด

Analyse Everton 1-1 Tottenham yourself using Stats Zone

3. ‘ก็อดอิบรา’ สำแดงเดช

เกมระหว่าง บอร์นมัธ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นเกมที่หลายฝ่ายจับตามอง เพราะว่าปีที่แล้ว “ปีศาจแดง” ในยุคมืดมาพ่ายที่นี่ ทว่าเวลาเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน และฟ้าหลังฝนของ “ยูไนเต็ด” ก็ยอดเยี่ยม

โดย ฆวน มาต้า ฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของเจ้าถิ่น ยิงให้ทีมขึ้นนำไปก่อนในช่วงครึ่งแรก ซึ่งนั่นทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ สามารถทำให้ทีมเล่นในสไตล์ที่เขาถนัดอย่าง “รับแน่น สวนคม” ในครึ่งหลังได้

และยิ่งการมีนักเตะระดับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในแดนหน้า ก็ย่อมสร้างความแตกต่างให้กับทั้งสองทีมได้ โดยเกมแรกของ ดาวยิงชาวสวีดิช ผ่านพ้นไปได้ดีกับหนึ่งประตูสุดสวยของเขา พร้อมกับรักษาสถิติยิงได้ทุกเกมเปิดตัวในลีกใหม่ต่อไป ทั้งยังสร้างสรรค์โอกาสให้กับทีมได้หลายครั้ง น่าเสียดายเพียงที่ “เวร” เอ้ย เวย์น รูนี่ย์ ยิงลูกจ่ายของเขาได้ไม่ดี

สถิติเกมนี้ของ “ก็อด” สะกดได้ว่า จ่ายบอลดี 27 ครั้ง จากความพยายาม 37 ครั้ง โดยแบ่งเป็นการจ่ายขึ้นหน้า 7 ครั้ง จ่ายกลับหลัง 14 ครั้ง และจ่ายข้างๆอีก 6 ครั้ง และที่น่าสนใจ คือ ซลาตัน จ่ายบอลดีให้ รูนี่ย์ ถึง 7 ครั้ง ทว่าได้รับบอลกลับมาเพียง 2 ครั้งเท่านั้น และทั้งหมดเกิดขึ้นในแดนตัวเอง

ดังนั้น “น้ามู” รีบเอา “เสี่ยหมู” ไปเก็บโดยด่วนจะดีกว่านะครับ!!!

Analyse Bournemouth 1-3 Man United yourself using Stats Zone

4. เวนเกอร์ต้องลงตลาด

เกมใหญ่ที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม จบลงที่สกอร์สุดมัน และปัญหาการขาดแคลนกองหลังตัวจริงก็ส่งผลต่อ “ปืนใหญ่” ที่สุด

โดยเกมนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ ไม่สามารถใช้บริการของ แพร์ แมร์เตซัคเกอร์, โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ และ กาเบรียล ได้ ดังนั้น ขงเบ้งเลือดเฟรนช์ จำเป็นต้องจับเอาสองดาวรุ่งที่อายุเฉลี่ยรวมกัน 20.5 ปี อย่าง คาลั่ม แชมเบอร์ส(ลงสนามให้ทีม 2 เกมเมื่อปีที่แล้ว) และ ร็อบ โฮลดิ้ง(เกมทางการนัดแรกกับทีม) มายืนเป็นเซนเตอร์แบ็คตัวกลาง

เพราะฉะนั้น มันจะเหลืออะไรละครับ?

อย่างจังหวะหนึ่งที่ แชมเบอร์ส จ่ายพลาดจนโดนโต้กลับ แต่ยังดีที่ลูกยิงของ จอร์จินิโอ ไวจ์นาลดุม เข้ามือ ปีเตอร์ เช็ก หรือจะเป็นการฟาล์วหน้าเขตโทษของ โฮลดิ้ง ที่สุดท้ายเป็นฟรีคิกตีเสมอก่อนหมดครึ่งแรก ซึ่งลูกนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของเกมอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับอีกหลายจังหวะที่ทั้งคู่ไม่สามารถต้านทานแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ได้ จนเป็นเหตุให้ทีมเสียถึง 4 ลูก

อย่างไรก็ตาม แง่ดีแง่งามของ อาร์เซนอล ก็คือ การที่พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความพยายามจนสามารถไล่สกอร์จาก 1-4 เป็น 3-4 ได้ ซึ่งอย่างน้อยผลการแข่งขันในเกมนี้  คงทำให้ เวนเกอร์ ยอมทุบกระปุกซื้อแข้งใหม่สักที…

Analyse Arsenal 3-4 Liverpool yourself using Stats Zone

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android