ตราไก่เก่งหรือเฮง: สิ่งที่ได้เห็นจากเกมฝรั่งเศสบดแอลเบเนีย

เดส์ชองส์โชคดีหรือเก่งจริงกันแน่ ? ตรงจุดนี้ แกนี่ พาร์กินสัน คอลัมนิสต์ของเราก็ไม่แน่ใจนัก แต่เราก็ต้องมาหาคำตอบกันอยู่ดี

ฝรั่งเศสกลายเป็นทีมแรกที่ได้เข้ารอบสอง โดยทำได้ในช่วงท้ายเกมอีกครั้ง โดยเมื่อวันศุกร์พวกเขาเอาชนะโรมาเนียได้จาก ดิมิทรี ปาเย่ต์ ในนาทีที่ 89 และคราวนี้มันยิ่งเลทเกมกว่านั้นอีก เพราะ อวงตวน กรีซมันน์ มาโหม่งได้ในนาทีที่ 90 ก่อนที่ปาเย่ต์จะปิดจ๊อบในช่วงทดเจ็บ

แต่ก่อนที่ฉลองนั้น ฝรั่งเศสมีเวลาหลายนาทีที่จะคิดทบทวนตัวเอง เมื่อ ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ จัดการโละระบบ 4-3-3 มาใช้ 4-2-3-1 โดยดร็อป อวงตวน กรีซมันน์ และ ปอล ป๊อกบา แล้วให้ปาเย่ต์เป็นจุดศูนย์กลางเกมรุก อยู่ข้างหลัง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และมี คิงสลี่ย์ โคม็อง กับ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ขนาบข้าง

ทว่าปัญหาก็คือ แอลเบเนียมาพร้อมกับแผนที่ซ้อมกันมาอย่างดีและมุ่งมั่นที่จะขัดขวางเจ้าภาพให้ได้โดยบีบช่องว่างระหว่างแผงหลังให้แคบเข้า และแผน 4-1-4-1 ทำให้ฝรั่งเศสได้แต่ยิงไกลกับเปิดโหม่ง ซึ่งไม่มีจังหวะไหนที่สร้างปัญหาให้กับ ซาลี่ เบริชา ผู้รักษาประตูได้เลย

19 นาทีแรกฝรั่งเศสครองบอลถึง 65%

และในครึ่งชั่วโมงแรกรูปเกมก็เป็นไปอย่างชัดเจนเหมือนกับทีมอื่นๆที่เจอมาก่อนหน้าทั้งสเปน, เยอรมัน,​ อังกฤษ, โปแลนด์ และโปรตุเกส ที่มีโอกาสครองบอลมากมายแต่ทำอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันนัก

ผ่านไปครึ่งชั่วโมงยังเจาะไม่เข้า

นั่นทำให้แอลเบเนียมั่นใจและกล้าเล่นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยผ่านบอลกันอย่างอดทนและรอคอยโอกาส ซึ่ง เอลซาอิด ไฮซาจ แบ็คขวาที่ตกเป็นข่าวกับอาร์เซนอลก็เกือบทำให้ อาร์มันโด้ ซาดิคู หัวหอกเดี่ยวได้มีโอกาสลุ้นประตู

และก่อนจบครึ่งแรกแอลเบเนียก็ได้โอกาสอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีฝ่ายไหนแม่นยำพอ โดยเกมดำเนินไปอย่างนั้นจนถึงช่วงเวลาบีบหัวใจท้ายเกม

จบครึ่งแรกไม่มีสกอร์

กลับมาใช้แผน เอ อีกครั้ง

แล้วช่วงพักครึ่งเดส์ชองส์ก็ทำการเปลี่ยนแผน โดยให้ป๊อกบาลงมาแทนมาร์กซิยาล แล้วปรับ  4-2-3-1 มาเป็น 4-3-3 ให้ปาเย่ต์มาอยู่ทางซ้าย ขณะที่ แบลสต์ มาตุยดี้ ปล่อยให้ก็องเต้รับผิดชอบเกมรับไปเต็มๆ

ทำให้ช่วง 15 นาทีแรกของครึ่งหลังทัพตราไก่มีโอกาสยิง 5 ครั้ง ส่วนแอลเบเนีย 2 อย่างไรก็ตามไม่มีฝ่ายไหนที่ตรงกรอบ ขณะที่ บาการี่ ซาญ่า เกือบทำเข้าประตูตัวเอง

นาทีที่ 45'-60' ฝรั่งเศสครองเกมเหนือกว่าแต่ยังคลำเป้าไม่เจอ

ส่วนชิรูด์ก็ทำได้ใกล้เคียงขึ้นด้วยการโหม่งไปชนเสา และหลังจากที่เดส์ชองส์ส่งกรีซมันน์ไปแทนโคม็อง ก็ทำให้ฝรั่งเศสกลับไปใช้ผู้เล่นและระบบการเล่นในนัดแรกเมื่อวันศุกร์อีกครั้ง

แล้วพลพรรคเลส์ เบลอส์ ก็กดดันได้หนักขึ้น ซึ่งหลังจากผ่านครึ่งทางของครึ่งหลัง พวกเขาก็เปลี่ยนบอลจากรับเป็นรุกได้มากกว่าครึ่งแรกทั้งครึ่งรวมกันรวมกันเสียอีก เพราะพวกเขาบีบให้แอลเบเนียเล่นพลาดกันมากขึ้น

ฝรั่งเศสแย่งบอลกลับมาได้เป็นสองเท่าของครึ่งแรก

แต่จนแล้วจนรอดประตูก็ยังไม่มาเสียที ซึ่งคนที่ใช้โอกาสเปลืองที่สุดคือชิรูด์ที่มีโอกาสทั้งหมด 5 ครั้งจากการโหม่ง แต่ก็ไม่ตรงกรอบ (ถ้าชนเสาแล้วเด้งออกมาถือว่าไม่ตรงกรอบ) แล้วก็ถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 77 โดยส่ง อังเดร-ปิแอร์ ชีญัก ลงมาแทน

อย่างไรก็ตามก็ยังไม่ใช่ชีญักที่เป็นคนปลดล็อค หากแต่เป็นตัวสำรองอีกคนอย่างกรีซมันน์ เมื่อสตาร์จากแอตฯมาดริดโหม่งเช็ดลูกเปิดของ อาดิล รามี่ ในช่วงไม่กี่วินาทีสุดท้ายก่อนครบ 90 นาที ซึ่งมันเป็นโอกาสหนที่ 21 ของทีมตราไก่ แต่เป็นครั้งแรกที่เข้ากรอบ

นั่นทำให้แอลเบเนียเปิดเกมรุกมากขึ้น แล้วก็อย่างที่คาด มันทำให้ฝรั่งเศสมาได้ประตูเพิ่มในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากเกมสวนกลับ จากการเปิดบอลระยะ 70 หลาของป๊อกบาให้กับปาเย่ต์ ก่อนที่จอมทัพเวสต์แฮมจะเลี้ยงตัดเข้าในแล้วยิงผ่านมือเบริชาเข้าไปอย่างเฉียบขาด

โอกาสยิง: แอลเบเนีย 8, ฝรั่งเศส 22

คิดบวก

ดังนั้นเดส์ชองส์คือผู้จัดการทีมที่สามารถรับมือได้กับทุกสถานการณ์หรือเป็นแค่คนที่โชคดีกันแน่ที่พาทีมชาติกรุยทางสู่รอบน็อคเอ้าท์? 

Stats Zone

FREE on iOS and Android

ซึ่งบางคนกล่าวว่าการตัดสินใจของเดส์ชองส์ที่ดร็อปกรีซมันน์และป๊อกบาแสดงให้เห็นว่าเขามีความฉลาดในการบริหารจัดการคนมากกว่าจะเป็นคนคิดหยุมหยิม ถึงแม้ว่าความผิดพลาดทางแทคติกจะถูกนำมาพูดถึงอีกในนัดหน้าหากอะไรๆไม่เป็นใจอีก อย่างน้อยเขาก็ใจใหญ่พอที่จะเปลี่ยนอะไรที่มันไม่เวิร์ค

โดยปัญหาใหญ่ก็คือการจบสกอร์ ซึ่งก็เหมือนทีมเต็งทีมอื่นที่ได้ครองบอลมากมายแต่ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นประตูได้ และพวกเขาก็จะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่หินกว่าเดิมในอนาคต

ยูโร 2016 ยังเป็นทัวร์นาเม้นต์สำหรับกองกลางตัวสร้างสรรค์เกมและปราการหลังสุดแกร่งต่อไป ทำให้มีการสร้างเพลย์สวยๆแต่ยังหาการจบสกอร์ที่มีประสิทธิภาพไม่ได้ ซึ่งคุณคงรู้สึกว่าจะมีทีมไหนบ้างที่มีศูนย์หน้าที่พึ่งพาได้อยู่ในทัวร์นาเม้นต์นี้