ตรวจร่างกายนั้นสำคัญไฉน? ทำไมนักเตะบางคนจึงชวดย้ายเพราะเหตุนี้

นักเตะส่วนใหญ่มักจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่บางคนอย่าง เนเว่น ซูโบติช อดย้ายไปมิดเดิ้ลสโบรช์ด้วยเหตุผลนี้ และ FFT จะมาหาเหตุผลว่าทำไม

ถ้าคุณคิดว่าการตรวจร่างกายถือเป็นกระบวนการสุดท้ายแล้ว? ลองคิดดูใหม่ อย่างที่เราเห็นในซัมเมอร์นี้ว่าการย้ายทีมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากไม่ผ่านการเช็คสภาพก่อน

และเพื่อทำความเข้าใจกับมันมากขึ้น ทีมงานโฟร์โฟร์ทูจึงได้สอบถาม เดฟ เฟฟเร่ หัวหน้าทีมแพทย์ของแบล็คเบิร์น ที่เคยทำงานให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และรักบี้ลีกสหราชอาณาจักรมาก่อน อีกทั้งยังเป็นสมาชิกสมาคมแพทย์ลูกหนังอีกด้วย

เดฟ เฟฟเร่, แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส

"ผมอยากเปรียบเทียบกับมันเหมือนที่คุณออกไปซื้อรถมือสอง คุณได้ถือความเสี่ยงและเมื่อมองจากภายนอกมันก็ดูโอเค หรือถ้าคุณฉลาดพอคุณก็จะทำการลงทุนหลังจากมีการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว และเมื่อคุณมองไปที่จำนวนเงินที่คุณจ่ายไปเพื่อซื้อนักเตะมันก็ถือเป็นผลประโยชน์ของสโมสรเพียวๆ ที่จะต้องทำให้แน่ใจว่าได้คนที่พร้อมจะร่วมงานด้วยมา"

"อย่างไรก็ตามนักฟุตบอลแต่ละคนก็มีความแตกต่าง เช่นเดียวกับการตรวจร่างกายของนักฟุตบอลที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของสโมสร, การบรีฟจากผู้จัดการทีม,​ อายุ, ตำแหน่ง, ประวัติทางการแพทย์และอาการบาดเจ็บของนักเตะ ซึ่งมันก็มีการเปลี่ยนไปทุกครั้ง"

นักเตะที่อดย้ายเพราะตรวจร่างกายไม่ผ่าน

  • เดมบ้า บา: หัวหอกชาวเซเนกัลชวดย้ายไปสโต๊คเมื่อเดือนมกราคม 2011 (ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก) ก่อนจะย้ายไปเวสต์แฮมด้วยค่าตัวไม่เปิดเผยขึ้นอยู่กับการลงสนาม
  • เลรอย เฟอร์: แข้งชาวดัตช์ของสวอนซีเกือบจะได้ย้ายไปเอฟเวอร์ตันเมื่อเดือนมกราคม 2013 ก่อนจะตรวจพบว่ามีอาการบาดเจ็บหัวเข่าขั้นร้ายแรงอยู่
  • รุด ฟาน นิสเตลรอย: ศูนย์หน้าจอมถล่มประตูต้องรอโอกาสหนที่ 2 กว่าจะได้ซบแมนฯยูฯ หลังจากที่เจ็บเอ็นหัวเข่าในปี 2001
  • จอร์จ บอยด์: ปีกของฮัลล์หวิดซบน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ แต่การวัดสายตาที่ไม่ได้ข้อสรุป ทำให้เขาอดย้ายแบบงงๆ
  • จอห์น ฮาร์ทสัน: เรนเจอร์สเกือบได้ตัวแข้งเวลช์รายนี้เมื่อปี 2000 แต่เจ้าตัวตรวจร่างกายไม่ผ่านเลยซบเซลติกแทน

"มันไม่มีมาตรฐานตายตัว ทุกสโมสรก็มีแนวทางเป็นของตัวเอง ปกติแล้วนักเตะที่ย้ายเข้ามาสโมสรของเราจะเข้ารับการตรวจร่างกายสองวัน ต่อให้จะมาในช่วงเดดไลน์ตลาดซื้อขายนักเตะก็ตาม โดยทั้งนักกายภาพ, แพทย์สโมสร และทีมฟิตเนสจะต้องให้ข้อมูลแก่ผู้จัดการทีมและผู้บริหารให้มากที่สุดเพื่อให้พวกเขาสามารถตัดสินใจขั้นสุดท้ายได้"

เช็คละเอียด

มีหลายองค์ประกอบด้วยกันที่อยู่ในการตรวจร่างกายส่วนใหญ่ ซึ่งการตรวจสุขภาพโดยวัดอัตราการเต้นของหัวใจก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะนับตั้งแต่ ฟาบริซ มูอัมบ้า มีอาการเป็นโรคหัวใจ หลายสโมสรก็หันมาเช็คความผิดปกติของหัวใจกันมากขึ้น ซึ่งนักเตะที่มีอายุตั้งแต่ 24 ปีจะต้องมีการตรวจเช็คประจำปีเพื่อป้องกันไม่ให้มีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ  

"ช่วงเวลาในการย้ายทีมก็มีอิทธิพลเข้ามาด้วยเช่นกัน สำหรับในช่วงตลาดนักเตะเดือนมกราคมนั้น คุณมักจะมองหานักเตะที่เข้ามาแล้วใช้ได้เลย มันจึงเป็นเรื่องยากที่สโมสรจะเซ็นสัญญากับคนที่มีอาการบาดเจ็บอยู่ในตอนนั้นเข้ามาสู่ทีม ถึงแม้ว่าอาร์เซนอลจะเลือกทำอย่างนั้นตอนที่ยืม คิม คัลล์สตรอม มาก็ตาม แต่มันก็เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก อย่างไรก็ตามมันก็อาจมีข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับดีลนี้ที่คนภายนอกไม่รับรู้ก็เป็นได้"

"แต่ปกติแล้วพวกเขาจะเซ็นสัญญากับคนที่ลงเล่นต่อเนื่อง แล้วจากนั้นคุณต้องก็จัดหาข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงระดับความฟิตของคนๆนั้น โดยทางสโมสรจะใช้การเช็คความฟิตของตัวเองในเรื่องนี้ตั้งแต่เปอร์เซ็นต์ของไขมันในร่างกายไปจนถึงการวัดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ออกซิเจนเพื่อดูว่าตอนนี้พวกเขาฟิตแค่ไหน"

"ขณะที่บางสโมสรก็ได้มีการตรวจสอบวิสัยในการมองเห็น, การได้ยิน และการตรวจสุขภาพฟันระหว่างการตรวจร่างกายด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นตอนที่ผมอยู่ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราได้ทำงานร่วมกับศาสตราจารย์ เกล สตีเฟนสัน (นักทัศนวิทยาที่มหาวิทบาลัยลิเวอร์พูล) เพื่อดูในหลายๆแง่มุมทั้งในด้านกีฬา, การออกกำลังกาย และวิสัยการมองเห็น"

"นอกจากนี้เรายังส่งนักเตะไปหาทันตแพทย์เพื่อตรวจสอบและป้องกันปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งฤดูกาล รวมถึงผลข้างเคียงทางชีวกลศาสตร์อีกด้วย"

ประเมินความเสี่ยง

"การเคลื่อนที่ของกระดูก ไม่ว่าจะเป็นข้อต่อ, กล้ามเนื้อที่ใช้ตรวจการทํางานของไขสันหลังและรากประสาท, ความฟิต และจุดด้อยอื่นๆ จะต้องถูกประเมิน ซึ่งผมมักจะตรวจสอบดูตรงส่วนของกระดูกเชิงกรานเป็นพิเศษ เพราะมันสำคัญต่อความคล่องตัวของร่างกายส่วนบนและส่วนล่าง, ความแข็งแรงของร่างกาย รวมถึงการป้องกันอาการบาดเจ็บ ซึ่งตำแหน่งการเล่นของนักเตะก็มีผลด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นผู้รักษาประตูก็จะต้องมีการเช็คไหล่, ข้อศอก, ข้อมือ และแน่นอน มือ ถ้าตรงไหนที่จำเป็นต้องตรวจเพิ่ม เราก็จะทำการสแกนเพื่อตรวจสอบเพิ่ม"

การตรวจร่างกายของเรอัล มาดริด กลายเป็นที่สนใจในปัจจุบัน

"ไม่ใช่แค่นักเตะที่เราเซ็นสัญญามาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักเตะอะคาเดมี่ที่ขึ้นมายังทีมชุดใหญ่และนักเตะที่ยืมตัวมาเช่นกัน ซึ่งเราสามารถทำได้หลายทางสำหรับนักเตะและสโมสร"

"นักเตะที่ยืมตัวมาบางคนจะได้ย้ายเข้ามาอยู่ถาวร ทำให้สโมสรต้องดูแลเป็นพิเศษเพื่อใช้เป็นกำลังสำคัญ ดังนั้นการเช็คนักเตะที่ยืมตัวมาแบบละเอียดยิบไม่ใช่แค่เป็นการทำให้แน่ใจว่าจะได้นักเตะที่ฟิตเต็มร้อยเท่านั้น หากแต่ยังสร้างความประทับใจให้กับตัวนักเตะได้อีกด้วยว่าพวกเขาได้รับการดูแลอย่างดี"

"แต่ก็มีเคสที่ตรวจร่างกายไม่ผ่านด้วยเช่นกันจากเหตุผลหลายประการ บางครั้งเราก็ดูผลการประเมินแล้วไม่แน่ใจว่าเขาจะกรำศึก 40 นัดต่อฤดูกาลใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ได้หรือไม่ เราไม่ต้องการจะเสี่ยงกับเขา"

"อย่างไรก็ตามมันก็ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะเรายังคงทำงานร่วมกับนักเตะและตัวแทนของเขาเพื่อหาทางช่วย แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความต้องการของสโมสร, ความแข็งแกร่งของขุมกำลังในทีม, ช่วงเวลาที่นักเตะจะต้องฟิตเต็มร้อยหรือไม่ก็ต้องสลัดอาการบาดเจ็บได้จะเป็นตัวชี้ขาดอยู่ดี ดังนั้นถ้าหากพวกเขาตรวจร่างกายไม่ผ่านกับสโมสรนี้ ก็อาจจะตรวจร่างกายผ่านกับอีกสโมสรก็เป็นได้"

การทดสอบ

การตรวจร่างกายนั้นมีกระบวนการขั้นตอนดังนี้...

บททดสอบที่ 1: เช็คหัวใจและสุขภาพ
ในฝ่ายการแพทย์ของสโมสรจะมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่จะแสดงผลออกมาทางจอภาพ และยังมีแบบสอบถามเกี่ยวกับประวัติ ซึ่งอาจจะรวมการตรวจเลือกและเช็คสภาพความฟิต เช่นเดียวกับการทดสอบยูรีนหาโปรตีนและคีโทนเพื่อดูปัญหาทางสุขภาพอย่างโรคเบาหวานด้วย

บททดสอบที่ 2:  ความมั่นคงของกระดูกและกล้ามเนื้อ
ทีมกายภาพจะมองลึกลงไปที่จุดที่น่าจะเป็นจุดอ่อนอย่างเอวช่วงล่าง (หลัง) และบริเวณกระดูกเชิงกราน ซึ่งเป็นบริเวณที่ทำให้เกิดปัญหาตรงแฮมสตริงและกล้ามเนื้อที่ดึงเข้าสู่แกนร่างกาย นอกจากนี้ยังอาจตรวจสอบระบบร่างกายเพิ่มเติมหรือความตึงของกล้ามเนื้อ ขณะที่กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยใช้การนั่งยองๆ, กระโดดขาเดียว และการวิ่งพุ่งไปข้างหน้า

บททดสอบที่ 3: การตรวจสอบโดยทำให้กล้ามเนื้อทำงานอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งการทดสอบแบบนี้จะโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว (อย่างตรงกล้ามเนื้อหน้าขาและแฮมสตริง) เพื่อให้นักกายภาพสามารถหาอัตราเปรียบเทียบระหว่างกล้ามเนื้อทั้งสองกลุ่มเวลาทำงานร่วมกันได้ อีกทั้งยังทำให้เห็นถึงจุดอ่อนที่อาจจะรักษาได้ก่อนที่จะเกิดอาการบาดเจ็บรวมถึงสามารถพัฒนากล้ามเนื้อตรงจุดนั้นหลังจากบาดเจ็บได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการยืดหรืองอหัวเข่าอาจนำมาใช้เพื่อเช็คการเคลื่อนไหวของนักเตะ

บททดสอบที่ 4: การสแกนลึก 
หากต้องการประวัติอาการบาดเจ็บ ทีมแพทย์จะมีโรงพยาบาลเพื่อสแตนด์บายสำหรับการเอ็กซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือไม่ก็อุลตร้าซาวด์ ซึ่งการสแกนนั้นสามารถใช้ประเมินกล้ามเนื้อส่วนใหญ่และกระดูกข้อต่อได้

บททดสอบที่ 5: ดัชนีไขมันในร่างกาย
หลายสโมสรอาจใช้เทคโนโลยีการวัดองค์ประกอบร่างกายด้วยความต้านทานทางไฟฟ้า ซึ่งไขมันในร่างกายจะส่งสัญญาณทางไฟฟ้าผ่านทางร่างกายเพื่อวัดเนื้อเยื่อเนื้อแดงและไขมัน ซึ่งนักเตะอาชีพส่วนใหญ่ถูกคาดว่าจะมีไขมันอยู่ในร่างกาย 10% นอกจากนี้เครื่องวัดไขมันยังสามารถใช้ได้หลายกรณีกับนักเตะคนนั้นๆเพื่อความเที่ยงตรงด้วย

บททดสอบที่ 6: ทดสอบสปรินต์วัดงาน
การทดสอบนี้มีไว้เพื่อวัดสปีดของนักเตะในระยะทางที่กำหนด ซึ่งนักเตะเอาท์ฟิลด์ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ จะต้องวิ่งในระยะ 20 เมตรในเวลาไม่ถึง 3 วินาที

ขอขอบคุณสมาคมแพทย์ฟุตบอลของอังกฤษที่เป็นองค์กรในด้านวิทยาศาสตร์, การแพทย์ และการออกกำลังกายของลีกระดับอาชีพในสหราชอาณาจักร ที่ให้ความช่วยเหลือในบทความนี้ด้วย