ตูเร่ต้นเหตุเรือรั่ว: 5 สิ่งที่เห็นจากเกมราชันจมเรือใบ

ธอร์เร่ โฮกสตัด คอลัมนิสต์ของเราได้อยู่ที่เบร์นาเบวเพื่อวิเคราะห์เกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศโดยใช้ Stats Zone…

เป็นที่แน่นอนว่าเวลาพูดถึงแทคติกของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีไร มักจะเป็นเรื่องเดิมๆ โดยตลอดทั้งซีซั่น ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางอันเปราะบางของพวกเขาก็ต้องถูกขุดขึ้นมาใหม่ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อรักษาตำแหน่งท็อป 4 และมีสถิติชนะเพียง 4 จาก 15 นัดหลังสุดที่ออกไปเล่นเป็นทีมเยือน

ซึ่งความผิดพลาดที่คุ้นเคยดังกล่าวก็ได้แสดงให้เห็นอีกครั้งที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว เมื่อคืนวันพุธ เมื่อเรอัล มาดริด เข้ารอบชิงชนะเลิศไปได้ทั้งๆที่ฟอร์มไม่ได้โดดเด่นเท่าไหร่เลย

1. ตูเร่ปล่อยให้โครสเล่นง่าย

หนึ่งในประเด็นที่เป็นที่พุดถึงก่อนเกมก็คือว่ามาดริดจะคิดถึงคาเซมิโร่หรือไม่ เมื่อมิดฟิลด์ตัวตัดเกมรายนี้มีบทบาทสำคัญต่อทีมตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา แต่ก็อย่างที่เห็นว่าอาการบาดเจ็บของเขากลับกลายเป็นเรื่องดี เมื่อซิตี้แทบจะไม่สามารถคุกคามกองกลางกับกองหลังเจ้าถิ่น อีกทั้งยังหยุดตัวแทนของกองกลางชาวบราซิเลียนอย่าง โทนี่ โครส เพลย์เมคเกอร์ซึ่งครองบอลได้เนียนกว่าคาเซมิโร่เยอะแทบไม่ได้เลย

แต่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็น 4-2-3-1 อย่างรวดเร็ว เมื่อทั้งแฟร์นันโดและแฟร์นันดินโญ่ต้องรับภาระหนักในการป้องกันแนวรับ ขณะที่ตูเร่ได้แต่จ็อกกิ้งเบาๆ

นั่นทำให้โครสฉลาดพอที่จะขยับขึ้นไปข้างหน้าแทนที่จะยืนต่ำลงมา ซึ่งก็ได้สร้างความได้เปรียบอย่างมากในบริเวณพื้นที่สำคัญ เมื่อระบบ 4-3-3 ของ ซีเนดีน ซีดาน มีมิดฟิลด์ตัวเชื่อมเกมมากกว่า

จนทำให้ในบางครั้งแฟร์นันโดต้องทิ้งพื้นที่ของตัวเองเพื่อไปปิดโครส ถึงแม้ว่าตูเร่จะยืนใกล้กว่าเยอะก็ตามที ซึ่งทำให้บอลไปอยู่ที่บริเวณที่กองกลางชาวบราซิเลียนทิ้งไว้ให้ จนกระทั่งตูเร่ถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 61 ถึงเข้าที่เข้าทางขึ้น โดยโครสคือนักเตะที่ผ่านบอลมากที่สุด (จ่ายบอลสำเร็จ 79 จาก 84 ครั้ง) และเป็นคนจ่ายบอลสำเร็จในพื้นที่สุดท้ามากที่สุดเป็นอันดับ 2 (15/16)

ถึงจะมีลูกจ่ายคืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟอยู่ด้วย แต่ก็มีการสร้างสรรค์เกมให้กับบรรดาตัวรุกของมาดริดด้วยเช่นกัน ซึ่งเพื่อนร่วมทีมที่เขาจ่าให้มากที่สุดคือ แกเร็ธ เบล (16 ครั้ง), ลูก้า โมดริช (16 ครั้ง) และอิสโก้ (13 ครั้ง) โดยการจ่ายบอล 42 ครั้งเป็นการจ่ายขึ้นหน้า มีเพียง 13 ครั้งเท่านั้นที่จ่ายคืนหลัง

2. โมดริชกับอิสโก้ถ่างไปเล่นด้านข้าง

นอกจากเรื่องแดนกลางของแมนฯซิตี้แล้วก็ยังมีเรื่องอื่นให้พูดถึงเช่นเดียวกัน โดยในระบบ 4-3-3 นั้นอิสโก้กับโมดริชถูกถ่างออกไป เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เล่นทางกราบและทำให้ซิตี้เสียทรงบอลเมื่อตูเร่แทบจะไม่เพรสซิ่งอยู่แล้ว จนแฟร์นันดินโญ่ต้องขยับขึ้นมาปิดเกมจนเกิดช่องโหว่ขึ้นมา

ในนาทีที่ 26 อิสโก้เลี้ยงผ่านแฟร์นันโดครั้งแรก จากนั้นเจ้าตัวก็พาบอลหนีแฟร์นันดินโญ่จนมีช่อว่างจ่ายให้เฆเซ่ที่ยืนอยู่ด้านหลังแนวรับ จากนั้นแฟร์นันดินโญ่ก็วิ่งตามประกบ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ขณะที่เจ้าตัววิ่งลงต่ำมาทาง ดานี่ คาร์บาฆาล ทำให้มีพื้นที่ด้านหลังเขา และเมื่อคาร์บาฆาลจ่ายให้โมดริช มิดเฟิลด์โครแอตก็มีเวลาและพื้นที่ๆจะไหลบอลให้กับมาร์เซโล่ (ที่เปิดบอลไปไม่เจอใคร)

และตัวอย่างก็ยังมีมาให้เห็นอีกเรื่อยๆ โดยนาทีที่ 7 ของครึ่งหลัง โมดริชก็ได้ครองบอลใกล้กับเปเป้ และเป็นแฟร์นันดินโญ่ที่ขึ้นมาประกบอีกครั้ง ทำให้บอลถูกถ่ายออกข้างไปยังคาร์บาฆาลแล้วโมดริชก็วิ่งขึ้นหน้าผ่านแฟร์นันดินโญ่ ก่อนที่คาร์บาฆาลจะออกบอลให้กับเบลที่จ่ายให้โมดริชภายหลัง และขณะที่แฟร์นันดินโญ่หลุดจากตำแหน่ง ตูเร่ก็ยังยืนอยู่ตรงวงกลมกลางสนามอยู่ ทำให้โมดริชมีอิสระที่จะพาบอลจี้แฟร์นันโดและกองหลังที่กำลังวิ่งตามลงมา

ซึ่งจังหวะบุกดังกล่าวจบลงที่เบลครอสให้โมดริชที่ทิ้งโอกาสทองในการดวลเดี่ยวกับ โจ ฮาร์ท

3. คาร์บาฆาลวิ่งตบหลังเดอ บรอยน์

นอกจากนี้การเคลื่อนที่ของอิสโก้กับโมดริชก็ยังมีผลต่อพื้นที่อื่นของสนามด้วย โดยในนาทีที่ 19 โมดริชได้ขยับออกไปด้านกว้างและเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ที่เข้ามาประกบ ทำให้คาร์บาฆาลวิ่งขึ้นมาทาง กาแอล กลิชี่ ก่อนจะจ่ายให้เบลยิงแฉลบแฟร์นันโดเข้าประตูไป

โดยก่อนหน้านั้นซิตี้ก็ได้โดนเตือนก่อนแล้ว ซึ่งเมื่อ 6 นาทีก่อนหน้าการเคลื่อนที่แทบจะถอดมาแบบเดียวกัน เมื่อคาร์บาฆาลวิ่งมาด้านนอกของเดอ บรอยน์ และเป็นเฆเซ่ที่วิ่งมาด้านหลังกลิชี่ ซึ่งตัวประกบเฆเซ่ก็เป็นคนเดียวที่ตามประกบเบล แต่คาร์บาฆาลเลือกที่จะครอสเข้าไปในตอนนั้น ทำให้โรนัลโด้โหม่งหลุดกรอบไป

ซึ่งคาร์บาฆาลยังหาพื้นที่ว่างได้ต่อเนื่อง อย่างตอนนาทีที่ 10 ของครึ่งหลัง เขาก็เป็นคนเปิดให้โรนัลโด้ได้โหม่งอีกครั้งไปตรงตัวฮาร์ท นอกจากนี้แบ็คขวาเลือดกระทิงยังผ่านบอลให้เฆเซ่ได้ส่องอีกรอบด้วย

สิ่งเหล่านี้คือโอกาสที่มีมาเรื่อยๆของทางฝั่ง “ราชันชุดขาว” ที่มีมาจากปัญหาด้านโครงสร้างของ “เรือใบสีฟ้า” ซึ่งน่าแปลกใจที่ มานูเอล เปเยกรินี่ เผยว่าตัวเขาเองไม่รู้สึกเสียใจกับแทคติกที่วางไว้แต่อย่างใด “เราทำได้ดีตลอด 90 นาที” เขากล่าว “นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมมาดริดถึงไม่สามารถสร้างโอกาสได้มากนัก”

4. ซิตี้ขาดเพลย์เมคเกอร์

สำหรับในส่วนของซิตี้เอง พวกเขาไม่ได้ทำให้มาดริดต้องคิดถึงคาเซมิโร่แต่อย่างใด เพราะพลพรรค “เรือใบสีฟ้า” แทบไม่ได้บีบให้โครสต้องทำงานในเกมรับเลย ขณะเดียวกันทรงบอลและนักเตะบางคนต่างหากที่พวกเขาขาดหายไป

โดยระบบ 4-1-4-1 นั้นไม่มีกองกลางตัวรุกและบ่อยครั้งตูเร่ก็ถอยลงต่ำ ทำให้ซิตี้มี เซร์คิโอ อเกวโร่ คนเดียวทีี่ยืนชนกับเซ็นเตอร์แบ็ค ขณะที่เด บรอยน์ กับ เฆซุส นาบาส อยู่ริมเส้น

นั่นทำให้ซิตี้ไม่มีไอเดียในการเข้าทำมากไปกว่าลูกเปิดของนาบาสและการโยนไปข้างหน้าอย่างไร้ความหวังให้อเกวโร่ แต่หลายสิ่งก็เปลี่ยนไปก่อนหมดครึ่งแรกเมื่อเดอ บรอยน์ เริ่มหุบเข้ามาข้างในมากขึ้น

ในนาทีที่ 44 สตาร์ชาวเบลเจี้ยนก็มีพื้นที่เหลือเฟือที่จะจ่ายให้กับแฟร์นันดินโญ่ได้ยิงหลุดกรอบไปนิดเดียว ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ได้ลุันเลยทีเดียว แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่ายังน่าผิดหวังอยู่ดี และเปเยกรินี่เองก็เสียใจที่ไม่มี ดาบิด ซิลบา กับ ซามีร์ นาสรี่ ในเกมนี้ “เราไม่มีนักเตะที่สร้างสรรค์เกมเพื่อสร้างความแตกต่าง” เขากล่าว

5. มาดริดแผ่วปลายท้ายเกม

โดยก่อนที่ลูกทีมของเปเยกรินี่จะมีฮึดในช่วงท้ายเกมนั้น เบลได้โหม่งลูกเตะมุมของโครสไปชนคาน

นั่นทำให้พวกเขายังพอมีความหวัง เมื่อก่อนหน้านี้ไม่นาน ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ถูกส่งลงมาแทนตูเร่ และ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ลงมาแทนนาบาส ซึ่งซิตี้ได้ปรับหมากมาเป็น 4-4-2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 15 นาทีสุดท้ายที่มาดริดรับลึกอย่างน่าประหลาดใจจนดูเหมือนกับเชื้อเชิญให้ทำเกมบุกเข้าใส่

แต่ซิตี้ก็ไม่ได้ทำอันตรายใดๆนอกเหนือไปจากฟรีคิกของเดอ บรอยน์ ที่เข้าข้างตาข่าย และลูกยิงระยะ 25 หลาของอเกวโร่ที่เหินข้ามคาน ซึ่งทั้งเกมซิตี้ยิงตรงกรอบเพียงหนเดียวจากจังหวะที่เดอ บรอยน์ วอลเล่ย์ไปเข้ามือของ เคย์เลอร์ นาบาส

ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องน่าผิดหวัง และยิงตอกย้ำว่าซิตี้ขาดการสร้างสรรค์เกมอย่างยิ่ง ทั้งที่เจ้าถิ่นเองก็ไม่ได้เล่นดีนัก แต่พวกเขาก็ยังดีไม่พออีก

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android