UCL รีวิว: เมื่อชื่อเสียงไม่สะท้อนความสำเร็จ

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คือศึกลูกหนังที่ได้รับความนิยมจากแฟนบอลทั่วโลกมากสุดอย่างไม่ต้องสงสัย ...หากแต่หลายๆ ปีที่ผ่านมา ผลงานในเวทียุโรปของพวกเขากลับไม่สอดคล้องเท่าไหร่กับชื่อเสียงที่มี

สิ้นเสียงนกหวีดกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่มนัดแรก โดยหนึ่งในประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงหลังการแข่งขันจบลงก็คือผลงานของบรรดาทีมเมืองผู้ดีที่ต้องพบกับความน่าผิดหวังอีกเช่นเคย เมื่อ 3 จาก 4 ทีมตัวแทนของประเทศต้องพบกับความพ่ายแพ้ และมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เก็บชัยชนะได้สำเร็จ 

“เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มฮ็อตสุดๆ หลังผ่านพรีเมียร์ 5 นัดชนะรวดทุกนัดลงเล่นในรังเหย้า เอติฮัต สเตเดี้ยม พบกับ “ม้าลาย” ยูเวนตุส ที่ฟอร์มในลีกนั้นตรงข้ามโดยสิ้นเชิงเมื่อเอาชนะใครไม่ได้เลยแม้แต่นัดเดียวในศึกกัลโช เซเรีย 3 เกมแรก จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายๆ คนต่างยกให้ “เดอะ ซิติเซน” เป็นฝ่ายเหนือกว่า โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเป็นทีมที่ใช้เงินช็อปนักเตะในตลาดรอบที่ผ่านมาสูงสุดในทวีปด้วยแล้ว การเก็บน้อยกว่า 3 แต้มคือความล้มเหลวที่ไม่น่าให้อภัย

แต่ก็เหมือนจะเป็นอาถรรพ์ถ้วยบิ๊กเอียร์ เมื่อลูกทีมของ มานูเอล เปเยกรินี ที่แม้จะเป็นฝ่ายครองบอล มีโอกาสจบสกอร์และยิงตรงกรอบเหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจนกลับต้องพบกับความปราชัยจากโอกาสยิงตรงกรอบ 3 ครั้งเป็น 2 ประตูของคู่แข่ง ซึ่งต้องชื่นชม มาริโอ มานด์ซูคิช และ อัลบาโร โมราต้า ที่ยังพิสูจน์ตัวเองเป็นกองหน้าระดับท็อป ขณะที่ จานลุยจิ บุฟฟอน ก็ยังใช้ประสบการณ์เซฟช่วยชีวิตในหลายจังหวะสำคัญ

“ผมไม่คิดว่ามันจำเป็นหรอกนะที่เราจะต้องมากังวลมากมายในเวลานี้ ปีก่อนๆ เราก็แพ้ในนัดแรกเหมือนกันแต่สุดท้ายก็ผ่านเข้ารอบต่อไปได้ มันเพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง” ...เปเยกรินีดูจะไม่กังวลเท่าไหร่กับการปราชัยในเกมนี้ แต่ย้อนกลับไป 2 ปีหลังสุดเขาก็พาทีมไปได้ไกลสุดแค่รอบ 16 ทีมเท่านั้น และหากว่ากุนซือชาวชิลีวางเป้าหมายในปีนี้ไว้แค่รอบเดิมก็ต้องบอกเลยว่าโอกาสกระเด็นออกจากตำแหน่งเฮดโค้ชก็มีไม่น้อย

ด้วยชื่อชั้นและความเขี้ยวของ ยูเวนตุส การที่เรือใบสีฟ้าต้องพบกับความผิดหวังอาจไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่ แต่เมื่อประกอบกับผลงานของ แมนฯ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล มันก็หลีกเลี่ยงคำถามสำคัญไม่ได้ว่าหรือปีนี้จะเป็นอีกหนึ่งปีอันน่าผิดหวังของวงการฟุตบอลอังกฤษ

“ปีศาจแดง” ของหลุยส์ ฟาน กัล เปิดหัวการคืนเวทีแชมเปี้ยนส์ลีกด้วยการบุกไปเยือนต้นสังกัดเก่าของ เมมฟิส เดปาย อย่างพีเอสวี ไอน์โฮเฟน และทีแรกนั้นดูจะเป็นค่ำคืนอันยอดเยี่ยมสำหรับสาวกทัพผีแล้วเมื่อ เดปาย ยิงประตูอันงดงามให้ทีมขึ้นนำเร็ว แต่แล้วจุดเปลี่ยนของเกมก็เกิดขึ้นเมื่อแบ็คซ้ายตัวเก่งอย่าง ลุค ชอว์ โดนสกัดเข้าหนักและดวงแตกขาหักสยองจนต้องรีบส่งตัวเข้ารับการผ่าตัดทันที จากนั้นเกมที่เหนือกว่าก็กลายเป็นอีกหน้าเมื่อทีมรองบ่อนมาได้ประตูตีเสมอก่อนจะมายิงประตูชัยอีกลูกในช่วงครึ่งหลังส่ง แมนฯ ยูไนเต็ด กลับเกาะด้วยความผิดหวังและความหงุดหงิดใจ

ขณะที่ทางฝั่ง “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ที่เพิ่งจะโชว์ฟอร์มหรูในพรีเมียร์ลีกมาด้วยการเปิดบ้านต้อน สโต๊ค ซิตี้ ชนิดไม่ได้ลืมหูลืมตาและเอาชนะไปได้ 2 ประตูต่อ 0 ลงเล่นเกมนี้ด้วยความมั่นใจเต็มที่ เพราะการบุกมาเยือน ดินาโม ซาเกร็บ ที่นับว่าเป็นทีมชั้นรองสุดในกลุ่มน่าจะเป็นง่ายและคงคว้าสามคะแนนกลับบ้านได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีทั้ง อเล็กซิส ซานเชซ, เมซุต โอซิล, ซานติ กาซอร์ลา และ ธีโอ วัลคอตต์ ที่ฟอร์มกำลังเข้าฝักสุดๆ แต่สิ้นเสียงนกหวีด “เดอะ กุนเนอร์ส” ก็กลายเป็นอีกหนึ่งทีมที่กลับบ้านมือเปล่า

ทำให้ในนัดแรกมีเพียง เชลซี ของ โชเซ มูรินโญ เท่านั้นที่เป็นตัวแทนจากพรีเมียร์ลีกและเก็บชัยชนะไปได้แต่การเล่นในบ้านกับ มัคคาบี้ เทล อาวีฟ ก็ยังวัดอะไรไม่ได้มากอยู่ดี

เมื่อมองบรรดาทีมอื่นๆ จาก ลา ลีก้า (แอตเลติโก มาดริด 2-0 กาลาตาซาราย, เซบีญา 3-0 โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค) หรือ บุนเดสลีกา (โวล์ฟสบวร์ก 1-0 ซีเอสเคเอ มอสโกว, ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน 4-1 บาเต บอริซอฟ, บาเยริ์น มิวนิค 3-0 โอลิมเปียกอส) พวกเขาต่างก็รักษาระดับของตัวเองได้เป็นอย่างดีด้วยกันทั้งนั้น ยกเว้น บาร์เซโลนา ที่ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อทำได้แค่บุกไปเสมอ โรมา 1 ประตูต่อ 1 ชนิดที่ใครก็คิดไม่ถึง

แม้เพิ่งผ่านแค่นัดแรกในรอบแบ่งกลุ่ม และยังมีอีก 5 เกมให้พิสูจน์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรฐานบรรดาบิ๊กทีมจากพรีเมียร์ลีกในยุโรปยังน่าข้องใจไม่น้อย เพราะเอาเข้าจริงๆ หากดูสถิติย้อนหลัง 5 ปีหลังสุด มีเพียงหนเดียวเท่านั้นที่ทีมจากอังกฤษคว้าถ้วยบิ๊กเอียร์ได้คือเมื่อปี 2011/12 นอกนั้นเป็นตัวแทนจากสเปนที่เป็นแชมป์มากสุด 3 ครั้ง และเยอรมันอีก 1 ครั้ง

ยิ่งถ้าหากดูผลงานก่อนก็ยิ่งน่าเป็นห่วงเข้าไปใหญ่ เพราะไม่มีทีมจากอังกฤษ "แม้แต่ทีมเดียว" ที่สามารถผ่านรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ ขณะที่ฤดูกาล 2013/14 มี 2 ทีมแต่ไปได้ไกลสุดก็แค่รอบ 8 ทีม ส่วนปี 2012/13 จอดป้ายแค่รอบ 16 ทีมทั้งหมด และเมื่อฤดูกาล 2011/12 ก็มี เชลซี ทีมเดียวที่ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายก่อนจะคว้าแชมป์ในปีนั้น

หากผลงานในเวทีสำคัญยุโรปยังไม่เพียงพอต่อการสะท้อนข้อสังเกตดังกล่าว บางที 5 อันดับแรกจากแรงกิ้งที่จัดโดยสหพันธ์ลูกหนังยุโรปก็น่าจะพอให้คำตอบได้บ้าง เพราะเมื่อมองดูแล้วมีเพียง เชลซี เท่านั้นที่เป็นตัวแทนจากอังกฤษติดโผ นอกนั้นเป็นสเปน 3 ทีมคือ เรอัล มาดริด (1), บาร์เซโลนา (3) และ แอตเลติโก มาดริด (5) ส่วนเยอรมันมี 1 ทีมคือ บาเยิร์น มิวนิค (2)

บางครั้งการจะเป็นลีกที่ดีที่สุดในโลกจริงๆ อาจไม่ใช่แค่ตัวชี้วัดมูลค่าด้านการตลาดหรือจำนวนฐานแฟนบอล แต่มันคือการวัดความสำเร็จด้วยถ้วยแชมป์ในรายการสำคัญ ซึ่งต้องยอมรับว่าทีมจากอังกฤษห่างหายจากมันไปนานเกินไปแล้ว

จากนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งการบ้านชิ้นโตที่พวกเขาจะต้องกลับไปแก้ไขให้ได้...เพราะไม่อย่างนั้น “พรีเมียร์ลีก” ก็อาจ “ดีแต่ชื่อ” อย่างที่ใครหลายๆ คนพากันสบประมาท