อุตส่าห์ไปโชว์ตัว : “ไมเคิล ไนท์ตัน” ชายผู้(เกือบ)เป็นเจ้าของ แมนฯยู...แต่สุดท้ายหน้าแหก

แฟนบอลปีศาจแดงหลายๆ คนอาจจะไม่ค่อยพอใจกับการทำงานของพี่น้องตระกูลเกลเซอร์นัก ซึ่งจริงๆ แล้วทุกสิ่งอาจจะไม่เป็นแบบนี้เลยถ้าหาก ไนท์ตัน ชายชาวอังกฤษสามารถตกลงซื้อขายทีมได้เมื่อ 25 ปีก่อน ซึ่งอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ดีลนี้ล่มไป ติดตามได้ที่นี่ 

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1989 ในขณะที่เหลือเวลาอีกแค่ 1 ชั่วโมงก่อนที่ทัพปีศาจแดงจะเปิดรังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รับการมาเยือนของอาร์เซนอล แชมป์เก่าจากปีก่อน อดีตคนขับแท็กซี่รายหนึ่งที่ชื่อ นอร์แมน เดวิส ซึ่งณ เวลานั้นทำหน้าที่เป็นคนดูแลชุดแข่งให้กับทีมเจ้าบ้าน กำลังวุ่นอยู่กับการหาชุดแข่งให้ ไมเคิล ไนท์ตัน ชายผู้ที่กำลังจะเป็นเจ้าของทีมคนใหม่

หลังจากได้ชุดแข่งสมใจ ไนท์ตันก็ วิ่งลงไปโชว์ตัวในสนามท่ามกลางแฟนบอลกว่า 47,000 คน ทุกสายตาในวันนั้นต่างจับจ้องมาที่เขาที่กำลังโชว์ลีลาเลี้ยงบอลไปยังฝั่งอัฒจันทร์สเตรทฟอร์ดและยิงประตูเข้าไป แถมในวันนี้น ไนท์ตัน ยังได้กลับบ้านแบบแฮปปี้สุดๆ เลยเมื่อ (ว่าที่) ทีมของเขาเอาชนะทัพปืนใหญ่ไปได้ขาดลอย 4-1

ในตอนนั้น แฟนบอลต่างตื่นเต้นที่จะเห็นไนท์ตันเข้ามาทำทีม เนื่องจากในยุคนั้น ประธานสโมสรคนเดิมอย่าง มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ นั้นดูจะไม่ใช่ที่รักของแฟนบอลเท่าไหร่นัก และด้วยแผนอัดฉีดเงินก้อนโต บวกกับการรีโนเวตสนาม ทำให้ ไนท์ตัน กลายเป็นที่นิยมของแฟนบอลได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ใช่ว่าทุกคนจะชอบ

ในขณะที่แฟนบอลกำลังเห็นดีเห็นงามกับเขา ตัว เอ็ดเวิร์ดส์ เองดูจะไม่ชอบใจนัก โดยในตอนที่ ไนท์ตัน วิ่งลงไปเปิดตัวในสนาม เจ้าตัวก็นั่งดูอยู่ในห้องทำงานของเขาพร้อมๆ กับ เซอร์ อเล้กซ์ เฟอร์กูสัน และ จอร์จ เกรแฮม กุนซือผู้มาเยือนด้วย โดยเขาถึงกับอึ้งเมื่อเห็นการกระทำของไนท์ตัน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ตอนนั้นยังไม่สามารถสรุปดีลซื้อขายอะไรได้เลย

“ผมหลอนเลยนะ...” เอ็ดเวิร์ดส์ ยอมรับ “หลอนจริงไรจริง...ผมไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่กำลังเห็นอยู่ในตอนนั้น ผมถามตัวเองซ้ำๆ ว่า ‘ผมทำอะไรลงไปเนี่ย’ ผมรู้ทันทีเลยว่าผมได้ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ไปแล้ว ส่วนพวกผู้บริหารคนอื่นๆ ก็รู้สึกแบบเดียวกัน คนอื่นๆ เริ่มที่จะไม่เอาไนท์ตันแล้ว”

ความจริงแล้ว ในตอนนั้น มันเป็นเรื่องค่อนข้างเซอร์ไพรส์พอสมควรที่เอ็ดเวิร์ดส์ยอมพิจารณาถึงการขายสโมสรแห่งเดียวของเขานี้ออกไป แต่จริงๆ มันก็พอเข้าใจได้บ้างเพราะในตอนนั้น ทัพแมนฯ ยู กำลังประสบปัญหาจำนวนแฟนบอลที่มาดูเกมที่สนาม เพราะแฟนบอล 47,000 คนที่มาดูเกมในวันนั้น ความจริงแล้ว มันมากกว่าค่าเฉลี่ยของฤดูกาลก่อนเกือบๆ 10,000 คน หมายความว่ายอดผู้ชมที่มาดูเกมในสนามของแมนฯ ยู นั้น แทบจะไม่ดีขึ้นเลยตลอดปีที่ผ่านมา

There are no words...

เท่จนไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยาย

ในฤดูกาลก่อนหน้านั้นที่พวกเขาได้อันดับ 11 ยอดแฟนบอลของทัพปีศาจแดงในเวลานั้นต้องบอกว่าน้อยมากๆ โดยค่าเฉลี่ยนอยู่ที่ 38,000 ขณะที่ 3 เกมสุดท้ายในลีกกับ วิมเบิลดัน, เอฟเวอร์ตัน และ นิวคาสเซิล ยอดแฟนบอลก็อยู่ที่ 23,368 26,722 และ 30,379 คนเท่านั้นตามลำดับ นอกจากนี้ ในเกมหนึ่งที่แมนฯ ยู บุกไปเยือน คิวพีอาร์ พวกเขาสามารถใช้รถบัสแค่คันเดียวเท่านั้นในการพาแฟนบอลทั้งหมดไปชมเกม ขณะที่เกมดังกล่าวมีคนดูทั้งหมดแค่ 10,017 คนเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เอ็ดเวิร์ดส์ ค่อนข้างที่จะพร้อมสำหรับการขายสโมสร เขาบอกกับเฟอร์กี้ว่า “ถ้านายรู้จักใครก็ตามที่พร้อมจะซื้อหุ้นจากผมในราคา 10 ล้านปอนด์ รวมทั้งพร้อมที่จะทุ่มเงิน 10 ล้านปอนด์ในการบำรุงอัฒจันทร์ฝั่งสเตรนท์เอนด์ บอกให้เขามาเอาไปได้เลย”

กุนซือชาวสก็อตแลนด์รายนี้มีความสัมพันธ์อันดีกับท่านประธาน ทำให้เขาถามถึงสาเหตุที่ตัดสินใจขายสโมสรแห่งนี้ ซึ่งคำตอบที่ได้นั้น ก็มาจากการที่ เอ็ดเวิร์ดส์รู้สึกว่าไม่สามารถชนะใจแฟนบอลเร้ดเดวิลส์ได้ และก็ไม่รู้จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรนอกจากการขายทีม ซึ่งในเวลานั้น ไนท์ตัน ก็เป็นคนเดียวที่พร้อมจะซื้อ

สถานการณ์ที่แตกต่าง

“ผมต้องการขายสโมสรให้ไนท์ตันด้วยเหตุผล 2 ข้อ” เอ็ดเวิร์ดส์ กล่าวกับ FFT “ตอนนั้นผมมีหนี้ก้อนโตอยู่ในธนาคาร เกือบล้านปอนด์ได้มั้ง เพราะนับตั้งแต่ปี 1978 ผมได้ใช้เงินส่วนตัวราว 400,000 ปอนด์ไปกับสโมสร บ้านของผมเองก็กำลังเสี่ยงที่จะถูกยึด เนื่องจากผมไม่มีเงินไปชำระหนี้ ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจด้วย ตอนนั้นมันเป็นช่วงที่สถานการณ์ไม่ดีนัก”

“เหตุผลที่สองก็คือ อัฒจันทร์ทางสเตรนท์ฟอร์ดนั้นต้องการการซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายในการทำเรื่องนั้นมันสูงถึง 7 ล้านปอนด์ ผมไม่มีเงินขนาดนั้น ดังนั้นผมจึงต้องขายให้ไนท์ตัน ผมต้องการขายให้เขา 10 ล้านปอนด์ ซึ่งแน่นอนว่า ราคาของมันสูงกว่ามูลค่าหุ้นของผม นอกจากนั้น เขายังพูดกับผมด้วยว่า เขาจะซ่อมแซมอัฒจันทร์ดังกล่าว ดังนั้นถ้าขายให้เขา ปัญหาของผมก็จะหมดไป แถมอีกอย่างหนึ่ง ถ้ามีข่าวว่าผมปฏิเสธเขาไปทั้งๆ ที่เขาเสนอจะซ่อมสิ่งเหล่านี้ คิดดูสิว่าผมจะเป็นอย่างไร ในตอนนี้ แมนฯ ยู อาจจะเป็นทีมเงินถุง แต่สำหรับตอนนั้น มันไม่ใช่เลย มันเป็นข้อเสนอที่ดีมากๆ”

ต้องบอกว่า ในตอนแรกที่เอ็ดเวิร์ดส์พบกับไนท์ตันนั้น เขาค่อนข้างประทับใจในตัวผู้ซื้อรายนี้ “เขาเป็นคนที่น่าสนใจมากๆ ในตอนแรกที่ผมเจอเขา” เจ้าตัวกล่าว “ผมคิดว่าเขาเป็นคนจริงจัง ทะเยอทะยาน แถมผมยังรู้อีกว่า เขามีพาร์ทเนอร์ทุนหนาอีก 2 คนคอยหนุนหลังด้วย”

Would Fergie and Knighton have been a match made in heaven...?

เกือบได้ร่วมงานกันแล้ว

แม้ว่าจะฟังดูเป็นคนแปลกๆ แต่ไนท์ตันก็คาดการณ์อนาคตค่อนข้างถูกสำหรับสโมสรแห่งนี้ โดยเขาเคยทำนายไว้ว่า แมนฯ ยู จะมีมูลค่ากว่า 150 ล้านปอนด์ในอีก 15 ปีข้างหน้า (เพียงแค่ 11 ปีหลังจากนั้น แมนฯ ยูมีมูลค่ากว่า 1 พันล้านปอนด์) นอกจากนี้ เขายังวางแผนที่จะพัฒนาสโมสรในหลายๆ ด้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์โทรทัศน์, สินค้าที่ขาย, แมกกาซีน และ โรงแรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ถูกพัฒนาขึ้นจริงๆ ในภายหลัง

ด้วยความที่แนวโน้มการเปลี่ยนมือเจ้าของทีมเป็นไปในทางที่ดี แถมการที่ทัพปีศาจแดงเพิ่งทุ่มซื้อ นีล เว็บบ์, ไมค์ ฟีแลน, แกรี่ พัลลิสเตอร์, พอล อินซ์ และ แดนนี่ วอลเลซ ไปด้วย เอ็ดเวิร์ดส์ก็เริ่มวางใจและเตรียมพร้อมสำหรับการขาย ขณะที่การลงไปเปิดตัวในสนามของไนท์ตันก็ดูจะเป็นการแสดงความรักที่มีต่อสโมสรแห่งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม นั่นกลับไม่ใช่สำหรับผู้บริหารหลายๆคน พวกเขาเริ่มมองหาช่องทางในการยกเลิกดีลนี้ โดยเอ็ดเวิร์ดส์ เปิดเผยเองว่า สาเหตุที่ทำให้บรรดาผู้บริิหารเปลี่ยนใจนั้น ไม่ได้มาจากการกระทำของไนท์ตัน แต่มันมีสาเหตุอื่นซ่อนอยู่ “บรรดาผู้บริหารต่างได้ประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่า การเข้ามาของไนท์ตันจะทำให้พวกเขาไม่ได้สิ่งเหล่านั้น”

ไปๆ มาๆ จู่ๆ ก็กลายเป็นไนท์ตันที่ไม่มีเงินพอที่จะเทคโอเวอร์สสโมสร ซึ่งเอ็ดเวิร์ดส์ก็ออกมาแก้ข่าวลือที่ว่า บอร์ดของแมนฯ ยู โดย ไนท์ตัน หลอกเข้าให้แล้วเกี่ยวกับการซื้อขายครั้งนี้

“เขาแสดงให้เราเห็นแล้วว่าเขามีคนสนับสนุนเรื่องเงินจริงๆ เพียงแต่ว่า พาร์ทเนอร์ของเขาต้องการเป็นใหญ่ และลดระดับไนท์ตันลงไป” เอ็ดเวิร์ดส์ กล่าว “ซึ่งพอไนท์ตันรู้เรื่องนี้ เขาก็ไม่ยอมเพราะต้องการเป็นเบอร์หนึ่ง และนั่นทำให้ผู้สนับสนุนเขาถอนตัวไป และนี่เองที่ทำให้เขาไม่มีเงินมาซื้อเรา”

ล้มแล้วล้มอีก

ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ดีลระหว่างไนท์ตันและแมนฯ ยู ล้มพับไป ก่อนที่อีก 10 ปีต่อมา เอ็ดเวิร์ดส์ จะขายทีมได้เงินถึง 85 ล้านปอนด์

ความจริงแล้ว ไม่ได้มีแค่ไนท์ตันเท่านั้น ที่มีข่าวว่าจะเทคโอเวอร์แมนฯ ยู เพราะในปี 1984  มีรายงานว่า โรเบิร์ต แม็กซ์เวลล์ ผู้ที่เป็นเจ้าของ อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด เวลานั้นก็ต้องการที่จะเทคโอเวอร์แมนฯ ยู เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เอ็ดเวิร์ดส์ ก็ปฏิเสธข่าวลือที่ว่าเขาสามารถเจรจาข้อตกลงกันได้แล้วไป

Robert Maxwell tried to buy Manchester United.

พยายามจะซื้อแมนฯ ยู อีกคน

“เราไม่เคยใกล้กับคำว่าได้ข้อสรุปกับ แม็กซ์เวลล์ เลย” เอ็ดเวิร์ดส์ ยืนยัน “เขาเข้ามาหาผมจริง เขาเป็นคนมีชื่อเสียงคนหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ผมตกลงกับเขานั้นเป็นเพราะมี โรแลนด์ สมิธ มาเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น เขาคือ 1 ในบอร์ดของทีมชุดเดียวกับ หลุยส์ เอ็ดเวิร์ดส์ พ่อของผม พวกเขาเป็นเพื่อนกัน ผมต้องการพูดคุยกับแม็กซ์เวลล์นะ แบบส่วนตัว แต่สิ่งที่เขาทำคือการประกาศให้ทั่วโลกรู้เกี่ยวกับการที่เขาจะซื้อแมนฯ ยู”

เอ็ดเวิร์ดส์พบกับแม็กซ์เวลล์ที่บ้านของเขาในลอนดอน

“เรามีอะไรเหมือนกันไม่มากนัก” เอ็ดเวิร์ดส์ กล่าว “ผมไม่ค่อยชอบเขาเท่าไหร่นัก ผมมีความรู้สึกว่าเขาพยายามจะซื้อแมนฯ ยู ในราคาถูกๆ ซึ่งมันห่งไกลจากความเป็นจริงมาก หลังจากที่คุยเสร็จ ก่อนที่ผมจะกลับ ผมบอกเขาว่า เราจะแถลงข่าวร่วมกัน จากนั้นพอนั่งรถกลับมาที่แมนเชสเตอร์ ผมก็ได้รับโทรศัพท์จาก มอริส วัตกิ้นส์ (1 ในบอร์ดบหริการของทีม และฝ่ายกฎหมาย)ที่มาเจอแม็กซ์เวลล์พร้อมๆ กับผม เขาบอกผมว่า ‘แม็กซ์เวลล์เพิ่งจะจัดงานแถลงข่าว’ มันเป็นการแถลงข่าวด้านเดียวเพื่อโจมตีผม”

และนั่นเองที่ทำให้ บิ๊กบอสรายนี้ถูกแฟนบอลกระหน่ำโจมตีอย่างหนัก “ผมมองย้อนกลับไปตอนนี้ และค้นพบบางอย่าง” เจ้าตัวกล่าว “ผมไม่เคยชนะในแง่ของการพีอาร์เลย ผมไม่ชนะทั้งตอนกับไนท์ตันหรือแม็กซ์เวลล์ ผมไม่เคยให้ความสนใจเรื่องนั้น และตอนนี้ก็ยังไม่สนใจ ผมยอมรับว่าผมค่อนข้างผิดหวังนะที่โลกปัจจุบันนี้ให้ความสำคัญกับมันมากๆ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนมันไม่ใช่ วินสตัน เชอร์ชิล ต้องมีคนคอยดูแลเรื่องพีอาร์ให้หรือไม่?  คำตอบก็คือไม่ ถ้าผมต้องแถลงข่าว ผมก็จะเตรียมคำตอบของผมเอง”

เอเลี่ยน, แฟรงเก้นสไตน์ และพระเจ้า

“กรณีของไนท์ตันเป็นอะไรที่น่าเป็นห่วง” วัตกิ้นส์ กล่าว “จริงๆ แล้ว ผมชอบไมเคิลนะ แต่มันก็ค่อนข้างเสี่ยงที่สโมสรจะเดินไปผิดทิศผิดทาง”

ไนท์ตันจบลงด้วยการไปเทคโอเวอร์สโมสรคาร์ไลส์ ยูไนเต็ดซึ่งเจ้าตัวก็รับปากกับแฟนบอลว่า ทีมรักของพวกเขาจะมีสนามที่เป็น 1 ในสนามที่ดีที่สุดของยุโรป ซึ่อแม้สุดท้ายก็คือ บรุนตัน พาร์ค ที่ไม่เป็นอย่างที่เจ้าตัวพูดเอาไว้เลย ทว่าไนท์ตันก็ยังสร้างวีรกรรมไว้กับทีมจนเป็นที่จดจำอยู่บ้าง

“ผมเชื่อในเรื่องเอเลี่ยนนะ ผมเชื่อในเรื่องแฟรงเก้นสไตน์ ผมเชื่อในพระเจ้า” ไนท์ตันกล่าวหลังจิมมี่ กลาส นายทวารของทีมช่วยยิงประตูให้คาร์ไลส์ไม่ตกชั้น “ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังเชื่อในเรื่องของผู้รักษาประตูผู้ซึ่งยิงประตูชัยในนาทีที่ 91 ที่เรายืมตัวมาด้วย (หมายถึง จิมมี่ กลาส)"

ขณะที่สำหรับแฟบอลปีศาจแดงบนอัฒจันทร์สเตรทฟอร์ม ไนท์ตันคือ 1 ในไม่กี่เรื่องที่ถูกพูดถึงไประยะหนึ่งในเวลานั้น แฟนบอลต่างปรบมือให้เขาพร้อมกับร้องเพลงว่า “เฟอร์กี้ เซ็นสัญญากับเขาซะ” ตอนนั้นหลายๆ คนเชื่อจริงๆ ว่า สิ่งใหม่กำลังจะมา

อย่างไรก็ตาม สุดท้าย แมนฯ ยู ก็เริ่มต้นเข้าสู่ยุคใหม่ได้จริงๆ แต่มาจากฝีมือของชายที่ชื่อ ‘เฟอร์กูสัน’ แทน