ว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีก : 5 ข้อต้องคิดหลังจิ้งจอกสยามปราบนักบุญ

Chris Flanagan คอลัมนิสต์ของ FFT อยู่ที่ คิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม เพื่อชม เลสเตอร์ ขยับเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีกไปอีกขั้น พร้อมวิเคราะห์เกมผ่าน Stats Zone  – ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ iOS และ Android...

1. เกือบตกชั้นสู่ว่าที่แชมป์

วันเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว เลสเตอร์ เพิ่งมี 19 คะแนน หลังผ่านไป 29 เกม พร้อมกับอยู่อันดับสุดท้ายของตาราง และรอเพียงวันตกชั้นเท่านั้น..

เรื่องราวหลังจากนั้นก็อย่างที่เรารู้ “จิ้งจอกสยาม” เดินหน้าเก็บ 22 แต้ม จาก 9 เกมสุดท้าย พร้อมกับอยู่รอดราวกับปาฏิหาริย์ และกำลังสร้างที่สุดแห่งเทพนิยายลูกหนังให้เกิดขึ้นอีกครา

ถึงตอนนี้ ทีมดังแห่งมิดแลนด์ เก็บไปแล้วถึง 69 จาก 32 เกม พร้อมกับทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง สเปอร์ส 7 แต้ม ซึ่งหากนับกันตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2015 ถึงวันนี้ พวกเขาจะเก็บได้ถึง 91 แต้มทีเดียว

โดยผลงานของ “จิ้งจอกสยาม” แบ่งได้เป็น ชนะ 27 เสมอ 10 และแพ้เพียงแค่ 4 พร้อมกับยิงไป 74 ประตูและเสียเพียง 38 ลูกเท่านั้น

เลสเตอร์ ยังเป็นทีมเดิมกับเมื่อต้นซีซั่นไม่ผิดเพี้ยน แท็คติคของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ยังคล้ายๆเดิม คือ ปล่อยให้คู่แข่งครองเกมมากกว่า จ่ายบอลมากกว่า แต่สุดท้าย ลูกทีมของเขาจะเป็น “ผู้ชนะ” อย่างเกมนี้ เซาแธมป์ตัน เป็นฝ่ายครองเกมถึง 54 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังผ่านบอลมากกว่าเจ้าถิ่นที่ 315 ครั้งต่อ 266 ครั้ง ทว่า “จิ้งจอกสยาม” ได้สามคะแนน

ส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตกับ รานิเอรี่ ที่ทำการบ้านมาดีมากๆ โดย ยอดกุนซือชาวอิตาเลียน สั่งให้ลูกทีมจัดการกับจุดเด่นของ “นักบุญ” อย่างลูกกลางอากาศได้เป็นอย่างดี โดยสถิติก่อนเกมนั้น ทีมเยือนจากแดนใต้ คือ ทีมที่ได้ประตูจากลูกโหม่งมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก(12 ลูก) แต่เกมนี้ เจ้าถิ่น ชนะการแย่งโหม่งในพื้นที่อันตรายถึง  22 จาก 24 ครั้ง และมีเพียง 7 ครั้งจาก 45 ครั้งที่ลูกเปิดของผู้เล่น เซาแธมป์ตัน จะถึงเพื่อนร่วมทีมของตัวเอง

คำถามก็คือ พวกเขาจะสะดุดในอีกหกเกมที่เหลือหรือไม่?

“Choke (สะดุด)? สะดุดแปลว่าอะไร?” รานิเอรี่ ที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษคำนั้น ถามกลับผู้สื่อข่าว จนต้องอธิบายกันอยู่พักใหญ่(ฮา) “ทีมอื่นสามารถชนะ 4-0 ง่ายๆ แต่เราต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อชนะแค่ 1-0 เรารู้ถึงความแตกต่างของเรากับคนอื่น แต่เราจะสู้ในทุกเกมให้ดีที่สุด ตอนนี้ลูกทีมผมทำทุกอย่างได้สุดยอด ผมมีความสุขมากๆ และเราจะพยายามกันต่อไป”

“เราเล่นได้ดีขึ้นในครึ่งหลัง แต่หาโอกาสยิงไม่ค่อยได้” โรนัลด์ คูมัน กล่าวหลังเกม “แต่นั่นเป็นเพราะ เลสเตอร์ เล่นเกมรับได้ดีมากๆ”

2. กัปตันมอร์แกน

หากชีวิตของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นดั่งภาพยนตร์ชั้นเยี่ยม เรื่องราวของ เวส มอร์แกน ก็จัดเข้าขั้นนิยายชั้นยอดเช่นกัน

จากกองหลังชุดที่ห่วยแตกที่สุดในประวัติศาสตร์ของ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ สู่ ว่าที่กัปตันทีมที่เตรียมชูถ้วยพรีเมียร์ลีก – จะมีอะไรที่สุดยอดไปกว่านี้อีก?

ในซีซั่นนี้ มอร์แกน เล่นได้อย่างแข็งแกร่งมาโดยตลอด และเกมนี้ ดาวเตะทีมชาติจาเมก้า ก็เป็นคนโหม่งประตูชัยช่วยให้ทีมเก็บ 3 คะแนนสำคัญได้ โดยตลอด 90 นาที มอร์แกน มีโอกาสทำประตูถึง 3 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดานักเตะทั้งสองทีม

ในเกมนี้ กัปตัน “จิ้งจอกสยาม” ทำสถิติเคลียร์จังหวะอันตรายได้ถึง 7 ครั้ง นอกจากนี้ มอร์แกน ยังเล่นได้อย่างเข้าขากับ โรเบิร์ต ฮูธ จนช่วยให้ทีมเก็บคลีนชีทได้เป็นนัดที่ 4 ติดต่อกัน

ฟอร์มของทั้งคู่ดีถึงขนาดที่สื่อบางรายบอกว่า เลสเตอร์ เหมือนมี เนมานยา วิดิช สมัยฟอร์มพีคๆถึงสองคนในทีม

“เวส มหัศจรรย์มาก” รานิเอร่า พูดถึงลูกทีมคนเก่ง “เขาเพิ่งกลับมาจากเกมทีมชาติเมื่อวันศุกร์ เขาดูล้ามากๆ ทั้งยังป่วยเป็นหวัดเล็กน้อย แต่เขาเป็นคนแข็งแรง เขาเป็นตัวอย่างที่ดีให้เพื่อนทุกคน และทุกคนเชื่อฟังเขา”

3. วิ่งสู่แชมป์แบบวาร์ดี้

ไม่ว่าสุดท้าย เลสเตอร์ จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก หรือ อังกฤษ จะจอดป้ายเพียงรอบแรกในยูโร 2016 แต่เรื่องราวของ เจมี่ วาร์ดี้ จะเป็นแรงบันดาลใจชั้นยอดให้กับคนทั้งโลกได้อย่างไม่ขัดเขิน

ด้วยความพยายามและไม่เคยยอมแพ้ ทำให้ กองหน้าวัย 29 ปีมีวันนี้ได้ ซึ่งแม้ช่วงหลังๆ วาร์ดี้ จะทำประตูไม่ค่อยได้ แต่ส่วนร่วมของเขาก็ไม่ได้น้อยลงไปเลย

อย่างเกมนี้ เป็นอีกนัดที่ ดาวเตะสิงโตคำราม ยิงประตูไม่ได้ ซึ่งทำให้เขาสร้างสถิติยิงไม่ได้เลยใน 6 เกมหลังสุด แต่ความขยันและการวิ่งไม่มีหมดของเขา ก็ช่วยเกมรุกและเกมรับของ “จิ้งจอกสยาม” ได้อย่างดี

มีหลายจังหวะในเกมที่ วาร์ดี้ แสดงให้เห็นถึงสปิริตอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะที่เขาวิ่งจากด้านหลังไปแย่งลูกทุ่มของ เซาแธมป์ตัน หรือจะเป็นอีกครั้งที่ วาร์ดี้ อุตส่าห์วิ่งแซง ไรอัน เบอร์ทรานด์ ที่อยู่หน้าเขาถึง 20 หลา เพื่อเอาบอลมาเล่นต่อ และที่สำคัญคือ ดาวเตะหมายเลข 9 ทำได้จริงๆ

ตลอด 90 นาที วาร์ดี้ มีโอกาสยิงเพียงครั้งเดียว และถูกเพื่อนร่วมทีมชาติอย่าง เฟรเซอร์ ฟอสเตอร์ เซฟไว้ได้ นอกจากนี้ เขายังสร้างโอกาสได้อีก 3 ครั้งและวิ่งไม่หยุดตลอดทั้งเกม

และ วาร์ดี้ คือ ตัวอย่างของ เลสเตอร์ ได้อย่างชัดเจน

“วิ่งสู่แชมป์”…

4. มาห์เรซ ต้องโหดกว่านี้

ยิ่ง เลสเตอร์ ชนะมากเท่าไร คู่แข่งก็ยิ่งเกรงกลัวพวกเขา และพยายามเน้นความแน่นอนเข้าสู่ และยิ่งหากเล่นที่ คิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม ด้วยแล้ว มีเพียงน้อยทีมที่จะยอมมาบุกใส่พวกเขาเหมือนในอดีต 

“มันเป็นเกมที่ยาก ทีมเยือนปิดพื้นที่เราหมด พวกเขามีกองหลัง 5 คน และรอลุ้นแค่จังหวะโต้กลับหรือลูกนิ่งเท่านั้น” รานิเอรี่ กล่าว

โดยเกมนี้ ไรอัน เบอร์ทรานด์ เล่นเป็นเซนเตอร์แบ็คคนที่สาม ขณะที่ แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ รับหน้าที่จับตาย ริชาร์ด มาห์เรซ นักเตะที่ผลงานดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก โดยปีกทีมชาติแอลจีเรีย มีส่วนร่วมถึง 27 ประตูในลีก (ยิง 16 จ่าย 11) ซึ่งถือว่า ทาร์เก็ตต์ ทำได้ดี เมื่อครึ่งแรกนั้น มาห์เรซ มีส่วนร่วมกับเกมน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ครึ่งหลังนั้น คูมัน จำเป็นต้องถอดเขาออก เนื่องจากทีมต้องการประตูตีเสมอ ซึ่งนั่นทำให้ มาห์เรซ เล่นง่ายขึ้น

ทว่าวันนี้ก็ไม่ใช่วันของ ปีกสุดเทพ รายนี้อยู่ดี โดยก่อนโดนเปลี่ยนตัวออกในนาที 79 มาห์เรซ มีโอกาสยิงเพียงครั้งเดียวและไม่สามารถสร้างสรรค์โอกาสได้เลยสักครั้ง ทั้งยังจ่าบอลดีเพียง 14 จาก 24 ครั้ง และเลื้อยฝ่าคู่แข่งได้ไม่ถึงครึ่งจากความพยายามทั้งหมด(3 จาก 8 ครั้งเท่านั้น) เช่นเดียวกับ การโยนบอลทั้ง 3 ครั้ง ที่ไม่เข้าหัวเพื่อนร่วมทีมเลย

ซึ่งหาก เลสเตอร์ หวังจะคว้าแชมป์ให้ได้ สาวก “จิ้งจอกสยาม” ก็ต้องภาวนาให้ มาห์เรซ อย่าเป็นเช่นวันนี้อีกเลย

5. คู่กลางทำตามฝัน

แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ คือ ดูโอ้แดนกลางที่ทำให้ เลสเตอร์ เป็นจ่าฝูงของลีกในเวลานี้ ซึ่งผลงานตลอดซีซั่นถูกตอกย้ำอีกครั้งด้วยฟอร์มของ สองกองกลางคนเก่งในเกมนี้

โดย ดริงค์วอเตอร์ ที่เพิ่งประเดิมได้หมวกทีมชาติใบแรกเมื่อกลางสัปดาห์ เป็นคนที่จ่ายบอลมากที่สุดในสนาม(56 ครั้ง) ทิ้งห่างอันดับ 2 ถึง 17 ครั้ง

ขณะที่ ก็องเต้ ที่เพิ่งเปิดซิงทีมชาติเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็เป็นคนที่แย่งบอลมากที่สุดในสนามเช่นกัน(8 ครั้ง) ซึ่งมากกว่าผู้เล่นคนอื่นๆในสนามถึงสองเท่า เช่นเดียวกับ การเก็บบอลจังหวะสอง ที่ ดาวเตะเลือดเฟรนช์ ทำได้ถึง 10 ครั้ง

และ 6 เกมที่เหลือต่อจากนี้ ทั้งคู่ก็คงพยายามรักษาฟอร์มเก่งแบบนี้ให้ได้ เพราะนอกจากจะช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกได้แล้ว นั่นจะหมายถึงโอกาสที่ทั้งสองจะได้ลุยยูโร 2016 ก็คงเปิดมากกว่าเดิมเช่นกัน…

Analyse Leicester 1-0 Southampton yourself using Stats Zone

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android