วัดกันทุกมิติ : คอสต้า vs ดร็อกบา ใครเทพกว่ากัน?

สองคอลัมนิสต์แฟน “สิงโตน้ำเงินคราม” ชาวผู้ดีอย่าง Garry Hayes และ Paul Wentworth จะมาให้เหตุผลว่า สำหรับพวกเขาแล้ว ระหว่าง ดีเอโก้ คอสต้า หรือ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา นั้นเหนือกว่ากัน…

ไม่กี่วันมานี้ อดีตกองหน้าเชลซีนาม โทนี่ คาสคาริโน่ เพิ่งออกมาพูดถึงเรื่องนี้

“แม้เขาอาจจะไม่ได้แชมป์มากเท่ากับที่ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ทำให้กับสโมสร แต่ผมคิดว่า คอสต้า เป็นกองหน้าตัวเป้าที่เก่งกว่า” อดีตหัวหอกทีมชาติไอร์แลนด์ เขียนลงใน The Times “ดร็อกบา นั้นมักจะชอบกอดหรือดึงกับกองหลัง แต่ คอสต้า นั้นแค่ยั่วพวกเขาก็พอ”

ทว่า เหรียญย่อมมีสองด้าน และไม่ใช่ทุกคนที่คิดเหมือน คาสคาริโน่ ดังนั้นเราลองไปฟังความคิดของสองคอลัมนิสต์ของเรากันบ้าง ก่อนที่คุณจะตอบว่า ใครกันแน่ที่เทพกว่ากันในสายตาคุณ…

ดีเอโก้ คอสต้า (เขียนโดย Garry Hayes, @garryhayes)

แน่นอนว่า ไม่มีใครเทียบ ดร็อกบา ในสถานะตำนานได้ เพราะจะมีใครอีกที่เป็นกำลังสำคัญพา เชลซี คว้าแชมป์แชมเปี้ยนลีก, พรีเมียร์ลีก 4 ครั้ง, บอลถ้วยอีกไม่ถ้วน และสถิติมากมายที่ ดาวเตะชาวไอวอรี่ โคสต์ ทิ้งไว้

ทว่า สิ่งที่เรากำลังพูดถึงไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จหรือความเป็นตำนาน แต่เรากำลังพูดถึงความสามารถในการเป็นดาวยิงของทีม และนั่นทำให้ผมคิดว่า คอสต้า คือคนที่มีพรสวรรค์มากกว่า แม้ใจจริงนั้นจะชอบทั้งคู่ก็ตาม

ดาวยิงทีมชาติสเปน กลายเป็นกองหน้าที่มีค่าเฉลี่ยถล่มประตูสูงสุดต่อนาที ที่ดีที่สุดของสโมสรในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

การเปรียบเทียบทั้งคู่ไม่ใช่เรื่องยากเท่าไร เพราะว่า ทั้งสองเล่นตำแหน่งเดียวกัน และถูกซื้อเข้ามาในช่วงอายุที่ใกล้ๆกัน ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ ดร็อกบาในตอนอายุ 28 ปีนั้นทำประโยชน์ให้กับทีมได้ไม่มากเท่า คอสต้า ทำ โดย ตำนานเบอร์ 11 ยิงได้น้อยกว่าและช่วยให้ทีมเก็บคะแนนได้น้อยกว่าเช่นกัน

นอกจากนี้ ผมยังคิดว่า ดร็อกบา นั้นเจ้าอารมณ์กว่า คอสต้า ด้วยซ้ำ ซึ่งหลักฐานชิ้นดีคือ ใบแดงจากการตบหน้า เนมานย่า วิดิช ในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ปี 2008 ซึ่งหากไม่มีการกระทำโง่ๆเช่นนั้น เราคงได้เห็นเขาในการยิงจุดโทษแทน จอห์น เทอร์รี่(ที่ลื่น) แน่นอน

คอสต้า ฉลองชัยสุดมัน

แน่นอนว่า คอสต้า ก็มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมเช่นกัน แต่ผมรู้สึกว่า เขาดีขึ้นมาภายใต้การคุมทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ และ ยังยิงไปถึง 7 ลูกในซีซั่นนี้ ซึ่งหากรวมกับช่วงเวลาสองปีมานี้ใน สแตมฟอร์ด บริดจ์ จะทำให้ ดาวยิงทีมชาติสเปน กลายเป็นกองหน้าที่มีค่าเฉลี่ยถล่มประตูสูงสุดต่อนาที ที่ดีที่สุดของสโมสรในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

นั่นหมายความว่า สถิติของ คอสต้า ไม่ใช่แค่ดีกว่า ดร็อกบา แต่ยังรวมทั้ง จานลูก้า วิอัลลี่, ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น, จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์, จานฟรังโก้ โซล่า และ แฟรงค์ แลมพาร์ด อีกด้วย

ความเก่งกาจที่สุดของ คอสต้า คือ การหาตำแหน่งขณะที่ไม่มีบอลและการอ่านเกม ซึ่งนั่นคือคำตอบที่ดีที่สุดว่าทำไม เชส ฟาเบรกาส ถึงได้จ่ายแอสซิสต์ได้มากในขณะนั้นในฤดูกาล 2014/15 เพราะว่า กองกลางทีมชาติสเปน รู้ดีว่า เพื่อนร่วมชาติของเขา จะรับบอลยาวจากเขา เข้าไปลุ้นทำประตูได้แน่นอน

นอกจากนี้ ความสามารถทางด้ายกายภาพของ คอสต้า ก็ไม่แพ้ ดร็อกบา เช่นเดียวกับ การดึงตัวประกบไปริมเส้น ก็เป็นสิ่งที่ อดีตดาวยิงแอตฯ มาดริด ทำได้ดีกว่า ตำนานหมายเลข 11 ผู้นั้น

และทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้ผมเลือก คอสต้า ครับ…

พาทีมคว้าแชมป์ลีกมาแล้ว

ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา (เขียนโดย Paul Wentworth, @paultwentworth)  

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2012 ณ อลิอันซ์ อารีน่า เมืองมิวนิค คือ ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของเชลซี

ในตอนนั้น ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา กำลังผูกธงชาติไอวอรี่ โคสต์ พร้อมกับกอดถ้วยสีเงินใบโตไว้ต่อหน้าแฟนๆ 18,000 คนที่ตามไปถึงเยอรมัน โดยเขาคือฮีโร่ที่แตะบอลครั้งสุดท้ายผ่านมือ มานูเอล นอยเออร์ ก่อนที่เรื่องราวดั่งวีรบุรุษจะเกิดขึ้น

คาแรคเตอร์, พลัง, ความเร็ว, ความแข็งกร้าว, ความุ่งมั่น ของ ดร็อกบา คือ สิ่งที่สุดในชีวิตแล้ว ผลงาน 9 ประตูในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยุโรป, ลีก คัพ และ เอฟเอ คัพ คือ สิ่งมหัศจรรย์มากๆ

และคืนนั้นคือช่วงเวลาแห่งจักรพรรดิของ ดร็อกบา อย่างแท้จริง และไม่ว่าจะผ่านไปอีกนานเท่าไร ดร็อกบา จะเป็นตำนานตลอดกาลของ เชลซี ตลอดไป

ไม่ใช่แค่ 381 เกมที่เขาลงสนามให้กับทีม ไม่ใช่แค่ 164 ประตูที่เขาทำได้ แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ ดร็อกบา ทำให้กับสโมสร และเขาสมควรได้รับการเรียกว่า “กองหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

คาแรคเตอร์, พลัง, ความเร็ว, ความแข็งกร้าว, ความุ่งมั่น ของ ดร็อกบา คือ สิ่งที่สุดในชีวิตแล้ว ผลงาน 9 ประตูในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยุโรป, ลีก คัพ และ เอฟเอ คัพ คือ สิ่งมหัศจรรย์มากๆ

4 แชมป์พรีเมียร์ลีก, 4 เอฟเอ คัพ, 3 ลีก คัพ, 2 คอมมิวนิตี้ ชิลด์ และแน่นอนว่า ถ้วยหูกางใบนั้นในปี 2012 คือ ความทรงจำที่งดงามที่สุด

วันแห่งประวัติศาสตร์ที่มิวนิค

ดิเอโก้ คอสต้า อาจจะเริ่มต้นชีวิตกับ เชลซี ได้ดีกว่า ดร็อกบา ที่ยิงได้แค่ 22 ลูกในลีกในสองซีซั่นแรก และนั่นทำให้หลายคนตัดสินว่า กองหน้าเลือดบราซิล(สัญชาติสเปน)ดีกว่า อดีตดาวยิงมาร์กเซย นี่ยังไม่รวมถึงพฤติกรรมและทัศนคติในสนามของ คอสต้า ที่ย่ำแย่เหลือเกิน

แม้หลายคนจะเถียงว่าช็อตตบหน้า เนมานย่า วิดิช ในรอบชิงฯแชมเปี้ยนลีกของ ดร็อกบา ก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน เช่นเดียวกับ การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้(แบบน่ากังขา)ในรอบรองชนะเลิศกับ บาร์เซโลน่า ในปีต่อมา จนด่าผู้ตัดสินและวิ่งไล่ตามกล้องทีวีเพื่อด่ายูฟ่า คือ ด้านมืดของเขา

แต่ผมกลับชื่นชม ดร็อกบา มากกว่าที่ยังสามารถรับมือกับความเจ็บปวดสองปีซ้อนได้ดีขนาดนั้น โดยหลังจากสองซีซั่นดังกล่าว ดร็อกบา กลับมายิงรวม 37 ลูกในทุกรายการ พร้อมกับพา “สิงโตน้ำเงินคราม” คว้าดับเบิ้ลแชมป์ โดยตัวเขาได้ดาวซัลโวสูงสุดพรีเมียร์ลีกอีกด้วย

ก่อนที่ปีต่อมา ตำนานคนนี้จะเจ็บและป่วยอยู่หลายครั้ง ทว่าสุดท้าย ดร็อกบา ก็กลับมาช่วยทีมในเกมสำคัญไม่ว่าจะเป็น เกมพิชิต ลิเวอร์พูล 2-1 ในรอบชิงฯเอฟเอ คัพ ซึ่งเขาทำประตูได้ด้วย

และจากนั้น ก็ค่ำคืนที่ มิวนิค อย่างที่ผมจั่วหัวในบรรทัดแรก หลังจากวันนั้น ดร็อกบา ตัดสินใจอำลา สแตมฟอร์ด บริดจ์ เยี่ยง “ราชา” ก่อนที่โชคะชะตา จะพันผูกให้พวกเขากลับมาพบกันอีกครั้ง เมื่อ โชเซ่ มูรินโญ่ กลับมาคุมทีมครั้งที่ 2

และแม้จะไม่ได้เป็นกำลังหลัก ทว่าหลายประตูก็มาจากฝีเท้าของ อดีตกองหน้าจอมถึก จนช่วยให้ เชลซี คว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี  และเขาก็จากไปเยี่ยง “ฮีโร่” อีกครั้ง

เพราะสำหรับผมแล้ว เขาคือ “คิงดร็อกบา” จากวันนั้นและตลอดไป…