Analysis

วันแรกก็โดนซะแล้ว : 14 เกมนัดเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกสุดช็อก

Michael Chopra Tottenham

แม้อาร์เซนอลจะมีสถิตินัดเปิดม่านไม่ดีเท่าไหร่ แต่อย่าเพิ่งดีใจไปนะสเปอร์ส  

We are part of The Trust Project What is it?

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกลับมาแล้ว และเพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับผลการแข่งขันสุดช็อกอย่าง เชลซี แชมป์เก่าแพ้ เบิร์นลี่ย์ 2-3 เราขอพาทุกท่านนั่งไทม์แมชชีนย้อนไปดูเกมพลิกล็อกนัดเปิดสนามตลอด 25 ฤดูกาลที่ผ่านมา

ขอให้ทุกท่านรัดเข็มขัดนิรภัยให้พร้อม เราจะพาไปพบกับเรื่องราววุ่นวายคล้ายรถไฟเหาะ นำแสดงโดย ดิออน ดับลิน กับเหล่าแฟนบอลป้ายฟิวเจอร์บอร์ด และหากท่านยังไม่สนใจที่เราพูดอยู่เพราะคิดว่าเป็นเพียงช่วงอารัมภบทแล้วล่ะก็ เราจะเชิญ โรเบิร์ต มูกาเบ้ มาร่วมแจมด้วยสักช่วงหนึ่งละกัน

ยังไม่มีใครเผ่นป่าราบไปไหนใช่มั้ย? งั้นเริ่มกันเลยเหอะ

1. อาร์เซนอล 2-4 นอริช (1992/93)

The most raucous we've seen an Arsenal crowd in etc, etc

ช่วงนั้นอาร์เซนอลยังต่อเติมสนามไฮบิวรี่ไม่เสร็จ จึงจำเป็นต้องใช้ป้ายแฟนบอลมาบังการก่อสร้าง และเป็นเรื่องตลกร้ายที่ในเกมเปิดศักราชพรีเมียร์ลีก อาร์เซนอลกับนอริชเล่นอย่างสุดมัน ยิงกันรวม 6 ประตูต่อหน้าเหล่าแฟนปลอมๆ เหล่านี้ มันก็เลยดูกร่อยไม่น้อย

ในฤดูกาลสุดท้ายของลีกสูงสุดชื่อดิวิชั่น 1 ไอ้ปืนใหญ่จบอันดับ 4 ของตาราง ขณะที่ทีมนกขมิ้นจบต่ำกว่าถึง 14 ขั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าบ้านจะนำห่าง 2-0 หลังจบครึ่งแรก แต่ทีมเยือนก็เกิดผีเข้ายิงสลุต 4 ประตูใน 15 นาทีแซงคว้าชัย และเริ่มต้นการลุ้นแชมป์แบบที่ไม่มีใครคาดคิด ซึ่งพวกเขาก็เกาะกลุ่มได้นานถึงขนาดตามจ่าฝูงเพียงคะแนนเดียวในช่วงต้นเดือนเมษายนด้วยซ้ำ

บทสรุปฤดูกาลนั้น นอริชบินสูงถึงขั้นจบอันดับ 3 (แต่ประตูได้เสีย -4) ส่วนอาร์เซนอลแม้จะคว้าแชมป์บอลถ้วยในประเทศทั้ง 2 รายการ แต่กลับจบถึงอันดับ 10 แทรกกลางระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับเชลซี ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นทีมเล็กๆ อยู่เลย

 

2. แอสตัน วิลล่า 3-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (1995/96)

จะว่าไปผลการแข่งขันนัดนี้ก็ไม่ถึงกับช็อกเท่าไหร่ แม้วิลล่าจะนำห่าง 3-0 ตั้งแต่จบครึ่งแรกก็ตาม เพราะพวกเขามีดาวยิงชื่อดังอย่าง ดไวท์ ยอร์ค และคู่กองหลังต่างวัยอย่างดาวรุ่งพุ่งแรง แกเร็ธ เซาท์เกต และสิงห์เฒ่า พอล แม็คกรัธ แถมยังจบอันดับ 4 ในฤดูกาลนั้น แต่ที่ชวนอึ้งคือฤดูกาลก่อนหน้านั้น แมนฯ ยูไนเต็ดจบเหนือกว่าทีมสิงห์ผงาด 16 อันดับกับ 40 คะแนน แถมปีศาจแดงยังกลับมาคว้าแชมป์ได้ทั้งๆ ที่หัวทิ่มตอนออกซอง

ในวันฟ้าใสเดือนสิงหาคม อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน งานเข้าครั้งใหญ่เมื่อต้องขาด เอริก คันโตน่า (ที่โดนแบนยาว), แอนดี้ โคล, สตีฟ บรู๊ซ และ ไรอัน กิ๊กส์ แถมยังต้องจัดทีมด้วยแผนที่ไม่คุ้นเคยอย่าง 5-3-2 ด้วยฟูลแบ็กถึง 4 คน ประเด็นสำคัญคือ พวกเขาเพิ่งขาย พอล อินซ์, มาร์ค ฮิวจ์ส และ อันเดร แคนเชลสกี้ แต่กลับเลือกดันเด็กดาวรุ่งไม่ยอมซื้อใครเพิ่ม จน อลัน แฮนเซ่น ถึงกับกล่าวสบประมาทหลังเกมนัดนี้ว่า “คุณไม่มีทางชนะอะไรด้วยเด็กอมมือพวกนี้หรอก”

แฮนเซ่นยังชี้ถึงจุดอ่อนในเกมรับด้วยว่า ฟอร์มการเล่นเมื่อขาด 4 ผู้เล่นหลัก (รวมถึง เดวิด เมย์) คือสิ่งชี้ชัดเลยว่าทีมยังไม่มีคุณภาพพอ แต่อย่างที่ทราบ ท้ายสุดพี่แกก็ฟันธงผิดแถมยังโดนล้อยันทุกวันนี้

3. โคเวนทรี 2-1 เชลซี (1998/99)

ดิออน ดับลิน ซัดแฮททริกนำโคเวนทรีชนะเชลซี 3-2 ในเกมนัดเปิดฤดูกาล 1997/98 แถมยังเกิดเหตุซ้ำรอยในปีถัดมา แล้วทำไมเราถึงเลือกเกมนี้ล่ะ?

สิ่งที่เราจะพูดก็คือ สมัยนั้นเชลซียังไม่เหมือนตอนนี้ พวกเขาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเพียงครั้งเดียวด้วยซ้ำ แต่หลังจบฤดูกาลด้วยอันดับ 4 (ทั้งๆ ที่แพ้ถึง 15 นัด น้อยกว่าทีมตกชั้นอย่าง โบลตัน แค่นัดเดียว) พวกเขาเสริมทัพด้วยการคว้า 2 นักเตะแชมป์โลกอย่าง มาร์แซล เดอไซยี่ และ ฟรองค์ เลอเบิฟ มาร่วมงานกับ กัส โปเยต์, โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ และ จิอันลูก้า วิอัลลี่ กุนซือที่ควบตำแหน่งผู้เล่นด้วย ต่างจากปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด

ในเกมดังกล่าว จิอันฟรังโก้ โซล่า ได้ลงสนามเป็นตัวสำรองด้วย แต่ดับลินก็มาแผลงฤทธิ์อีกครั้ง บวกกับ ดาร์เรน ฮัคเคอร์บี้ ทำให้เชลซีต้องพ่ายแบบพลิกล็อก ที่แปลกก็คือ 3 ประตูในเกมนี้เกิดขึ้นในครึ่งแรก แต่อีก 7 คู่ในสัปดาห์เดียวกันกลับไม่มีประตูเมื่อช่วงพักครึ่ง 4 ในนั้นยังจบเกมด้วยผล 0-0 อีก ให้ตายสิพับผ่า

ท้ายสุดโคเวนทรีจบฤดูกาลอันดับ 15 ส่วนเชลซีทำแต้มแพ้แชมป์เพียง 4 คะแนน บางทีเกมนัดเปิดฤดูกาลก็ชี้วัดอะไรไม่ได้เสมอไป

4. มิดเดิ้ลสโบรช์ 0-1 แบร็ดฟอร์ด (1999/2000)

เกมลีกสูงสุดครั้งแรกของแบร็ดฟอร์ดตั้งแต่ปี 1922 จบลงด้วยประตูช่วงท้ายเกมของ ดีน ซอนเดอร์ส ที่นำทีมคว้า 3 คะแนนแรกต่อยอดจนรอดตกชั้นในที่สุด ทั้งๆ ที่ทีมเจ้าบ้านเพิ่งได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรปเมื่อฤดูกาลก่อนหน้า แถมเสริมทัพนักเตะชั้นยอดอย่าง มาร์ค ชวาร์เซอร์, พอล แกสคอยน์ และเอ่อ… ฟิล แสตมป์

แต่ผลการแข่งก็ยังไม่ช็อกเท่ากับสิ่งที่เราเคยพูดไปแล้วละจะพูดซ้ำว่า 6 จาก 9 นัดที่ลงสนามพร้อมกับคู่นี้จบลงด้วยผลเสมอ 0-0 หลังจบครึ่งแรกคล้ายๆ กับปีก่อนหน้าเลย ท้องฟ้าเดือนสิงหาคมนี่มันหม่นหมองจริงๆ

5. วีแกน 0-1 เชลซี (2005/06)

ผลการแข่งอาจจะไม่น่าแปลกใจ แต่เรื่องราวระหว่างนั้นเนี่ยสิ…

เกมนัดซูเปอร์ซันเดย์ตอน 4 โมงเย็น วีแกนทีมน้องใหม่เปิดบ้านรับเชลซีที่นำโดย โชเซ่ มูรินโญ่ มี โรมัน อบราโมวิช เป็นป๋าซุ่มทุ่มไม่อั้น เพิ่งคว้าแชมป์ด้วยการเก็บไป 95 คะแนนเมื่อฤดูกาล 2004/05 แถมยังมีดาวดังคับคั่ง นำโดย ปีเตอร์ เช็ก, จอห์น เทอร์รี่, โคล้ด มาเกเลเล่, แฟรงค์ แลมพาร์ด และ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ส่วนเจ้าบ้านนั้นมีนักเตะอย่าง ไมค์ พอลลิต, อาร์ยัน เดอ ซูว์, เดเมี่ยน ฟรานซิส, อลัน มาฮอน และ เจสัน โรเบิร์ตส

ดูจากรายชื่อเหมือนทีมเยือนน่าจะยำเละ แต่กลายเป็นว่าทีมน้องใหม่กลับสู้แชมป์เก่าได้อย่างสูสีและเกือบชนะได้ด้วยซ้ำ จนตัวสำรองอย่าง เอร์นาน เครสโป ลงมาสร้างความแตกต่างเป็นประตูเดียวของเกมในนาที 93 ทำเอา มาร์ติน ไทเลอร์ นักพากย์ชื่อดังของอังกฤษถึงกับร้องเสียงหลง “โอ้ไม่… ไม่นะวีแกน” และกองเชียร์ท่านรองปิดทีวีแทบไม่ทัน

ขออภัยที่เราไม่สามารถหาเสียงพากย์ของไทเลอร์ในเกมนี้ได้ งั้นไปฟังเสียงของ โจนาธาน เพียร์ซ แก้ขัดก่อนนะ