วันนี้เมื่อ 26 ปีก่อนที่ดัลกลิชลา "หงส์แดง" แบบช็อคคนทั้งโลก…

สตีเฟ่น ทูดอร์ คอลัมนิสต์ของโฟร์โฟร์ทูพูดถึงเรื่องราวสุดช็อคที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อ เคนนี่ ดัลกลิช ลาออกแบบฟ้าผ่า หลังจากที่ลูกทีมของเขาบุกไปเสมอกับทีมคู่อริอย่างเอฟเวอร์ตัน 4-4 ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1991 นับเป็นเหตุการณ์สุดบอบช้ำของเหล่า “เดอะ ค็อป” เลยทีเดียว...

20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1991 ทีม “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” เปิดรังกูดิสันพาร์ครับการมาเยือนของคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ซึ่งเกมนั้นเป็นเกมที่ดุเดือดและดราม่าอย่างที่สุด จนเป็นที่จดจำของแฟนๆ จนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุที่ทำให้บุคคลสำคัญคนหนึ่งของทีมจากไป รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณถึงจุดสิ้นสุดระบบบูทรูมอันโด่งดังด้วย

การแข่งขันนัดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันทั่วๆ ไปของ 2 ทีมที่อยู่ละแวกเดียวกันเท่านั้น แต่มันคือเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้ของ 2 ทีมแห่งลุ่มแม่น้ำเมอร์ซี่ย์ที่ฟาดแข้งกันมาอย่างยาวนาน

เกมสุดคลาสสิค

การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบที่ 5 นัดรีเพลย์ระหว่างสองอริอย่างเอฟเวอร์ตันและลิเวอร์พูล นับเป็นครั้งที่ 4 แล้วที่ทั้งคู่โคจรมาพบกันในฤดูกาลนั้น ซึ่งเกมนี้ถือเป็นเกมหนึ่งที่อธิบายความหมายของคำว่าคลาสสิคได้ดีที่สุด เพราะมีทั้งประตูสุดสวย, การเข้าสกัดอย่างดุดัน, รวมถึงการไล่ตามตีเสมอที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ถึง 4 ครั้ง

ทีม “หงส์แดง” ในยุคนั้นคือทีมแชมป์เก่าของดิวิชั่น 1 และกำลังจะเดินหน้าไล่ล่าแชมป์เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แต่ในเกมนั้นทุกๆ ครั้งที่ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ (ทำ 2 ประตู),​ เอียน รัช และ จอห์น บาร์นส์ ยิง “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ได้ โดยประตูหลังสุดมาจากการปั่นโค้งสุดสวยในช่วงต่อเวลาพิเศษ ก็ถูกทีมเจ้าบ้านตามตีเสมอตลอด ซึ่งดูเหมือนว่าเกมรับของทีมเยือนจะหวั่นไหวโอนเอนไปกับเสียงเชียร์อันอึกทึกกึกก้องของแฟนบอลเจ้าถิ่นไม่น้อยเลยทีเดียว

แม้เกมดาร์บี้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยฉาบฉวยหวือหวานัก แต่เกมนัดนี้เต็มไปด้วยความดราม่าและมีจุดเปลี่ยนยิ่งกว่าละครน้ำเน่าทางโทรทัศน์เสียอีก จนกระทั่ง โทนี่ ค็อตตี้ มาพังประตูตีเสมอ “หงส์แดง” ได้อีกครั้งในนาทีที่ 114 ทำให้มันรู้สึกว่าควรจะจบลงด้วยการเสมอกันไปจริงๆ แล้วค่อยมาลุ้นกันต่อในเกมรีเพลย์นัด 2 ที่จัดขึ้นในอีก 7 วันให้หลัง

เป็นเรื่องธรรมชาติที่แฟนบอลจะตื่นตาตื่นใจกับผลเสมอกันด้วยสกอร์ 4-4 แต่กับนัดนี้ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว เพราะมันเหมือนกับว่าแมตช์นี้ไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ แต่ขณะที่หนังสือพิมพ์ต่างๆ พากันลงข่าวถึงการแข่งขันและ 8 ประตูที่เกิดขึ้นนั้น ราชาของฝั่งสีแดงอย่าง “คิง เคนนี่” กลับประกาศลงจากบัลลังก์ของตัวเองอย่างกะทันหัน ในแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

หมดยุคของคิงเคนนี่

การตัดสินใจลาออกของ เคนนี่ ดัลกลิช กุนซือใหญ่ของทีมนำมาซึ่งความเศร้าสลดแก่ทุกฝ่าย โดย มารินา ดัลกลิช ภรรยาของเขาได้รับแจ้งในวันต่อมา เช่นเดียวกับบรรดานักเตะในทีมที่ต่างรู้ข่าวการลาออกตอนประชุมทีมตอนเช้า และก็ตามด้วยบรรดาแฟนบอลทั่วโลกที่ตกตะลึงเมื่อทราบเรื่องจากการแถลงข่าวช่วงบ่ายวันนั้น

เคนนี่ ดัลกลิช คือชีวิตจิตใจของลิเวอร์พูลอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเทคนิค, การทำประตู และการเล่นที่เต็มไปด้วยไหวพริบ ในช่วงที่ยอดเยี่ยมที่สุด เขาพาทีมหงส์แดงทำผลงานอย่างเหนือชั้นจนคว้าแชมป์ยุโรปถ้วยใหญ่มาครองได้สำเร็จหลายต่อหลายครั้ง ในฐานะนักเตะ เขาทำประตูไปได้ถึง 172 ประตู ขณะที่ตอนเป็นกุนซือก็พาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ 3 สมัย เอฟเอ คัพอีก 2 สมัย ซึ่งการที่เขาคุมทีมชุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 นี้เองที่ทำให้เขาอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าตำนาน “เดอะ เร้ดส์” ด้วยกันทั้งปวง

แต่เคนนี่ก็ได้จากทีมไป แม้ว่าลิเวอร์พูลจะกำลังอยู่ในฟอร์มที่ดีและนำเป็นจ่าฝูง โดยมีแต้มห่างจากอันดับ 2 อยู่ 3 คะแนน ใบหน้าของเขาที่นิ่งเฉยจดจ้องมายังกล้องถ่ายภาพที่กำลังรัวแฟลชใส่ ไม่มีท่าทีใดๆ ที่บ่งบอกถึงสาเหตุที่เขาลาออก นอกเหนือไปจากการเผยถึงสิ่งที่สำคัญกว่าปฏิกิริยาหลังจบเกมอันสุดระทึกดังกล่าว

“ผู้คนอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจกับการตัดสินใจของผม แต่ผมก็ได้ทำลงไปแล้ว กระนั้นมันก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก ถ้าหากผมชักนำให้คนเชื่อในทางที่ผิดว่าตัวผมไม่ได้มีอะไรผิดปกติ” กุนซือชาวสก็อตกล่าว

Dalglish presser

สีหน้าของ เคนนี่ ดัลกลิช ภายในงานแถลงข่าวถึงการลาออกแบบฟ้าผ่าของเขา

ผู้คนทั้งเมืองจนถึงทั้งประเทศต่างออกอาการช็อคกันอย่างเห็นได้ชัด จนถึงขั้นที่มีแฟนบอลคนหนึ่งโทรหาตำรวจเพื่อที่จะขอคำปรึกษาเลยทีเดียว แต่แล้วเมื่อความสับสนงุนงงของแฟนๆ ค่อยๆ ลดลง ข่าวลือต่างๆ นานาถึงสาเหตุของการลาออกก็เกิดขึ้น บ้างก็ว่าดัลกลิชกับเบียร์ดสลี่ย์มีปากเสียงกัน ซึ่งถือเป็นข่าวไร้สาระมากเพราะแม้แต่คนที่รู้จักทั้งคู่เพียงผิวเผินก็ยังรู้ว่าพวกเขานิสัยดีขนาดไหน ขณะที่อีกกระแสก็ชี้ว่ามีการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงกับบอร์ดบริหาร