วันที่ “จิตวิญญาณ” ของ “มังกรไฟ” ดับสูญ…

ถ้าจะบอกว่าข่าวการตัดสินใจขายทีม บีอีซี เทโรศาสน ของ มิสเตอร์ ไบรอัน แอล มาร์การ์ เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่สะเทือนใจแฟนลูกหนังไทยลีกมากที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธ... เขา คือ ชายผู้เปลี่ยนโฉมให้ทีมฟุตบอลจากประเทศเล็กๆ ประเทศนี้กลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ระดับเอเชีย แต่ความอ่อนล้าจากปัญหาต่างๆ นาๆ ในวันนี้ หลังต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวมานานหลายปี ทำให้เขาถอดใจและยอมแพ้…

ริเริ่มตำนาน “มังกรไฟ”

มิสเตอร์ ไบรอัน แอล มาร์คาร์ นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ลูกครึ่งอังกฤษ-เมียนมาร์ ผู้คลั่งไคล้และรักเกมลูกหนังสุดหัวใจ เดินเข้าสู่เส้นทางการสร้างทีมฟุตบอล และทำทีมๆนี้มาตั้งแต่ ค.ศ.1996 พวกเขาไล่ล่าแข้งทีมชาติเข้าสู่ทีมจนได้ฉายาว่า “เจ้าบุญทุ่ม” โดยดึงผู้เล่นชั้นนำของประเทศ อย่าง วรวุฒิ ศรีมะฆะ อดีตกองหน้าร่างยักษ์ทีมชาติไทยที่ก่อนหน้านี้คว้าแชมป์เอเชียมา 2 สมัยกับธนาคารกสิกรไทย รวมถึง ดุสิต เฉลิมแสน แบ็คซ้ายดาราเอเชีย อีกทั้งยังเป็นทีมแรกของเมืองไทยที่ดึงผู้เล่นต่างชาติเข้ามาร่วมทีม โดยหนึ่งในนักเตะต่างชาติยุคแรกๆของ “มังกรไฟ” คือ อเดบาโย่ กาเดโบ้ อดีตกองหลังทีมชาติไนจีเรียชุดเยาวชน รุ่นเดียวกับ เอ็นวานโก้ คานู และ เจย์ เจย์ โอโคชา ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสโมสรสุพรรณบุรี เอฟซี แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ ปรัชญาและความมุ่งมั่นของ นายไบรอัน ที่จะทำให้ทีมฟุตบอลเล็กๆที่เกิดจากน้ำมือของเขาทีมนี้กลายเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพท่ามกลางสภาวะลีกไทยที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพสักอย่างเดียว แต่เขาเลือกที่จะพยายามเป็นผู้นำ…

วรวุฒิ ศรีมะฆะ แข้งดังระดับทีมชาติไทยคนแรกๆ ที่ มิสเตอร์ ไบรอัน แอล มาร์คาร์ คว้าร่วมทัพก่อนพาทีมผงาดยิ่งใหญ่

บีอีซี เทโรศาสน เป็นทีมแรกๆที่นำการบริหารจัดการด้านการตลาดมาใช้กับทีมฟุตบอล เป็นทีมแรกของไทยที่ใช้ผลิตภัณฑ์ชุดแข่งแบรนด์ดังของต่างประเทศ ตลอดจนมีรถบัสสโมสรที่มีสติ๊กเกอร์ติดรายล้อม และที่สำคัญมากกว่าสิ่งใด คือ การริเริ่มปั้นเด็กเยาวชน พวกเขาเป็นทีมแรกๆของไทยอีกเช่นกันในการผูกพันธมิตรกับโรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน มีรถรับ-ส่งให้กับแข้งยังเติร์กได้มาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ที่สนามซ้อมย่านหนองจอก ผลผลิตเหล่านั้น ได้แก่ รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค, อนุชา (ชยพัทธ์) กิจพงษ์ศรีธาดา, พีรทรรศน์ โพธิ์เรือนดี รวมถึง ดัสกร ทองเหลา (และปรัชญานี้ ได้สืบสานต่อมาจนถึงปัจจุบันในยุคของ ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา)

“มังกรไฟ” ใช้เวลา 5 ฤดูกาล หลังก่อตั้งทีมคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกได้สำเร็จ ภายใต้การคุมทีมของ เจสัน วิธ ลูกชายของปีเตอร์ วิธ อดีตกุนซือทีมชาติไทยชาวอังกฤษคนดัง… ปณิธานแรกของชายชื่อ ไบรอัน แอล มาร์คาร์ ลุล่วง และความยิ่งใหญ่ไม่ได้จบเท่านั้น

มังกรไฟ (ไทย) ผงาดเอเชีย 

มิสเตอร์ ไบรอัน แอล มาร์การ์ นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ (ในขณะนั้น) ทุ่มเทมุ่งมั่นกับทีมฟุตบอลสุดหัวใจ… บีอีซี เทโรศาสน กลายเป็นสิ่งที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตและหัวใจทั้งสี่ห้องของเขา

บีอีซี เทโรศาสน เข้าร่วมการแข่งขันรายการระดับทวีปก่อนหน้านี้มาแล้ว ตั้งแต่ปีที่ไม่ได้เป็นแชมป์… ต้องเข้าใจว่าสมัยนั้นทีมอื่นๆไม่ได้มีความเพียบพร้อมเหมือนกับพวกเขา หลายๆครั้งที่สิทธิ์การไปเตะต่างประเทศ ตกเป็นของ “เดอะไฟเออร์ดรากอนส์” และสิ่งเหล่านี้ทำให้ “มังกรไฟ” ตัวนี้ยิ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว

อนุรักษ์ ศรีเกิด กุนซือบางกอกกล๊าส เอฟซี ในปัจจุบัน และ อดีตนักเตะคนดังของบีอีซี เทโรศาสน เคยเล่าให้ฟัง FFT TH ว่า “สมัยก่อนทีมเราได้ไปแข่งต่างประเทศบ่อย บางครั้งไม่ใช่สิทธิ์ของเรา แต่เนื่องจากทีมอื่นไม่พร้อม ทำให้เราได้รับสิทธิ์นั้นแทน และการที่นักเตะของเราได้ไปเจอผู้เล่นระดับเอเชีย ทำให้เรารู้ว่าคลาสบอลที่แท้จริงเป็นอย่างไร และต้องเล่นอย่างไรเมื่อเจอทีมหรือผู้เล่นระดับนั้น”

ปีแรกที่เทโรฯ ไปเล่น เอเชี่ยน คลับ แชมเปี้ยนชิพ หรือ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ในปัจจุบัน (ในฐานะแชมป์) พวกเขาตกรอบด้วยน้ำมือของ คาชิม่า อันท์เลอร์ส ยอดทีมจากญี่ปุ่น แต่หลังจากที่ทีมผงาดคว้าแชมป์ในไทยเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน พวกเขาก็กลับมาเล่นรายการเอเชียในฐานะแชมป์จากไทยอีกครั้ง ในปี 2002 แต่ครั้งนี้รายการนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก แบบที่ใช้กันในปัจจุบัน พวกเขาอุดมไปด้วยผู้เล่นทีมชาติไทยแทบทั้งชุด นำโดย วรวุฒิ ศรีมะฆะ, นิรุจน์ สุระเสียง, วรชัย สุรินทร์ศิริรัฐ, พีรทรรศน์ โพธิ์เรือนดี, เทิดศักดิ์ ใจมั่น และ “เด็กระเบิด” ดัสกร ทองเหลา อันบ่งบอกว่า “นายไบรอัน” เอาจริงอย่างถึงที่สุดที่จะพาทีมไปให้ได้ไกลและยิ่งใหญ่ในเอเชีย…

เทิดศักดิ์ ใจมั่น กุนซือทีมชลบุรี เอฟซี ในปัจจุบัน เคยเล่าให้ FFT TH ฟังว่า สมัยนั้นไทยยังไม่มีลีกอาชีพ และทีมจากสิงคโปร์และเวียดนามติดต่อเขาเข้ามามากมาย เพื่อรับค่าเหนื่อยก้อนโต แต่ นายไบรอัน ขอร้องให้เขาช่วยทีมลุยศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก เสียก่อน และสุดท้ายก็ได้เข้าชิงชนะเลิศ

การเจอกับผู้เล่นจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ ตลอดจนทีมจากอุซเบกิสถาน เป็นสิ่งที่ผู้เล่นของ “มังกรไฟ” ยุคนั้น ต่างต่อสู้อย่างยากลำบาก แต่ก็ผ่านทะลุเข้าชิงชนะเลิศได้อย่างยอดเยี่ยม กลายเป็นทีมจากไทยเป็นทีมที่ 2 ที่เข้าชิงถ้วยใหญ่สุดของฟุตบอลเอเชียต่อจาก กสิกรไทย แม้พวกเขาจะแพ้ อัล ไอน์ ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 1 ต่อ 2 แต่ก็เป็นการพ่ายแพ้แบบน่าชนะ เพราะกรรมการคู่ดังกล่าวปฏิเสธลูกโหม่งของ พีรทรรศน์ โพธิ์เรือนดี ในช่วงท้ายเกม จนมีข่าวลือตามหลังมาว่าผู้ตัดสินคนนั้นรับสินบน และถูกลงโทษไปในที่สุด ก่อนจะตัดสินใจแขวนนกหวีดไป

บีอีซี เทโรศาสน ในวันยิ่งใหญ่เกือบได้แชมป์เอเชีย

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ได้เป็นทีมที่ 2 ของไทยที่คว้าแชมป์ แต่การทะลุเข้ารอบชิงบอลถ้วยใหญ่สุดเอเชีย กลายเป็นสิ่งที่กล่านขาน และเป็นหนึ่งในตำนานที่ไม่มีวันลืมเลือนของคนไทย

และคนที่น่าจะมีความสุขมากที่สุด คือ มิสเตอร์ ไบรอัน แอล มาร์คาร์ นั่นเอง…

ยิ่งใหญ่เคียงข้างบอลไทย

มันเหมือนกับฟุตบอล คือ ความสุขของ ชายชื่อไบรอัน แอล มาร์คาร์… หลังจาก บีอีซี เทโรศาสน ครองความย่ิงใหญ่คว้าแชมป์ลีก 2 ปีติดบวกกับเป็นรองแชมป์เอเชีย นักเตะทีมชาติหลายคนเริ่มทยอยออกจากทีมเพื่อไปโกยเงินโกยทองกับลีกอาชีพที่เพื่อนบ้านในย่านอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ และ เวียดนาม ซึ่งยุคนั้นนับเป็นลีกที่มีความเป็นมืออาชีพมากที่สุดในย่านนี้ พวกเขาอาจจะเจอกับช่วงเวลาที่มีผลงานย่ำแย่ จบอันดับ 6 ในปี 2005 แต่ในปีถัดมาก็สร้างความฮือฮาให้เร้าใจหัวใจแฟนบอลไทยด้วยการดึงตัว ไนออน ควินน์ อดีตหัวหอกเสาโทรเลขทีมชาติไอร์แลนด์และซันเดอร์แลนด์มาร่วมทีม แม้จะเป็นสัญญาระยะสั้นๆ และลงเล่นแค่เกมเดียว แต่มันก็สร้างกระแสได้ไม่น้อย สำหรับฟุตบอลลีกไทยขณะนั้น…

ดีลสุดฮือฮากับวงการลูกหนังอาเซียนเมื่อ 10 ปีก่อนกับการเซ็นสัญญา ไนออน ควินน์ อดีตกองหน้าร่างโย่งทีมชาติไอร์แลนด์

บีอีซี เทโรศาสน ยังคงเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของไทย พวกเขาติดท็อปทรี 3 ฤดูกาลติดต่อกัน ระหว่างปี 2006 - 2008 แต่เมื่อถึงยุคการเปลี่ยนแปลงของระบบฟุตบอลลีกไทยกลายเป็นอาชีพ “มังกรไฟ” ตัวนี้ถึงกับปรับตัวแทบไม่ทัน…