วันที่รอคอย : ย้อนดู 7 ปีแห่งความผิดหวัง...ก่อนการกลับมาของ “โบโร่”

สิ้นสุดเสียงนกหวีดที่สนามริเวอร์ไซด์ สเตเดี้ยม เสียงโห่ร้องของแฟนบอลราว 30,000 คงจะดังกึกก้องไปทั่วเมืองมิดเดิ้ลสโบรห์ และคงจะดังต่อเนื่องไปทั้งคืน หลังจากทีมรักของพวกเขาเปิดบ้านยันเสมอกับไบรท์ตันไปได้ 1-1 ส่งให้พวกเขาคว้าอันดับ 2 ในลีกทันที ซึ่งก็คือช่วงเวลาที่แฟนบอลทีม “สิงห์แดง” ต่างเฝ้ารอคอยมาแสนนาน เวลาที่ทีมรักของพวกเขาจะได้เลื่อนชั้นกลับขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ FFT TH จึงจะขอพาผู้อ่านทุกกลับย้อนอดีตตั้งแต่ตอนที่พวกเขาหายหน้าไปจากลีกสูงสุด...

ฝันร้ายมาเยือน

หลังจากที่ สตีฟ แม็คคลาเรน ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม โบโร่ก็ทำการแต่งตั้ง แกเร็ธ เซาธ์เกต ที่ผันตัวเองจากการเป็นผู้เล่นมารับหน้าที่กุนซือใหญ่ของทีม ฤดูกาลแรกที่เขาเข้ามาคุมทีมผลงานของทีมก็ไม่ค่อยดีนักโดยพวกเขาจบในอันดับที่ 12 ซึ่งหากเทียบกับยุคของแม็คคลาเรนแล้วอาจจะเรียกได้ว่าต่ำกว่ามาตรฐานเนื่องจากแม็คคลาเรนยังสามารถพาทีมคว้ารองแชมป์ยูฟ่า คัพในสมัยนั้นได้สำเร็จ แม้ในลีกจะได้อันดับ 14 ก็ตาม

บางทีการที่เซาธ์เกตเข้ามาคุมทีมสิงห์แดง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายของแฟนๆ ก็ได้เนื่องจากนับตั้งแต่ที่เขาเข้ามา กราฟของทีมโบโร่นั้นมักจะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในครึ่งล่างของตารางเสมอ โดยกุนซือรายนี้ใช้เวลาทั้งหมด 3 ปีในฐานะบอสใหญ่พาคว้าทีมอันดับ 12, 13 และ 19 ตามลำดับ

การอำลาทีมของแม็คคลาเรนคือจุดเริ่มต้นของความตกต่ำ

19? ถูกต้องแล้ว นั่นหมายความว่าพวกเขาจะหล่นลงสู่ลีกรองของประเทศอย่างเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในฤดูกาล 2009/10 แม้ว่าในตอนแรกคงจะไม่มีใครคาดคิดว่าทีมของเซาธ์เกตจะทำผลงานได้ย่ำแย่ถึงขั้นตกชั้น เนื่องจากใน 13 เกมแรกนั้น พวกเขารั้งอยู่สูงถึงอันดับ 8 ของตาราง แต่หลังจากนั้นฟอร์มของพวกเขาก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเนื่องจากเก็บ 3 แต้มได้เพียง 2 นัดเท่านั้น ส่งผลให้อันดับของพวกเขาค่อยๆ ไหลลงมาอยู่ก้นตารางพร้อมกับผลงานชนะ 7 เสมอ 10 แพ้ถึง 16 นัดซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาอยู่รอดต่อไปได้

นับเป็นฝันร้ายของพวกเขาอย่างแท้จริงหลังจากที่ 3 ปีก่อนพวกเขาเพิ่งจะมีสัญญาณที่ดีด้วยการคว้าตำแหน่งรองแชมป์บอลยุโรปถ้วยเล็กมาหมาดๆ

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

นับเป็นการเปลี่ยนแปลง (ในทางที่ไม่ดี) ครั้งใหญ่ของโบโร่เลยก็ว่าได้หลังจากที่พวกเขาต้องตกชั้นลงมาเล่นในลีกระดับ 2 ของประเทศ นั่นทำให้อะไรๆ ก็ลดลงไป ทั้งรายได้ แฟนบอล สปอนเซอร์ และอีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อรายได้ลดลง เงินค่าใช้จ่ายเดิมที่เคยใช้อยู่ในสโมสรจำก็ลดลงด้วย นั่นหมายความว่าพวกเขาจำใจต้องปล่อยแข้งตัวหลักบางรายออกไปจากทีมเพื่อเป็นการพยุงการเงินของสโมสรเอาไว้ โดยทั้งลูกหม้อของทีมอย่าง สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง หรือ ตุนกาย ซานลี ที่เป็นดาวซัลโวฤดูกาลก่อน รวมถึง โรเบิร์ต ฮูธ, มิโด้ และ อฟอนโซ่ อัลเวส ต่างเข้าแถวย้ายออกจากทีมไปกันหมด ซึ่งคงจะไม่ใช่เรื่องที่แฟนบอลปลื้มเท่าไหร่นัก

สำหรับผลงานของเซาธ์เกตกับลูกทีมของเขาในลีกรองของประเทศนับว่าเริ่มต้นได้ดีพอสมควร เมื่อพวกเขาสามารถรั้งอันดับ 2 ของตารางได้หลังจากผ่านไป 7 นัด แม้ว่าหลังจากนั้นพวกเขาจะมีสะดุดบ่อยๆ จนทำให้ทีมผลงานขึ้นๆ ลงๆ ทว่าเซาธ์เกตก็ยังทำให้แฟนบอลใจชื้นได้หลังจากรั้งอยู่หัวตารางได้ลุ้นเลื่อนชั้นกลับในฤดูกาลหน้า อย่างไรก็ตามผู้บริหารของทีมก็ตัดสินใจปลดเซาธ์เกตออกกลางอากาศจนสร้างความสงสัยให้กับแฟนบอลอย่างมากว่าเพราะเหตุใจสโมสรถึงตัดสินใจเร็วเช่นนี้ เนื่องจากกุนซือรายนี้ก็ไม่ได้ทำผลงานได้ย่ำแย่เท่าไหร่นัก

กอร์ดอน สตรัคคัน ไม่อาจฉุดโบโร่ขึ้นมาพ้นน้ำ

นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของทีมอีกครั้ง เมื่อกุนซือที่แฟนๆ คุ้นหน้าคุ้นตาอย่างเซาธ์เกตถูกมาแทนที่ด้วย กอร์ดอน สตรัคคัน อดีตผู้เล่นของลีดส์ ยูไนเต็ดและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ฝึกสอน แน่นอนว่าสโมสรต้องการให้เขาเข้ามาสร้างความคงเส้นคงวาให้กับทีมเพื่อโอกาสการเลื่อนชั้น แต่แล้วมันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคิด เพราะนับตั้งแต่ที่กุนซือชาวสก็อตแลนด์รายนี้เข้ามาทีม กราฟของพวกเขาก็ตกลงเรื่อยๆ ไปอยู่กลางตารางและไม่เคยทำอันดับได้ดีเท่าสมัยเซาธ์เกตยังอยู่อีกเลย

นอกจากการเสียดาวนิ่ง ฮูธ และเซาธ์เกตไปแล้ว มิดเดิ้ลสโบรห์ยังมาเสียตัวดาวรุ่งพุ่งแรงของพวกเขาอย่าง อดัม จอห์นสัน ในช่วงตลาดซื้อขายเดือนมกราคมอีกด้วย ซึ่งในตอนนั้นเจ้าตัวกำลังเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยผลงาน 11 ประตูในลีกโดยปีกเลือดผู้ดีรายนี้ย้ายไปร่วมทัพแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดีลนี้คงจะทำให้แฟนบอลเสียดายไม่น้อยเนื่องจากปีกรายนี้คือดาวซัลโวของทีมในตอนนั้น และถ้าเขาไม่ได้ย้ายออกไป ดีไม่ดีเราอาจจะได้เห็นสิงห์แดงกลับมาในพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ตอนนั้นก็ได้

ท่าดีทีเหลว

ผลงานที่ไม่ดีนักของสตรัคคันยังคงคงต่อเนื่องมาจนถึงฤดูกาลถัดมา จากเดิมที่พวกเขามีโอกาสได้ลุ้นเลื่อนชั้นหลังจากตชั้นได้เพียง 1 ปี ตอนนี้พวกเขากลับต้องดิ้นรนเอาในตัวรอดในลีกรองของประเทศอีกครั้ง การเสียสตาร์สำคัญๆ ของทีมไปคือ 1 ในเหตุผลที่ทำให้ทีมตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ โดยสตรัคคันพาทีมออกสตาร์ทได้ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นัก และเมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม ปี 2011 กุนซือรายนี้นำทีมเก็บได้เพียง 1 แต้มจาก 4 เกมส่งผลให้พวกเขาจมลงสู่โซนตกชั้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ตกชั้นลงมา แน่นอนว่าบอร์ดบริหารของโบโร่ไม่อยู่เฉย พวกเขาตัดสินใจไล่บอสใหญ่ของทีมออกทันทีและแต่งตัน โทนี โมว์เบรย์ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ กระนั้นผลงานของพวกเขาก็ยังคงไม่ดีขึ้นเท่าไหร่นักและยังคงจมอยู่ท้ายตารางต่อไปจนเวลาผ่านมาถึงช่วงปีใหม่

ในตลาดซื้อขายรอบ 2 พวกเขาก็ยังคงถูกดึงผู้เล่นตัวหลักของทีมออกไปอย่าง เดวิด วีเทอร์และ แกรี่ โอนีล กระนั้นในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล อาจจะเป็นเพราะแทคติคของโมว์เบรย์เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว หรือ 2 กองหน้าคนสำคัญของทีมอย่าง สก็อต แม็คโดนัลด์ และลีรอย ลิต้าต่างเรียกฟอร์มเก่งตัวเองกลับมาได้ ทำให้ทีมสิงห์แดงเร่งฟอร์มขึ้นมาได้เรื่อยๆ พวกเขาจมพื้นที่เสี่ยงตรงชั้นอยู่ถึงกลางเดือนมีนาคม ก่อนที่จะค่อยๆ ไต่อันดับขึ้นมาจบอันดับที่ 12 ได้สำเร็จ โดยในครึ่งหลังของฤดูกาลพวกเขาทำได้ดีขึ้น แพ้เพียง 5 นัดเท่านั้นจากที่ครึ่งแรกแพ้ไปถึง 13 นัด

โทนี่ โมว์เบรย์ ทำได้แค่เฉียดไปเฉียดมา

ฤดูกาล 2011/12 นับเป็นฤดูแรกของ โทนี่ โมว์เบรย์ ที่จะได้ทำทีมแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยตั้งแต่การวางแผนช่วงปรีซีซั่นจนถึงนักเตะที่เขาจะดึงเข้ามาร่วมทีมซึ่งก็ส่งผลดีต่อทีม เนื่องจากแม้ว่าพวกเขาจะเสียกองหน้าตัวเก่งอย่างลิต้าให้กับสวอนซีที่เป็นน้องใหม่ในพรีเมียร์ลีก แต่โมว์เบรย์ก็ยังนำลูกทีมของเขาออกสตาร์ทได้ยอดเยี่ยมที่สุดนับตั้งแต่พวกเขาตกชั้นลงมา โดยพวกเขาไม่แพ้ใครเลยตลอด 11 นัดแรกและรั้งอันดับ 3 ของลีก โดยส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับโมว์เบรย์และ มาร์วิน เอ็มเนส เนื่องจากกุนซือรายนี้ปลุกปั้นให้เอ็มเนสจากที่เคยทำได้เพียง 2-3 ประตูต่อฤดูกาล ทำไปทั้งหมด 14 ประตูในลีก เป็นดาวซัลโวของทีมในเวลาต่อมา

ปีที่ 2 ของกุนซือรายนี้นับเป็นผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขาในช่วง 3 ปีในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ พวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้รั้งอยู่ในพื้นที่ลุ้นเลื่อนชั้นมาตลอดจนถึงเดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการแข่งขัน ทว่าจุดเปลี่ยนของฤดูกาลก็เกิดขึ้นเมื่อโบโร่พลาดท่าเปิดบ้านพ่ายให้กับลีดส์ ยูไนเต็ด พร้อมกับใบแดงของ แบร์รี่ ร็อบสัน กองกลางตัวเก่งของทีมจนทำให้ถูกแบน 3 ถัดมาซึ่งทั้ง 3 นัดที่ขาดกองกลางสก็อตติชรายนี้ พวกเขาเก็บได้เพียง 2 แต้มและแม้ว่าเจ้าตัวจะชดใช้โทษแบนจนครบแล้วและกลับมาลงสนามอีกครั้ง แต่โมเมนตัมของทีมไม่ได้กลับมาด้วย มิดเดิ้ลสโบรห์หาชัยชนะไม่เจออีกเกือบ 1 เดือนจนพวกเขาหลุดออกจากพื้นที่เพลย์ออฟ จนต้องลุ้นให้คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้พลาด ซึ่งท้ายสุดแล้วพวกเขาก็ทำไม่สำเร็จและจบอันดับที่ 7 อดได้เพลย์ออฟอีกปีหนึ่ง

สำหรับฤดูกาลนี้แฟนบอลคงจะเสียดายเป็นอย่างมากเพราะหากนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพวกเขาไม่โดนใบแดงในวันที่พบกับลีดส์ พวกเขาอาจจะไม่ต้องเล่นในแชมเปี้ยนชิพเป็นฤดูกาลที่ 4 ก็ได้

ความฝันที่เป็นจริง

ด้วยการจบอันดับ 6 ในฤดูกาล 2011/12 ทำให้ความคาดหวังในตัวโมว์เบรย์สูงขึ้น ทว่าในฤดูกาลถัดมา เขากลับทำผลงานได้น่าผิดหวัง ต่างจากฟอร์มเดิมที่เคยทำได้จนทำให้ทีมทำได้เพียงอับดับ 16 และฤดูกาลถัดมาเขาก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งเนื่องจากไม่สามารถเร่งฟอร์มของทีมได้ โดยใน 2 ปีสุดท้ายของโมว์เบรย์ เขาได้เสียผู้เล่นตัวหลักอีกหลายๆ คนทั้งแบร์รี่ ร็อบสัน, โจ เบนเน็ตต์, นิกกี้ เบย์ลีย์, ฮูลิโอ อาร์ก้า และ สก็อต แม็คโดนัลด์ แต่เขาก็จัดการดึงตัว แกรนท์ ลีดบิตเตอร์, จอร์จ เฟรนด์, โจนาธาน วู๊ดเกต,  อัลเบิร์ต อโดมาห์ และดิมิตรอส คอนสแตนโตปูลอส มาร่วมทัพ ซึ่งกลายเป็นกลุ่มตัวหลักของทีมในเวลาต่อมา

ผู้ที่เข้ามาแทนโมว์เบรย์ก็คือ ไอตอร์ การันก้า อดีตผู้ช่วยของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เรอัล มาดริด โดยเขาเข้ามาสานงานของโมว์เบรย์ต่อในฤดูกาล 2012/13 และจบอันดับที่ 12 ของตาราง ซึ่งผลงานก็ยังถือว่าไม่ได้โดดเด่นหรือย่ำแย่เท่าไหร่ ทว่าฤดูกาลต่อมาเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในถิ่นริเวอร์ไซด์ สเตเดี้ยม

การันก้าคือผู้ปลุกสิงห์แดงให้กลับมาผงาด

อดีตนักเตะของ “ราชันชุดขาว” ออกสตาร์ทฤดูกาลแรกของเขากับมิดเดิ้ลสโบรห์ด้วยการจัดการลูกทีมของเขา ซึ่งเขาปล่อยตัวหลายๆ คนออกไปทั้งสจ๊วต พาร์นาบี้, เฟรเซอร์ ริชาร์ดสัน, มาร์วิน เอ็มเนส และ ลูคัส ยุตคีวิคซ์ และดึงตัวอดัม เคลย์ตัน, ดาเนียล อยาลา, กิเก้ และเอมิลิโอ เอ็นซูเอ้ รวมทั้งปั้น เบน กิ๊บสัน ลูกหม้อของสโมสรขึ้นมาเป็น 1 ในคีย์แมนของทีม นอกจากนั้นด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับมูรินโญ่ ทำให้เขายืมตัวผู้เล่นจากเชลซีมาจำนวนหนึ่ง ซึ่ง 1 ในนั้นคือ แพทริค แบมฟอร์ด ที่ระเบิดฟอร์มยิงระเบิดให้กับมิดเดิ้ลสโบรห์ตลอดทั้งฤดูกาล

นับแต่ตั้งการันก้าเข้ามาขึ้น บรรดาผู้เล่นทีมชุดใหญ่เดิมจากยุคของโมว์เบรย์เองก็ดูจะพัฒนาฟอร์มการเล่นขึ้น อีกทั้งแท็คติคของกุนซือรายนี้ยังเข้ามาช่วยยกระดับเกมรับของทีมอีกด้วย โดยลูกทีมของเขาเสียประตูเพียงแค่ 37 ประตูจาก 46 เกมเท่านั้นซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในลีก โดยจาก 46 เกมที่ลงเล่น พวกเขาเก็บคลีนชีตได้ถึง 21 นัดด้วยกัน ต้องขอบคุณการปลุกปั้นเบน กิ๊บสัน และ ดาเนียล อยาล่า ที่จับคู่กันในเกมรับได้อย่างลงตัว

ในฤดูกาล 2014/15 การันก้าพาทีมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเขาพาทีมอยู่ในตำแหน่งเพลย์ออฟตั้งแต่เดือนกันยายนยาวไปจนถึงจบฤดูกาลได้สิทธิ์เพลย์ออฟเพื่อเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก แม้ว่าจะน่าเสียดายที่สุดท้ายพวกเขาจะไม่สามารถขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีกได้เนื่องจากไปแพ้ให้กับนอริช ซิตี้ ในรอบชิงชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์ อย่างไรก็ตามมันล้วนเป็นสัญญาณที่ดีของพวกเขาทั้งเรื่องของการเล่นในลีกที่การันก้าทำได้ดี และการดึงตัวผู้เล่นที่เรียกได้ว่าเข้ามายกระดับทีมอย่างแท้จริง ทั้งในรายของแกรนท์ ลีดบิทเทอร์, กิเก้, ดาเนียล อยาลา และ แพทริค แบมฟอร์ด

ได้เวลาฉลอง!

และแล้วเวลาที่แฟนบอล นักเตะ สต๊าฟฟ์โค้ชทุกคนรอคอยก็มาถึง เมื่อการันก้าตอบแทนความเชื่อมั่นของแฟนๆ ด้วยการพาทีมจบอันดับที่ 2 ในฤดูกาล 2015/16 ที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล การันก้าตัดสินดึงตัว สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง อดีตลูกหม้อของทีม, คริสเตียน สตูอานี และ เดวิด นูเจนท์เข้ามาเสริมขุมกำลังของเขา ซึ่งถือว่าเป็นการเสริมทัพที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากพวกเขาเข้ามากำลังหลักให้กับทีมได้ทันที

ลูกทีมของการันก้าทำผลงานได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะเกมรับที่เสียประตูเพียงแค่ 31 ลูกน้อยกว่าปีก่อนเสียอีก ด้วยฟอร์มการเล่นที่ดีต่อเนื่องมาจากฤดูกาลก่อน เบน กิ๊บสัน และ ดาเนี่ยล อยาลาต่างกลายมาเป็นที่ขาดไม่ได้ของทีม ส่วนแดนกลางอย่าง แกรนท์ ลีดบิทเทอร์, อัลเบิร์ต อโดมาห์ และ อดัม เคลย์ตัน ทั้ง 3 คนคือส่วนผสมที่ลงตัว และ เดวิด นูเจนท์, สจ็วร์ต ดาวนิ่งที่มีประสบการณ์จากลีกสูงสุดค้ำอยู่ในแดนหน้า เรียกได้ขุมกำลังของพวกเขาคือชุดที่พร้อมที่จะขึ้นสู่ลีกสูงสุดแล้วนับตั้งแต่ตกชั้นลงมา ซึ่งพวกเขาก็ทำได้สำเร็จ

ระยะเวลา 7 ปีที่ยาวนานของพวกเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว ในวันนี้พวกเขากำลังจะกลับขึ้นมาโลดแล่นอยู่บนลีกสูงสุดได้อีกครั้ง พร้อมกับผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยมและนักเตะที่ต้องพร้อมสำหรับเวทีสุดหฤโหดในฤดูกาลหน้า ดังนั้นการบ้านชิ้นต่อไปของการันก้าและทุกคนในทีม ก็คือการหาวิธีที่จะต่อสู้และเอาตัวรอดบนลีกสูงสุดให้ได้ เพราะนับจากนี้สถานะของพวกเขาจะไม่ใช่รองแชมป์จากแชมเปี้ยนส์ชิพอีกต่อไป แต่จะเป็นทีมน้องใหม่ของศึกพรีเมียร์ลีก