WCQ2018 : เมื่อกัปตันทีมสิงห์เฒ่าอิรักจับมือประสานรอยร้าวเพื่อชาติ

หลังจากนักเตะช้างศึกทีมชาติไทยสวมหัวใจนักสู้ รวมพลังฮึดไล่ตีเสมอทีมชาติอิรัก 2-2 ในช่วงท้ายเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก รอบที่ 2 นัดที่ 3 ของทีมชาติไทยเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เหตุการณ์ความร้าวฉานภายในแคมป์ทีมชาติอิรักก็กลับบานปลายจนกลายเป็นประเด็นระดับชาติ 

โดยในเกมดังกล่าว ทีมชาติอิรักไม่ส่งตัวกองหน้าหมายเลข 9 อะหมัด ยาซีน ลงสนาม รวมถึงไม่มีแม้เงาของยาซิร กอซิม มิดฟิลด์จอมแกร่งจากสวินดอนทาวน์ ที่เบื้องต้นแจ้งกับสต๊าฟของทีมชาติอิรักว่าไม่พร้อมที่จะลงเล่นในเกมที่จะพบกับทีมชาติไทย แต่เรื่องกลับลุกลามจนกอซิมลุกมาเก็บข้าวของบินกลับลอนดอนในคืนวันแข่งขัน (8 กันยายน) และประกาศเลิกเล่นทีมชาติ จนต่อมา ซอฟา กอซิม ผู้เป็นพ่อได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับอัล บักห์ดาดิยา ถึงเรื่องดังกล่าวว่า ‘นี่ไม่ใช่ทีมฟุตบอล แต่เป็นมาเฟียที่มีคนเพียงบางคนกุมอำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว’ และมีการชี้เป้าไปที่กัปตันทีมยูนิส มะห์มุด ว่าเป็น ‘บางคน’ ที่กุมอำนาจ

ทำให้ทีมชาติอิรัก สมาคมฟุตบอลและแฟนฟุตบอลอิรักเริ่มแตกกันเป็นสองฝักฝ่าย ระหว่างฝ่ายกัปตันมะห์มุด และฝ่ายกอซิม

สิงห์เฒ่าผู้ยิ่งใหญ่

คงไม่มีใครรู้จักยูนิส มะห์มุด กัปตันทีมชาติอิรักที่ผ่านการรับใช้ชาติมายาวนาน จนกลายเป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจของทีมชาติ

ยูนิส มะห์มุด กอลัฟ เกิดเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 1983 ในเมืองเคอร์คุก ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก ที่เต็มไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

มะห์มุดเริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมเล็กๆ ในท้องถิ่น ก่อนจะถูกดึงตัวมาเล่นกับทีมอัล-ทาราบา ยักษ์ใหญ่ของลีกอิรักในปี 2001 ร่วมทีมคว้าแชมป์ลีกอิรัก และติดทีมชาติอิรักชุดเยาวชนก่อนที่จะกลายเป็น 1 ในทีมชาติอิรักชุดใหญ่ในปี 2002

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่ทีมชาติอิรักพบกับทีมชาติไทยที่กรุงเทพ ยูนิส มะห์มุด ลงสนามในนามทีมชาติอิรักทั้งสิ้น 142 เกม ยิงประตูรวม 55 ประตู ทำให้มะห์มุดกลายเป็นนักเตะที่ยิงประตูให้กับทีมชาติได้มากเป็นอันดับ 5 (ยิงประตูได้เท่ากับอันดับ 4 คริสเตียโน โรนัลโด้ แต่มะห์มุดลงสนามมากกว่า จึงกลายเป็นอันดับ 5) เมื่อเทียบกับนักเตะที่ยังคงเล่นทีมชาติอยู่ในปัจจุบัน โดยมะห์มุดยิงได้มากกว่าเวย์น รูนีย์ และโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เสียอีก

ปีที่โดดเด่นที่สุดในอาชีพนักเตะและเป็นปีที่ยูนิส มะห์มุดแทบจะกลายเป็นเสมือนเทพเจ้าของฟุตบอลอิรัก ก็คือปี 2007 

ดาวยิงจอมแกร่งวัย 26 ปีเจ้าของฉายา “The Butcher” หรือ “จอมเชือด” จากจังหวะจบสกอร์ที่เด็ดขาดและเฉียบคม รับหน้าที่สวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติอิรักในการแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยนคัพรอบสุดท้ายที่ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ สามารถพาทีมผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศและสามารถยิงประตูชัยให้ทีมชาติอิรักเอาชนะทีมชาติซาอุดิอาระเบีย 1-0 คว้าแชมป์เอเชียมาครอง พร้อมควบตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมและดาวยิงสูงสุด 4 ประตู

ความยอดเยี่ยมของยูนิส มะห์มุดจากการยิง 30 ประตูในการลงสนาม 49 นัดในนามทีมชาติในปีนั้น ทำให้ยูนิส มะห์มุด มีชื่อเป็น 1 ใน 50 นักเตะที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัลลงดอร์ 2007 โดยได้รับการเสนอชื่อเป็นลำดับที่ 29 ซึ่งเป็นอันดับที่ดีกว่านักเตะดาวดังในลีกอังกฤษอย่างเช่น ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ, ไรอัน กิ๊กส์, คาร์ลอส เตเบซ และโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ 

สำหรับประเทศอิรักที่ตกอยู่ในสภาวะสงครามและซากปรักหักพัง แทบไม่มีสิ่งบันเทิงเริงใจใดๆ ที่จะสำคัญไปกว่าเกมฟุตบอลอีกแล้ว ชาวอิรักทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างหลงใหลคลั่งไคล้เกมลูกหนัง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ฟุตบอลจะเป็นชีวิตจิตใจและจิตวิญญาณของชาวอิรักทุกวัย ทั้งเด็กน้อยที่วิ่งไล่เตะลูกฟุตบอลริมถนนด้วยเท้าเปล่าเปลือย จนกระทั่งถึงผู้ใหญ่ที่มองเกมฟุตบอลเป็นเสมือนพื้นที่แห่งความสุขน้อยนิดท่ามกลางชีวิตที่ถูกกดดันด้วยสงครามและความยากลำบาก

Credit : AFC Asian Cup 2015 Official Fan Page

ยูนิส มะห์มุด ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของลูกทีมทั้งในระดับทีมชาติและสโมสร ยังได้รับการยกย่องจากหนังสือพิมพ์ อะราเบียน บิสสิเนส ว่าเป็นชาวอาหรับที่มีอิทธิพลมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในการจัดอันดับ 100 สุดยอดบุคคล ประจำปี 2007 โดยเหตุผลสนับสนุนการจัดอันดับดังกล่าวก็คือ ยูนิส มะห์มุด สามารถทำให้ชาวอิรักระงับความบาดหมางระหว่างเชื้อชาติและนิกายทางศาสนา พักไว้เพื่อเชียร์ฟุตบอลร่วมกันในฐานะชาวอิรัก 

จึงไม่น่าแปลกใจเลยหากยูนิส มะห์มุด จะถูกมองว่าสามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับทีมชาติอิรักและสมาคมฟุตบอลอิรักได้

ดาวรุ่งจากแดนไกล

ยาซิร ซอฟา กอซิม เกิดเมื่อ 10 พฤษภาคม 1991 ในแถบคาร์ราดา กรุงแบกแดด ประเทศอิรักเพียงไม่กี่เดือนหลังจากสิ้นสุดสงคราม

หนูน้อยกอซิม เติบโตมากับการวิ่งเท้าเปล่าไล่ลูกฟุตบอลบนพื้นถนนในกรุงแบกแดดกับทีมที่แต่ละฝ่ายมีผู้เล่นมากกว่า 20 คน จนกระทั่ง ซอฟา กอซิม พ่อของครอบครัวกอซิมที่เป็นเซลส์ขายอะไหล่รถยนต์มือสอง ตัดสินใจหอบหิ้วภรรยาและลูกๆ ทั้ง 3 คนออกจากประเทศอิรักจนไปถึงเกาะอังกฤษหลังจบฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศสเพียงไม่กี่เดือน โดยขณะนั้นกอซิมมีอายุเพียง 7 ขวบ 

ที่กรุงลอนดอน กอซิมยังคงเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ และโชว์ฟอร์มเข้าตาแมวมองของฟูแล่มระหว่างที่เล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆแถบเวสต์ลอนดอน แต่ฟูแล่มปล่อยตัวออกจากทีมเยาวชนเมื่ออายุ 15 ปี และกลายเป็นท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่กอซิมเคยไปซ้อมอยู่ด้วยหลายปี เป็นทีมที่หยิบยื่นโอกาสครั้งที่ 2 ให้กับกอซิม โดยดึงตัวเข้าอคาเดมี่สเปอร์สเมื่อปี 2007 ซึ่งขณะนั้นกอซิมมีอายุ 16 ปี 

ยาซิร กอซิมเติบโตมาในทีมเยาวชนไก่เดือยทองรุ่นเดียวกับแอนดรอส ทาวน์เซ่น และแดนนี่ โรส มีโอกาสที่จะได้โลดแล่นในพรีเมียร์ลีก เมื่อสเปอร์ส ยื่นสัญญาอาชีพให้ในช่วงต้นฤดูกาล 2010/11 แต่กอซิมกลับปฏิเสธ และเลือกที่จะเซ็นสัญญากับไบรท์ตัน

พฤษภาคม 2011 เมื่ออายุ 20 ปี ยาซิร กอซิมถูกเรียกตัวติดทีม 35 คนสุดท้ายของทีมชาติอิรักภายใต้การคุมทีมของโวล์ฟกัง ซิดก้า ลงซ้อมร่วมกับทีม 1 สัปดาห์

ตุลาคม 2011 กอซิมถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดโอลิมปิก U23 ภายใต้การคุมทีมของราห์ดิ ชาไนเชล ได้ลงสนามในการเตะกระชับมิตรกับทีมชาติกาตาร์ในเดือนพฤศจิกายน และทีมชาติญี่ปุ่นในเดือนมกราคม

สิงหาคม 2013 เซ็นสัญญา 3 ปีกับสวินดอน ทาวน์ (ฤดูกาลแรกลงสนาม 45 เกม และยิง 2 ประตู จนกลายเป็นนักเตะตัวหลักของทีมในฤดูกาลถัดมา) 

กันยายน 2013 ยาซิร กอซิมปฏิเสธไม่เดินทางเข้าร่วมทีมชาติอิรักในการเตะรอบคัดเลือกฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ โดยให้เหตุผลว่ากำลังมุ่งมั่นกับการเล่นอาชีพกับสโมสรสวินดอน ทาวน์ ต้นสังกัดในลีกวัน 

แต่เบื้องหลังเรื่องนี้มีข่าวลือกันว่ากอซิมไม่ยอมมาร่วมทีมชาติเพราะสมาคมฟุตบอลอิรัก ไม่ยอมส่งตั๋วเครื่องบินให้ เพราะก่อนหน้านี้กอซิมต้องจ่ายค่าเดินทางเองเพื่อบินกลับมาเข้าร่วมกับทีมโอลิมปิกมาแล้วถึง 2 ครั้ง

Credit : AFC Asian Cup 2015 Official Fan Page

ตุลาคม 2013 ฮีโร่ของ “ไอ้หนุ่มรถไฟ” สวินดอน ทาวน์ กลายเป็นที่จับตามองของแฟนฟุตบอลอิรักหลังจากโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมในเกมฟุตบอลลีกวัน ที่สวินดอนทาวน์พ่ายให้กับเชลซี 0-2

พฤศจิกายน 2014 ยิงประตูแรกให้กับทีมชาติ ช่วยให้อิรักเสมอโอมาน 1-1 ในฟุตบอลกัล์ฟ คัพ

มกราคม 2015 ยิงประตูชัยให้อิรักเอาชนะจอร์แดนในเกมนัดเปิดสนามฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2015 ที่ออสเตรเลีย

มีนาคม 2015 ถูกแจ้งให้ออกจากแคมป์ซ้อมหลังจากไม่มาซ้อม 2 ครั้งก่อนการแข่งขันกระชับมิตรกับทีมชาติคองโก แต่ตอนหลังมีการชี้แจงว่ามีสาเหตุจากการสื่อสารคลาดเคลื่อนระหว่างทีมกับนักเตะ

มิถุนายน 2015 หลังเกมกระชับมิตรกับทีมชาติญี่ปุ่น กอซิมให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่น พาดพิงสมาคมฟุตบอลอิรักว่ามี "ปัญหานอกสนาม" จนสร้างความไม่พอใจให้กับสมาคมฟุตบอลอิรัก

7 กันยายน 2015 ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกกับทีมชาติไทย 1 วัน กอซิมออกจากแคมป์เก็บตัวของทีมชาติอิรัก เดินทางกลับลอนดอน และประกาศเลิกเล่นทีมชาติ

อะไรคือชนวนบาดหมางของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่...ติดตามได้ในหน้าถัดไป