วิเคราะห์แทคติกทีมชาติไทย กับ ระบบ 4-4-1-1 อีกครั้ง?

บทวิเคราะห์หมากเตะของ "ซิโก้" ที่พาทีมบุกไปชนะเมียนมาได้เป็นครั้งแรกในรอบ 47 ปี

4-4-1-1?

แม้ตอนส่งชื่อไปให้ทางเอเอฟเอฟจะระบุว่าเป็น 4-4-1-1 แต่เมื่อดูจากการยืนตำแหน่งจะเห็นว่าเป็นแบบ 3-4-1-2 มากกว่า เมื่อ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ขยับขึ้นไปยืนระนาบเดียวกับ ธีรศิลป์ แดงดา ขณะที่ ธีราทร บุญมาทัน กับ ทริสตอง โด ขยับขึ้นสูง
 
ส่วนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟใช้ กรวิทย์ นามวิเศษ กับ อดิศร พรหมรักษ์ เป็นสต็อปเปอร์ ส่วน ธนบูรณ์ เกษารัตน์ เป็นสวีปเปอร์ เพื่อรับมือกับคู่ศูนย์หน้าที่มีความเร็วสูงอย่าง อ่อง ธู กับ กอง แซก ไน
 
“พละกำลังและความเร็วคือจุดแข็งของเขา แต่ถ้าเราป้องกันการโต้กลับเขาได้เราน่าจะคว้าชัยชนะได้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กล่าวไว้ก่อนเกม
 
เพราะแม้ว่าเมียนมาจะใช้ความเร็วของปีกในการขึ้นเกมก็จริง แต่พวกเขาไม่เหมือนกับอินโดนีเซียที่ให้ผู้เล่นริมเส้นเปิดโหม่ง หากแต่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวเลี้ยงตัดเข้าในหรือไม่ก็เปิดเรียด ดังนั้นการมีสวีปเปอร์จึงเหมาะกว่า เพื่อจะได้มีตัวซ้อนในกรณีที่ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามหลุดจากการประกบไป ขณะเดียวกันการมีวิงแบ็คก็ทำให้แผงกองกลางมีกำลังคนมากกว่าเจ้าถิ่นที่มีอยู่ 4 คน
 
อย่างไรก็ตาม ด้วยเกมแพลนที่วางไว้ของ แกร์ด ไซเซ่ ก็ทำให้ไทยเล่นง่ายขึ้นด้วย
 

แผนเปลี่ยน

โดยในรอบแรกนั้นเป็นที่รู้กันว่าจุดเด่นของเมียนมาคือการเล่นเพรสซิ่ง แต่เกมนี้กลับต่างออกไปเมื่อเลือกที่จะคุมโซนอยู่ในแดนของตัวเองมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรอบ 18 หลาที่แบ็ค 2 แข้งไม่ขึ้นเลย บีบให้ไทยต้องยิงไกลมากกว่าปกติ

ซึ่งถ้าดูโดยรวมแล้วก็ถือว่าทำได้ตามเป้า เพราะทัพช้างศึกแทบจะสอดแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในกรอบ 6 หลาของคู่แข่งไม่ได้เลย
 
ทว่าจากจุดผิดพลาดเพียงเล็กน้อยทำให้พวกเขาถูกลงโทษ จากการสกัดพลาดของกองหลังไปเข้าเท้า ชนาธิป สรงกระสินธ์ ทำให้กองกลางร่างเล็กจ่ายทะลุช่องไปตรงที่ว่างตรงนั้นให้ธีรศิลป์สำเร็จโทษเป็นสกอร์แรกของเกม
 
ส่วนประตูที่ 2 เป็นธีราทรที่จ่ายจากตรงกลางสนามทะลุไปถึงกัปตันมุ้ยที่ยังมีเวลาพลิกบอลแล้วพาเข้าไปยิง
 
“กองกลางของเรายืนตำแหน่งผิดพลาด นั่นคือเหตุผลที่ไทยมีพื้นที่เล่นเยอะ” กองกลางชาวเยอรมันยอมรับหลังจากจบเกม
 
ขณะเดียวกัน กลยุทธในเกมรุกที่พยายามจะเล่นแบบไดเร็กต์มากขึ้นเพื่อไม่ให้แนวรับช้างศึกตั้งกระบวนได้ทัน คือทำยังไงก็ได้ให้ลำเลียงบอลถึงข้างหน้าให้เร็วที่สุดไม่ว่าจะเป็นการจ่ายสั้นหรือยาวหรือพาไปเองก็ไม่ได้ผลเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากเล่นพลาดเองหลายครั้ง
 
แต่ถ้าหากทีมที่มีศักยภาพสูงกว่าเมียนมาเล่นหมากนี้ล่ะก็ รับรองว่า กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ได้ออกแรงเซฟมากกว่า 4 หนแน่นอน
 

ธีรศิลป์คีย์แมน

“ส่วนตัวผมทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ นอกจากโอกาสยิงประตูแล้ว ผมไม่ค่อยพอใจ" ธีรศิลป์กล่าวหลังจบเกม
 
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ต้องยอมรับว่าดาวเตะวัย 28 ปีเล่นดีกว่าที่พูดเอาไว้ เนื่องจากเจ้าตัวถือเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในแนวรุก ทั้งลงมาเชื่อมเกม และหาโอกาสจบสกอร์เอง ซึ่งถือว่าเป็นคนหาช่องระหว่างแผงกองกลางกับกองหลังของเมียนมาได้ดีมากๆ
 
ขณะเดียวกัน 2 ประตูที่ทำได้ในเกมนี้ก็ทำให้ยอดรวมของเขาอยู่ที่ 14 ประตู ห่างจากดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลในรายการนี้อย่าง นอร์ อลัม ชาห์ แค่ 3 ลูกเท่านั้น
 
ไม่แน่ว่า เขาอาจจะขึ้นแท่นเทียบเท่ากับตำนานสิงคโปร์ในปีนี้เลยก็เป็นได้