วิเคราะห์เจาะลึก : 3 ผู้ท้าชิง 'คิงส์คัพ' ถ้วยแห่งศักดิ์ศรีและราชัน

เตรียมเปิดฉากฟาดแข้งกันในวันพรุ่งนี้แล้วสำหรับศึกถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ครั้งที่ 44 ที่ทัพนักเตะช้างศึกต้องเจอกับของจริงอย่างยูเออี, จอร์แดน และซีเรีย

ทั้ง 3 ทีมต่างผ่านการลงสนามในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกรอบ 2 มาแล้ว พวกเขามีจุดอ่อน-จุดแข็ง อย่างไร? มีระบบวิธีการเข้าทำประตู และโจมตีคู่ต่อสู้อย่างไรบ้างและมีใครเป็นตัวทีเด็ด ติดตามได้กับเราที่นี่

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)

ผลงานในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกที่ผ่านมา
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ผ่านเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ปี 2018 ในฐานะทีมอันดับ 2 ที่ดีที่สุดลำดับ 3 จาก 4 ทีม โดยผลงานในรอบก่อนหน้านี้ พวกเขาถูกจับฉลากให้มาอยู่ในกลุ่มเอ ร่วมกับ ซาอุดีอาระเบีย (ทีมแชมป์กลุ่ม), ปาเลสไตน์, มาเลเซีย และติมอร์ เลสเต ก่อนจะเก็บคะแนนในรอบแบ่งกลุ่มได้ 17 คะแนน จากการชนะ 5 นัด เสมอ 2 นัด และแพ้ 1 นัด ยิงได้ 25 ประตู และเสียเพียง 4 ประตู
 
 
จุดแข็ง
การประสานกันชนิดที่รู้ใจกันของบรรดาผู้เล่นแนวรุกของทีม ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกทีมของ มาห์ดี อาลี ที่เน้นการใช้ระบบการเล่นแบบ 4-4-2 สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายได้ไม่ยากเย็นนัก
ยูเออีชุดนี้ถือว่ามีจุดเด่นอยู่ที่การจ่ายทะลุเข้าไปยังกรอบเขตโทษไม่ว่าจะเป็นบอลสั้นหรือยาว โดยพวกเขาได้ประตูถึง 10 จาก 25 ลูกที่ทำได้ ขณะที่อีก 15 ประตูมาจากการเข้าทำในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เซ็ตพีซ,​ การเปิดบอลจากทั้งสองกราบสนาม และความสามารถเฉพาะตัว เรียกได้ว่ามีลูกล่อลูกชนแพรวพราวเลยทีเดียว
 
แม้ทีมชุดนี้จะขาดศูนย์รวมในการขับเคลื่อนเกมรุกอย่าง โอมาร์ อับดุลราห์มาน ห้องเครื่องคนสำคัญ ที่คอยสร้างสรรค์เกมในแนวรุกร่วมกับทีมชนิดที่จะขาดไปไม่ได้ รวมไปถึงการหาพื้นที่ทำประตูของทั้ง อาลีห์ มาบคูด และ อาเหม็ด คาลิล 2 ผู้เล่นคนสำคัญในแดนหน้า แต่ด้วยขุมกำลังชุดที่พามาทำศึกครั้งนี้ ก็จะยึดการเล่นตามแผนเดิม ที่พาพวกเขาทะลุสู่ศึกฟุตบอลโลก รอบ 12 ทีมสุดท้าย ได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่งานง่ายต่อทัพช้างศึกแน่ๆหากต้องเข้าไปเจอกับพวกเขาในรอบชิงชนะเลิศ
 
จุดอ่อน
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เล่นแนวรับของทีมมีข้อผิดพลาดในเรื่องของการประกบคู่แข่งที่ถือว่ายังทำได้ไม่ดีนักโดยเฉพาะทางแบ็คขวาที่เสียประตูบ่อยจากบริเวณดังกล่าว ซึ่งหากเราใช้กองกลางที่มีความคล่องตัวสูงอย่าง ชนาธิป สงกระสินธ์ คอยขึ้นเกมทางฝั่งซ้าย หรือจะให้ ธีราทร บุญมาทัน เติมขึ้นมาเปิดบอลสวยๆ ก็จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย และการที่ทีมขาดคีย์แมนคนสำคัญอย่างโอมาร์ อับดุลราห์มาน ที่ถือเป็นหัวใจในแนวรุกไป ย่อมส่งกระทบต่อยูเออีชุดนี้พอสมควรเช่นกัน
 
อีกปัญหาหนึ่งของพวกเขาก็คือการออกไปเล่นเป็นทีมเยือนที่ฟอร์มมักจะต่างกันอย่างลิบลับจากตอนเล่นนอกบ้าน ซึ่งตรงจุดนี้ไทยสามารถใช้บรรยากาศและเสียงเชียร์รวมถึงสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยมาเป็นข้อได้เปรียบได้
 
คีย์แมน: อาห์เหม็ด อาลี
แน่นอนว่าเมื่อไม่มีโอมาร์ อับดุลราห์มาน, อาลีห์ มาบคูด และอาเหม็ด คาลิล ใช่ว่าพวกเขาจะไม่มีตัวอันตราย เมื่อมองไปยังรายชื่อ 23 นักเตะชุดลุยศึกคิงส์คัพครั้งนี้ของยูเออีแล้ว หลายคนคงคุ้นกับชื่อของอาห์เหม็ด อาลี ที่ถึงแม้จะมีเล่นเป็นมิดฟิลด์ริมเส้นฝั่งซ้าย แต่ก็มีชื่อเป็นผู้ทำประตูถึง 5 ครั้ง ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกรอบ 2 ที่ผ่านมา รวมถึงการระเบิดแฮทริกช่วยทีมเก็บชัยเหนือมาเลเซียแบบถล่มทลาย 10-0 คุณสมบัติหลักของผู้เล่นปีกคือความเร็วและเทคนิค ทว่าเขายังจบสกอร์ได้อย่างเฉียบคมอีกต่างหาก บ่งบอกได้พิษสงอันน่าเกรงขาม หากไม่ประกบติดก็มีสิทธิ์ชอกช้ำ
 
ความพร้อมของทีม
พลพรรคนักเตะยูเออี เพิ่งเดินทางถึงประเทศไทยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ถึงแม้จะไม่มี 3 ดาวเตะตัวเก่งข้างต้นร่วมทีมมาด้วย แต่ก็ยังพอมีผู้เล่นที่มีดีกรีไม่ธรรมดาอยู่บ้าง นำโดยอาห์เหม็ด อาลี และฮัมดาร อัล คามาลี สองแข้งจากทีมชุดโอลิมปิก ลอนดอน เกมส์ 2012 และศูนย์หน้าอย่างซาเล็ม ซาเลห์ ที่ผ่านการลงสนามศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 มาแล้ว ทว่าในรอบแรกพวกเขาจะต้องลงทำศึกกับจอร์แดนเป็นคู่เปิดทัวร์นาเมนต์ หากสามารถเอาชนะได้ เช่นเดียวกับที่ทีมชาติไทยเก็บชัยได้เช่นกัน ก็จะได้ไปพบกันในรอบชิงชนะเลิศ
 

จอร์แดน

ผลงานในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกที่ผ่านมา
น่าเสียดายสำหรับจอร์แดน ที่จอดป้ายแค่รอบคัดเลือกรอบสองของศึกฟุตบอลโลก 2018 ด้วยการจบอันดับ 2 ของกลุ่ม บี แต่ไม่ดีพอที่คว้าโควต้าอันดับ 2 ที่ดีที่สุด 4 ทีม โดยมีออสเตรเลียครองตำแหน่งแชมป์กลุ่ม ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสผ่านเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยผลงานชนะ 5 นัด เสมอ 1 นัด และแพ้ 2 นัด ยิงได้ 21 ประตู เสียไป 7 ประตู
 
 
จุดแข็ง
ริมเส้นทั้งสองฝั่งที่ทำเกมกันได้อย่างรวดเร็ว บวกกับการเปิดบอลเข้ากลางอย่างแม่นยำ ทำให้พวกเขาได้ประตูจากจังหวะดังกล่าวหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นทั้งการเข้าชาร์จ, โหม่งทำประตู หรือเก็บตกจากจังหวะทำสกอร์ครั้งแรกที่ยังไม่เข้าประตู อีกทั้งยังมีแดนกลางที่อ่านเกมขาด สามารถฉกบอลจากคู่ต่อสู้ได้หลายครั้ง แถมยังแม่นยำทั้งการวางบอลยาวหรือแทงทะลุช่องในจังหวะสวนกลับ นำไปสู่การผลิตสกอร์ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบ 2 ได้ถึง 21 ประตู เลยทีเดียว
 
ทั้งนี้ต้องยกผลประโยชน์ให้กับความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของจอร์แดน ไม่ว่าจะเป็นความเร็วอันจัดจ้าน, เทคนิคและความสามารถเฉพาะตัวที่แพรวพราว ทำให้คู่ต่อสู้รับมือยาก หากเข้าบอลพรวดพราดแบบไม่ระมัดระวังอาจต้องมีน้ำตาตก นอกจากนี้พวกเขายังมีผู้เล่นทราจบสกอร์กันได้อย่างเฉียบคมจากทุกบริเวณของสนาม โดยเฉพาะดาวยิงตัวเก่งอย่าง ฮัมเซห์ อัล-ดัรดูร ซึ่งถือว่าเป็นตัวอันตรายลำดับต้นๆสำหรับทัพช้างศึก
 
จุดอ่อน
แม้จะมีเกมรุกทางสองฝั่งของกราบสนามที่โดดเด่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเกมรับจะดูดีตามไปด้วย เมื่อ 7 ประตู ที่พวกเขาเสียไปในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบ 2 มาจากการหลุดทางแบ็คซ้ายและแบ็คขวาถึงฝั่งละ 3 ครั้ง อีกหนึ่งลูกคือการเข้าบอลพรวดพราวกับนักเตะที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูง จนถูกเลี้ยงหลุดไปยิงประตูแบบนิ่มๆ ซึ่งเมื่อมองจากจุดด้อยในแนวรับของพวกเขาแล้ว แข้งช้างศึกที่มีความเร็วสูงจะสามารถเจาะทำเกมจากบริเวณดังกล่าวได้อย่างแน่นอน และของชนาธิป สรงกระสินธ์ จะใช้ประโยชน์จากเทคนิคอันแพรวพราว ปั่นปวนเกมรับของจอร์แดนได้เช่นกัน
 
คีย์แมน: ฮัมเซห์ อัล-ดัรดูร
แน่นอนว่านักเตะสำคัญของพวกเขาคงหนีไม่พ้น ฮัมเซห์ อัล-ดัรดูร หัวหอกตัวฉกาจของทีม ที่สร้างผลงานไว้อย่างน่าชื่นชมในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก แม้ทีมบ้านเกิดของเขาจะไม่ได้ไปต่อ แต่ก็เหมาคนเดียวถึง 8 ประตู จาก 8 นัด พาทีมจบอันดับรองแชมป์กลุ่ม พลาดโอกาสเข้ารอบในฐานะอันดับ 2 ที่ดีที่สุดไปอย่างน่าเสียดาย เขามีทั้งความเร็ว, ความแข็งแกร่ง และความสามารถเฉพาะตัวเต็มเปี่ยม เอาตัวรอดในพื้นที่แคบได้อย่างพริ้วไหว และสำหรับศึกคิงส์คัพครั้งนี้เจ้าตัวยืนยันเองว่าไม่ได้มาเล่นๆ หวังคว้าแชมป์ติดมือเพื่อเป็นรางวัลปลอบใจจากความผิดหวังเมื่อเดือนที่ผ่านมา
 
 
ความพร้อมของทีม
จอร์แดนปัจจุบันนำทัพโดย อับดุลลาห์ อาบู เซมา ที่เข้ามาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนต่อจาก แฮร์รี เรดแนปป์ ที่ไม่สามารถพาทีมผ่านเข้ารอบสามในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกได้ โดยจากรายชื่อ 26 ผู้เล่นชุดลุยศึกคิงส์คัพครั้งนี้ ต้องบอกเลยว่ามีตัวอันตรายอย่าง ฮัมเซห์ อัล-ดัรดูร ดาวซัลโวตัวเก่งของทีม ที่ซัดไป 8 ประตู ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกรอบ 2 ที่ผ่านมา และ อะหมัด อับเดลซัตตาร กองกลางของทีมที่ยิงไป 8 ประตู เช่นกัน แต่จะขาด กัปตันทีมผู้รักษาประตูมือหนึ่งอย่าง อามิร ชาฟิ ที่ไม่ได้ติดทีมมาร่วมแข่งขันด้วย
 

ซีเรีย

ผลงานในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกที่ผ่านมา
 
แม้จะจบอันดับ 2 ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกรอบ 2 ที่ผ่านมา ด้วยผลงานชนะ 6 เสมอ 0 แพ้ 2 ยิงได้ 26 ประตู และเสียไป 11 ประตู โดยที่มีญี่ปุ่นเป็นแชมป์กลุ่ม แต่ก็ยังเพียงพอที่พวกเขาจะได้ผ่านเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้าย ในฐานะอันดับ 2 ที่ดีที่สุดลำดับ 2 ต่อจากอิรัก ซึ่งได้ร่วมโถที่ 6 กับทีมชาติไทย ในการจับสลากแบ่งสาย ถึงจะยังไม่ได้เจอกันในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก แต่จะได้มาวัดฝีเท้ากันในแดนสยาม โดยมีถ้วยพระราชทานคิงส์คัพเป็นเดิมพัน
 
 
จุดแข็ง
นอกจากความเร็วทะลุปรอท และความสามารถเฉพาะตัวอันแพรวพราวแล้ว พวกเขายังมีมิติของเกมรุกที่หลากหลายมากๆ จากศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบ 2 ที่ผ่านมา เรียกได้ว่านักเตะทั้งทีมมีเซนส์บอลที่ทันกัน ทำให้ทีมนกอินทรีแห่งควอซิออนมีสไตล์การเข้าทำประตูหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการเติมเกมทางฝั่งซ้าย-ขวา แล้วเปิดเข้ากลางให้ทำประตูได้ถึง 7 ลูก จากจังหวะบอลยาว Direct Play 4 ครั้ง รวมไปถึงทำชิ่ง-ทะลุช่อง และยิงไกลอีกอย่างละ 3 ครั้ง เป็นหลักๆ นอกจากนี้ยังมีการผลิตสกอร์จากการเข้าทำแบบอื่นๆ รวมแล้วทำได้ทั้งหมด 26 ประตูเลยทีเดียว น้อยกว่าแชมป์กลุ่ม อี อย่างญี่ปุ่นแค่ลูกเดียวเท่านั้น
 
จากตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความครบเครื่องและประสิทธิภาพของนักเตะภายในทีม ไม่ใช่แค่การพึ่งพานักเตะคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว แต่เป็นการเข้าทำที่เกิดจากความเข้าใจแท็คติกอย่างทะลุประโปร่ง
 
จุดอ่อน
จากทั้ง 11 ประตูที่เสียไปในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบ 2 ที่ผ่านมา เกิดจากความผิดพลาดของแนวรับหลายครั้งหลายหน ไล่ตั้งแต่การสกัดลูกกลางอากาศที่ไม่เด็ดขาดและการสื่อสารไม่เข้าใจกันระหว่างผู้รักษาประตูกับผู้เล่นแนวรับ อีกทั้งยังโดนเจาะจากทางริมเส้นทั้งสองฝั่งไป 2 หน นอกจากนี้พวกเขามีกองหลังที่เชื่องช้าไม่ปราดเปรียว  มักจะพลาดท่าเสียทีให้กับนักเตะที่มีความเร็วและความสามารถเฉพาะตัวอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแน่นอนว่านักเตะช้างศึกที่มีความเร็ว ต้องสร้างความปั่นป่วนให้แนวรับของซีเรียได้เป็นแน่
 
คีย์แมน: อุซามะห์ อุมารี
คงปฏิเสธไมได้ว่ามิดฟิลด์ตัวเก่งจากสโมสรอัล วาห์ดะ ผู้นี้ คือจอมยิงไกลตัวจริงเสียงจริง เมื่อ 4 ประตู ที่อุมารีทำให้กับซีเรียในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบสอง มาจากการยิงระยะไกลถึง 3 ลูก รวมถึงจังหวะตะบันฟรีคิกราวๆ 30 หลา ในเกมที่เอาชนะอัฟกานิสถานไป 5-2 นอกเหนือจากความแม่นยำและหนักหน่วงของเท้าขวาข้างถนัดแล้ว จอมทัพหนุ่มวัย 24 ปี รายนี้ ยังมีความเร็วและความสามารถเฉพาะตัวพอควร เป็นนักเตะที่ทัพช้างศึกจะประมาทไม่ได้โดยเด็ดขาด
 
ความพร้อมของทีม
เรียกได้ว่ามาแบบจัดหนักจัดเต็มสำหรับทีมนกอินทรีแห่งควอซิออน ที่เพิ่งประกาศรายชื่อนักเตะ 23 คน เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งจะนำทีมโดยสองแข้งดัง อย่างซานฮาริบ มัลกี ดาวยิงตัวเก่งที่ค้าแข้งกับ คาซิมปาซ่า ในเตอร์กิช ลีก และ อุซามะห์ อุมารี จอมทัพวัย 24 ปี จากสโมสร อัล วาห์ดะ ที่ซัดไป 4 ประตู ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบสอง รวมไปถึงกัปตันทีมผู้รักษาประตูจอมเก๋าอย่างมูซ็อบ บัลฮูส ที่เคยมีดีกรีเป็นสุดยอดนายทวารศึกเอเชียน คัพ 2011 อีกด้วย โดยซีเรียจะต้องทำศึกคิงส์คัพ นัดแรกกับทัพ "ช้างศึก" ในวันที่ 3 มิถุนายน นี้ เวลา 17.00 น.