วิเคราะห์ท่าไม้ตายจิงโจ้ : เปิดตำราวิธีบุกทำประตูและจุดอ่อนออสซี่

ขุนพล "ซ็อกเกอรูส์" มีจุดอ่อน-จุดแข็ง อย่างไร? มีระบบวิธีการเข้าทำประตู และโจมตีคู่ต่อสู้อย่างไรในรอบที่ผ่านมา และมีใครเป็นตัวทีเด็ด ติดตามได้กับเราที่นี่

ผลงานในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก (12 นัดก่อนหน้านี้)

เจ้าของแชมป์เอเชียน คัพ ครั้งล่าสุด อาจไม่ได้มีสถิติที่สวยหรูสมบูรณ์แบบมากนักกับฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก รอบ 2 แม้จะเป็นแชมป์กลุ่มบี ด้วยการมี 21 คะแนน จาก 8 นัด เหนือ จอร์แดน, คีร์กีซสถาน, ทาจิกีสถาน และบังคลาเทศ แต่ก็มีเกมที่พวกเขาเสียท่าแพ้ในเกมบุกเยือน จอร์แดน อย่างไรก็ตามสถิติคว้าชัย 7 นัด พร้อมยิงถล่มทลายถึง 29 ประตูมากที่สุดเทียบเท่ากาตาร์ ในการแข่งขัน รอบ 2 ก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง และความเหมาะสมที่เป็นทีมอันดับ 2 ของเอเชีย และอันดับที่ 40 ของโลกตามการจัดอันดับของฟีฟ่า เวิลด์ แรงกิ้ง

จุดแข็ง

การถล่มตาข่ายได้มากถึง 29 ประตูในรอบที่ผ่านมา คือ เครื่องพิสูจน์ถึงเกมรุกที่ยอดเยี่ยม และจังหวะเก่งของพวกเขาอย่างการโจมตีทางด้านข้าง ยังคงนำมาใช้ได้ดีในรอบที่ 3 นี้ โดยทำได้ถึง 12 ประตูจากการบุกทางริมเส้นซ้าย-ขวา และจาก 6 ประตู ที่ทำได้จากทั้ง 4 นัด ที่ผ่านมา เกิดจากการเปิดบอลเข้าในกรอบเขตโทษถึง 3 ประตู แถมนำไปสู่ลูกจุดโทษอีก 1 ครั้ง ส่วนอีก 2 ประตู นั้นมาจากเตะมุม

แน่นอนว่าผู้เล่นที่พร้อมทะลวงแนวรับ และสร้างสรรค์เกมรุกที่ต้องระวังให้ดี คือ อารอน มอย นักเตะของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ถูกปล่อยยืมตัวให้กับ ฮัดเดอร์สฟิลด์​ ที่ แมตต์ สมิธ ปราการหลังชาวออสซี่ของ บางกอกกล๊าส ถึงกับออกปากว่าเขาคือคนที่อันตรายที่สุดของขุนพล “ซ็อกเกอรูส์” และมักมีส่วนร่วมกับการได้ประตูของทีมชาติออสเตรเลียชุดนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการผ่านบอลในจังหวะโอเพ่นเพลย์ หรือแม้กระทั่งลูกเซ็ตพีซ

นอกจากนี้พวกเขายังมีผู้เล่นตัวฉกาจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทิม เคฮิลล์, มัสซิโม ลูอองโก ที่หาโอกาสสอดแทรกทำประตูได้อยู่บ่อยครั้ง แมทธิว เล็คกี้, ร็อบบี้ ครูส สองตัวจี๊ดที่คอยโจมตีทางด้านข้าง รวมถึง ไมล์ เยดินัค กองกลางตัวรับกัปตันทีมจาก คริสตัล พาเลซ ที่คุมจังหวะเกมแดนกลางได้อย่างยอดเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่ โทมี่ ยูริค หัวหอกตัวเก่ง ที่ซัดไปสองประตูในรอบนี้ กลับมีอาการบาดเจ็บ จนต้องถอนตัวออกจากทีมชาติไป แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีของทัพ “ช้างศึก” ที่ตัดตัวอันตรายทิ้งไปได้หนึ่งคน

จุดอ่อน

เป็นที่รู้กันดีว่านักเตะออสเตรเลีย นั้นส่วนมากจะมีรูปร่างสูงใหญ่ โดยเฉพาะในเกมรับ ที่เก็บกินลูกกลางอากาศได้แทบจะหมดจด แต่แน่นอนว่าต้องมีข้อเสียคือ อาจทำให้ความคล่องตัวของเซนเตอร์ฮาล์ฟนั้นมีน้อยจนอาจเรียกได้ว่าเป็นจุดอ่อนของพวกเขา โดย 3 ประตู ที่เสียไปจาก 4 นัด เกิดขึ้นในเกมกับซาอุดิอาระเบีย 2 ประตู จากการโดนความสามารถเฉพาะตัว และความเร็วของผู้เล่น “เหยี่ยมมรกต” เล่นงานเสียจนไม่เป็นท่า ส่วนอีกลูกเสียจากจังหวะโต้กลับและให้บอลตามช่องของญี่ปุ่น ที่ทำเอาหลุดเดี่ยวไปเลือกมุมยิงแบบง่ายๆ

ออสเตรเลีย VS ไทย

แม้ตามอันดับโลกจะเป็นเบอร์ 2 แต่แทบจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพวกเขาคือทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชียอย่างไร้ข้อกังขา ด้วยดีกรีแชม์เอเชียน คัพ ปีล่าสุด และการได้เข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ถึง 3 สมัยติดต่อกัน แม้หลายครั้งที่ไทยเจอกับออสเตรเลีย จะทำได้ดีในช่วงแรกของเกม บางครั้งก็ต่อกรได้สนุก แต่สุดท้ายด้วยความแข็งแกร่งและสภาพร่างกายที่ต่างกัน ก็เป็นกำแพงที่ทัพ “ช้างศึก“ ยังไม่อาจก้าวข้ามไปได้

แต่จากจุดอ่อนของออสเตรเลียที่ได้เห็นมาจาก 4 นัดแรก การที่ ทีมชาติไทย มีผู้เล่นอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ศราวุฒิ มาสุข และ รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก อาจใช้ความสามารถเฉพาะตัวและความเร็ว ปั่นปวนแนวรับของออสเตรเลียให้ต้องคอยระวังได้เช่นกัน และหากเล่นกันอย่างละเอียดและใจเย็น ไม่แน่ว่าอาจมีเซอร์ไพรส์เกิดขึ้นในแดนสยามก็เป็นได้