วิเคราะห์ทีเด็ดเกมบุกเมียนมา : ไทย... จะรับมือได้อย่างไร?

ศึกชิงแชมป์อาเซียน ขบวนล่าสุด  ทัพช้างศึก มีคิวลงเล่นรอบตัดเชือก พบ เมียนมา คู่ปรับพลังหนุ่มที่ประมาทไม่ได้

ชัยชนะ 3-0 เหนือ ทีมชาติไทย ในทัวร์นาเมนต์ ยู-19 ชิงแชมป์เอเชีย รองแบ่งกลุ่ม นัดที่ 2 กลายเป็นประกายความหวังและจุดเปลี่ยนของทีมชาติเมียนมา ชุดปัจจุบัน... เพระมันกลายเป็น 3 คะแนนสำคัญที่ช่วยให้ ลูกทีมของ แกร์ด ซีเซ่ ผ่านเข้าสู่รอบ  8 ทีมสุดท้าย ก่อนเอาชนะ ยูเออี คว้าตั๋วไปลุยชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีที่นิวซีแลนด์ เมื่อปี 2015

ผลพ่วงจากวันนั้น เมียนมา ปฏิวัติทีมชาติชุดใหญ่ด้วยผลักดันเด็กอายุไม่เกิน 23 ปีขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีม ภายใต้มันสมองของ เฮดโค้ชชาวเยอรมัน หลังจากไม่เคยผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้าย เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 นานถึง 12 ปี

ครั้งนี้พวกเขามาพร้อมฟอร์มที่เด็ดดวง และสไตล์การเล่นที่แตกต่างจากเดิม จากบอลปะทะหนัก ถึงเล่นถึงคนเพียงอย่างเดียว สู่การเล่นอย่างมีระบบ มีระเบียบ และ โฟร์โฟร์ทู ไทยแลนด์ จะมาวิเคราะห์เกมรุกของขุนพลสิงห์โตทอง ก่อนดวลกับ ทีมชาติไทย

พละกำลัง และเกมครึ่งแรก

สิ่งที่เป็น ซิกเนเจอร์ ของนักเตะเมียนมา ทุกยุคทุกสมัย คือ เรื่องของพละกำลัง พวกเขาเป็นบอลที่ใช้แรงในแต่แมตช์ค่อนข้างเยอะ จากการบีบพื้นที่เร็ว วิ่งไล่ คัดตัดเกมคู่แข่ง ตลอด 90 นาที โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกที่เป็นปัญหาของหลายๆทีม ยกตัวอย่างในศึกชิงแชมป์โลก ยู-20 เมียนมา สามารถทำประตูขึ้นนำ ทั้ง สหรัฐอเมริกา และ นิวซีแลนด์ ได้ก่อน รวมถึงยันเสมอ ยูเครน ในครึ่งเวลาแรกได้ 0-0

นอกจากนี้ สถิติการสร้างโอกาสทำประตู พวกเขาทำได้ใกล้เคียง กับ 3 ชาติในทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์โลก ยู-20 อีก รวมถึง 3 ทีมในรอบแบ่งกลุ่ม หากไม่นับเกมกัมพูชา ที่เมียนมาทำได้ดีกว่าทุกด้าน

ซึ่ง แกร์ด ซีเซ่ นั้นเป็นโค้ชที่มีจิตวิทยา และเน้นให้ลูกทีมมีวินัยที่สูง ตามแบบฉบับโค้ชเยอรมัน โดยชูเรื่องของพละกำลัง ความฟิต ทีมสปิริต เป็นจุดเด่นของแข้งชุดนี้

การเจอกับบอลที่กัดไม่ปล่อย  อาจสร้างปัญหาให้กับไทยไม่น้อย ดังนั้น ช้างศึก ควรเล่นอย่างรัดกุม เล่นตามจังหวะของเกม ในครึ่งแรก ไม่จำเป็นเร่งมากเกินไป และอาศัยแทคติกการเข้าทำที่หลากหลาย และเรียกฟาวล์หน้ากรอบเขตโทษเรียกลูกฟรีคิก ซึ่งเมียนมามักป้องกันได้หละหลวมในช่วงท้ายเกม นับเป็นจังหวะฟุตบอลบอลที่ถนัดของไทย ในการใช้ทักษะ ความสามารถเฉพาะตัวนักเตะ ที่เหนือพวกเขาอยู่มาก เล่นเกมรับคู่แข่งในช่วงครึ่งหลังและท้ายเกม

ดังนั้น ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า ทั้งผู้เล่นเกมรุกและรับ น่าจะรับมือกับความสด และพละกำลังมหาศาลของเมียนมา ท่ามกลางเหล่ากองเชียร์ 3 หมื่นกว่าชีวิตที่พร้อมปลุกเร้าให้ แข้งเมียนมา วิ่งลืมตาย

ลูกเซ็ทพีซอาวุธสำคัญ

5 ประตูที่พวกเขาทำได้ มาจากลูกตั้งเตะถึง  2 ประตู อีกทั้งยังไม่รวมลูกฟรีคิกที่ยิงไปชนเสา และจุดโทษที่ยิงไม่เข้า ต้องยอมรับว่าเกมรุกพวกเขามีประสิทธิภาพพอสมควร

อาจจะไม่ได้เป็นแข้งที่เก่งการเล่นโอเพ่นเพลย์มากนัก แต่พวกเขาก็มีคนที่สามารถเล่นลูกเซ็ท พีซ ได้ดี ประกอบด้วย  อ่อง ธู รับหน้าที่ดูแลฟรีคิกเหลี่ยมเท้าขวา ส่วนเหลี่ยมเท้าซ้ายจะเป็น นันดา คยอ วิงแบ็กซ้าย กัปตันทีมชุดลุยศึกชิงแชมป์โลก ยู-20 ปี 2015 โดยเขาทำไปแล้ว 2 แอสซิสท์จากลูกตั้งเตะ

นอกจาก เมียนมา จะมี ตัวเล่นลูกตั้งเตะได้ดี พวกเขายังมีตัวโขกชั้นเยี่ยมอย่าง 2 เซนเตอร์ฮาล์ฟ ซอ มิน ตุน ที่โหม่งไป 2 ประตู และคู่หู เปียว โค โค เตียน ที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดี ซึ่ง ไทย เองเคยพลาดเสียประตูจากลูกเปิด 2 ประตูติดต่อกัน ในเกมกับ อินโดนีเซีย ดังนั้นจึงไม่ควรละเลยเรื่องลูกเซ็ทพีซ รวมถึงจังหวะตั้งเตะ แม้รูปร่างของนักเตะเมียนมากับไทย จะมีสรีระที่ใกล้เคียงกัน และไม่ได้เป็นรองด้านส่วนสูงก็ตาม

ปิดเกมริมเส้น

เมียนมา กลายเปนชาติที่เล่นบอลริมเส้นได้ดี เพราะแม้แต่ตัวรุกซ้ายอย่าง อ่อง ธู ยังโดดเด่นกว่ากองหน้าตัวเป้าอย่าง ก็อง แซ็ท ไน หรือผู้เล่นแดนกลาง ซะอีก

ทางฝั่งขวา พวกเขามีฟูลแบ็ก อย่าง คยอ ซิน ลวิน ที่ผ่านประสบการณ์จากซูซูกิ คัพ 2014 เป็นตัวสนับสนุนปีกขวาอย่าง เดวิด ตัน ที่มีรูปร่างเล็ก ปราดเปรียว และเพิ่งทำประตูเอาชนะ มาเลเซีย นัดที่ผ่านมา

ส่วนกราบซ้ายของ เมียนมา ค่อนข้างครบเครื่อง เพราะนอกจาก อ่อง ธู ที่สามารถขยับจากตัวรุกซ้ายไปยืนเป็นกองหน้าคู่ได้แล้ว ยังมี นันดา คยอ แบ็กซ้ายฝีเท้าดี วัย 20 ปี เป็นอีกหนึ่งแข้งที่แจ้งเกิดเต็มตัวในทัวร์นาเมนต์นี้ หลังทำไป 2 แอสซิสท์ เขาสามารถเล่นได้ทั้ง ฟูลแบ็ก และ วิงแบ็ก

เติมเกมรุกได้ดี  จากสถิติ 3 นัดที่ผ่านมา บอกได้ดีว่า เมียนมา มักจะขึ้นเกมจาก นันดา คยอ เป็นหลัก จ่ายบอลมากถึง เขาจ่ายบอลมากถึง 112 ครั้ง สำเร็จสูงถึง 73.2% และประสานงานกับ อ่อง ธู ได้ดี ริมเส้นฝั่งซ้ายถือเป็นอาวุธสำคัญของพวกเขา

ส่วนแดนกลาง เมียนมา มักใช้ 3 กองกลางอย่าง มอง มอง ลวิน, ยาน อัน คยอ และ เมียว โค ตุน ทำหน้าที่เป็นตัวตัดเกม เชื่อมเกม วิ่งไล่คู่แข่งมากกว่า จะพึ่งพาเป็นตัวสร้างสรรค์เกม สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม โดยหวังผลเน้นการขึ้นเกมรุกจากผู้เล่นริมเส้น ดังนั้น หากสามารถปิดเกมริมเส้นได้ บวกกับคุณภาพแดนกลางของไทยที่เหนือกว่ามาก ก็น่าจะทำให้ เมียนมา เล่นได้ลำบากมากขึ้น  

อ่อง ธู พิษสงรอบตัว

อย่างทราบว่า อ่อง ธู เป็นดาวเตะตัวหวังของทีมชุดนี้ นอกจากจะมี ลูกฟรีคิก และลูกตั้งเตะ ที่ไว้ใจได้แล้ว เขาเป็นผู้เล่นที่ใช้ทั้ง 2 เท้าได้เป็นอย่างดี

ในวัยเพียง 20 อ่อง ธู ยิงประตูแทบทุกรายการที่ลงเล่น ไล่มาตั้งแต่ ศึก ยู-19 ชิงแชมป์เอเชีย 2014, ยู-20 ชิงแชมป์โลก ปี 2015 ช่วยต้นสังกัด ยาดานาบอร์ คว้าแชมป์ลีกและนักเตะยอดเยี่ยมประจำลีก 3 ปีติดต่อกัน

ในซูซูกิ คัพ ครั้งนี้ เขายิง 2 ประตูใส่ เวียดนาม และ กัมพูชา จากเท้าซ้าย ซึ่งไม่ใช่เท้าที่ถนัด เขามีเซนส์กองหน้าที่ดี จมูกไวในกรอบเขตโทษ รวมถึงมักจะหาช่องยิงไกลนอกกรอบ คอยเป็นตัวพลิกเกม พักบอล จ่ายบอลในแดนหน้าของเมียนมา โดยเขามีโอกาสยิงถึง 12 ครั้งจาก  สร้างโอกาสยิง 7 ครั้ง จ่ายบอล 82 ครั้ง จาก 3 นัดที่ผ่านมา

ดังนั้น กองหลังที่จะต้องไม่ประมาทศูนย์หน้าหมายเลข 9 คนนี้ ที่เล่นได้ทั้งสองเท้า ยิงได้ดีทั้ง ในกรอบ นอกกรอบ รวมถึงฟรีคิกเหลี่ยมขวา อย่าเปิดพื้นที่ให้เจ้าตัวมากนัก เพราะเป็นดาวยิงประเภทใช้จังหวะไม่มาก ก็สามารถหาช่องยิงประตูได้ แม้จะมีจุดอ่อนอยู่บ้าง ในเรื่องของลูกกลางอากาศจากสรีระที่ค่อนข้างเล็ก และแรงเบียดปะทะอาจไม่ดีมาก