วิกฤติศรัทธาบอลลอดช่อง: เมื่อเกมลูกหนังไร้รากในสิงคโปร์

ลืมอิสรภาพในการเลือกทีมโปรดอันไร้สาระได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องของการแสดงให้เห็นว่าเราจริงจังกับวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลขนาดไหนมากกว่า ซึ่ง นีล ฮัมฟรีย์ จะมาถกในเรื่องนี้

เป็นเรื่องง่ายที่จะแสดงความเห็นใจต่อ เผอ ยี่ เฟิง เขาต้องการทำให้ลูกชายของเขาพอใจ แต่มันคือสิ่งที่สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลสิงคโปร์

กองกลางของบาเลสเทียร์ คัลซา สโมสรเอสลีกได้สวมเสื้อทีมชาติญี่ปุ่นร่วมชมเกมในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกระหว่าง “เมอร์ไลอ้อนส์” กับ “ซามูไรบลู” เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งมันคือสิ่งที่ลูกชายของเขาอยากให้ทำ โชคไม่ดีที่มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในเกมทีมชาติ

มันเป็นเรื่องของกาลเทศะและเผอก็พบว่าตัวเองกลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมทางฟุตบอลที่ขาดอัตลักษณ์และสิ้นหวังในการมองหาความเป็นตัวตน

เพราะสีเสื้อมันเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อประเทศชาติว่าอยู่ในหัวใจมากแค่ไหน

และ 2 วันหลังจากผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก ชาวสิงคโปร์เกือบ 30,000 คนก็กลับไปยังสนามกีฬาแห่งชาติอีกครั้งพร้อมกับใส่เสื้อสีแดงเหมือนกันหมด ซึ่งคงจะได้เห็นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อมีการดวลแข้งกันของตำนานแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล พร้อมกับมีการร้องเพลง You’ll Never Walk Alone กัล Glory, Glory Man United กระหึ่มทั่วทั้งสนาม ให้ความรู้สึกที่แปลกๆดีเหมือนกัน

ทั้งที่จริงแล้ว ‘ตำนาน’ ที่ลงเล่นบางคนยังมีชื่อเสียงน้อยกว่ารอบเอวของเขาด้วยซ้ำ แต่ก็ยังดึงแฟนบอลเข้ามาชมถึงครึ่งหนึ่งของความจุซึ่งถือว่าน้อยกว่านัดเจอญี่ปุ่นนิดเดียว (และมากกว่านัดเจอซีเรียเกือบ 4 เท่า)
 

ทำให้มีการถกกันเรื่องความกระตือรือร้นที่จะออกไปเชียร์ทีมชาติเมื่อเทียบกับความเต็มใจในการไปชมอดีตพ่อค้าแข้งร่วงท้วมวิ่งเหยาะๆท่ามกลางสภาพอากาศร้อนชื้นที่เกลัง

ซึ่งจากวิกฤติศรัทธานี้เองทำให้เกิดความอับอายในระดับชาติและยังเป็นตัวตอกย้ำปัญหาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

บ่อยครั้งที่มีการยักไหล่อย่างไม่แยแส เกมแดงเดือดเวอร์ชั่นคุณน้าดึงดูดแฟนๆเข้ามาในสนามพอๆกับฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนัดชี้ชะตาระหว่างสิงคโปร์กับญี่ปุ่น? และยังมีอะไรมากกว่านั้นอีก

เมื่อแฟนบอลส่วนใหญ่ที่เช้ามาชมเกมทั้ง 2 นัดมักจะใส่เสื้อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือไม่ก็ลิเวอร์พูล เพราะมันสีแดงเหมือนกันใช่ไหม?

แล้วการที่นักฟุตบอลอาชีพชาวสิงคโปร์มาชมเกมรอบคัดเลือกด้วยเครื่องแบบทีมชาติญี่ปุ่นล่ะ? ประเด็นของมันอยู่ตรงไหน? มันคือสิทธิในการเลือกล้วนๆใช่หรือไม่?

ซึ่งการที่ไม่รู้จักแยกแยะหรือให้คุณค่าดังกล่าวคือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมฟุตบอลในทีมบ้านเกิดตัวเองนั้นไม่ได้อยู่ในสายเลือดของคนประเทศนี้เลย

ยารี ลิตมาเนน เซ็นชื่อตัวเองลงบนเสื้อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจบเกมดงเดือดระดับตำนาน (ภาพจาก: พรสกุลไพศาล)

แน่นอนว่ามันไม่เกี่ยวกับการเลือกเสื้อใส่ของเผอหรือพุงของ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ แต่มันเป็นตัวตอกย้ำให้เห็นในระดับนานาชาติว่าสิงคโปร์คือชาติที่เชียร์ฟุตบอลโดยดูที่ความสำเร็จมากกว่าความรู้สึกผูกพันจริงๆ

จากการที่ไม่มีรากเหง้าประวัติศาสตร์ทางฟุตบอลของตัวเอง ทำให้สิงคโปร์เกิดสูญญากาศให้คนนอกเข้ามาได้ แม้เกาะแห่งนี้จะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีแต่ก็ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างแฟนบอลกับทีมชาติหรือแม้แต่สโมสรในประเทศแบบหยั่งรากลึก ทำให้ทีมจากต่างแดนพรากวัฒนธรรมลูกหนังในประเทศไปพร้อมกับโกยเงินเข้ากระเป๋าอย่างมากมาย

ซึ่งแน่นอนว่าคำกล่าวเช่นนี้เป็นการไปกระตุ้นต่อมรักชาติขึ้นมาโดยอ้างว่าพวกเขาไปดูเกมเอสลีกรวมถึงทีมชาติสิงคโปร์อยู่แล้วถ้าเล่นคุ้มค่าตั๋ว แต่มันก็มีข้อโต้แย้งได้ทันควันว่าถ้าเป็นที่อื่นขนาดลีกต่ำๆแม้กระทั่งทีมนอกลีกก็ยังมีแฟนบอลหนาตาเลย

และถ้าว่ากันตามตรงรูปเกมของแดงเดือดรุ่นตำนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดนี้ที่มีแข้งน้อยรายที่พอจะพูดได้เต็มปากว่าตำนานจริงๆ ก็ไม่ได้จัดว่าดีงามอะไรด้วยซ้ำ
 

อย่างไรก็ตามเรื่องอื่นที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือคำพูดของของเผอต่อกรณีที่ตัวเองใส่เสื้อทีมชาติญี่ปุ่นว่ามันเป็นแค่เสื้อใช่ไหม? มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนี่? แต่นี่แหละคือการตอกย้ำถึงความขาดอัตลักษณ์ทางฟุตบอลในประเทศสิงคโปร์ได้อย่างชัดเจน

โดย อาร์ ซาซีกูมาร์ อดีตแข้ง “เมอร์ไลอ้อนส์” ชุดแชมป์ไทเกอร์คัพได้เคยออกมาพูดถึงความสำคัญของสีเสื้อทีมชาติบนเฟซบุ๊ค ก่อนจะพบว่าตัวเองกลายเป็นตัวตลกในการออกมาปกป้องเครื่องแบบอันทรงเกียรติของเขา

ยกตัวอย่างง่ายๆก็ได้อย่าง มาร์ค โนเบิ้ล นักเตะของเวสต์แฮมที่ไม่เคยติดทีมชาติอังกฤษ ​แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ใส่เสื้อทีมชาติสเปนในเกมกระชับมิตรระหว่างอังกฤษกับสเปนที่เวมบลีย์ มันไม่ใช่ว่ากลัวสังคมจะรับไม่ได้หรือจะโดนตั้งข้อสงสัยแต่อย่างใด มันเป็นเรื่องของการให้ใจล้วนๆ

เพราะการสวมเสื้อมันแสดงออกถึงสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างคนใส่กับสังคมของเขา เนื่องจากมันมีตราสัญลักษณ์ของทีมนั้นๆ ที่มากกว่าสีเสื้อ มันคือสัญลักษณ์แห่งความเป็นหนึ่งอันเดียวกันและแสดงออกถึงความเป็นตัวตนว่าคุณอยู่ตรงข้ามกับเขา, เราอยู่ตรงข้ามกับพวกเขา มันคือแก่นสารที่แท้จริงในการแข่งขันกีฬา

เมื่อมันเป็นประเทศของคุณ,​สังคมของคุณ, แก่นของคุณ และเป็นตัวตนของคุณ มันจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่คุณต้องแสดงออกมา ในมิวนิคหรือแมนเชสเตอร์ คนที่ใส่เสื้อทีมจากต่างประเทศมีจำนวนไม่มากและจะซื้อมาใส่ก็ต่อเมื่ออยากได้จริงๆเท่านั้น เพราะมันไม่ใช่สิ่งจำเป็นและทำให้คนใส่ต้องใช้จ่ายแบบกระเบียดกระเสียรจนกว่าจะถึงปีหน้า

แต่เสื้อทีมท้องถิ่นหรือทีมชาติมันคือความผูกพันที่จับต้องได้ มันแสดงออกถึงจุดยืนของคนๆนั้นที่มีต่อสังคมและมีส่วนช่วยให้วงการฟุตบอลในประเทศมีโอกาสประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังเป็นการให้ความหวังว่าสักวันหนึ่งพลพรรค “เมอร์ไลอ้อนส์” จะเดินฝ่าอากาศร้อนชื้นลงสู่สนามกีฬาแห่งชาติภายใต้เสียงเพลง You’ll Never Walk Alone อันดังกระหึ่ม เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นตอนที่ทีมชาติสิงคโปร์เจอกับลิเวอร์พูลเมื่อปี 2009 มาแล้ว

และที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งมวลทำให้มันมีความหมายมากกว่าแค่เสื้อตัวหนึ่ง

แต่ความจริงก็คือกว่าที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับวงการฟุตบอลสิงคโปร์ก็คงอีกนานเลยทีเดียว