วิรัช วังจันทร์ : ลูกยิงของ ริวัลโด้ วันนั้นน่ะเหรอ?

แม้เกมนั้นอาจจะไม่ใช่แมตช์ที่น่าจดจำสำหรับแฟนบอลไทยเท่าไหร่นักในเรื่องของผลการแข่งขัน เพราะโดนทัพ “เซเลเซา” ถล่มไป 7-0 แต่สำหรับ วิรัช วังจันทร์ เขายังจำวันนั้นได้ดีแบบไม่มีวันลืม

สร้างความฮือฮาให้กับแฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศ เมื่อทีมชาติบราซิล ในนามรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ตอบรับคำเชิญมาลงแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ครั้งที่ 31 แต่ได้ขนเอา 3 ผู้เล่นชุดใหญชุดรองแชมป์โลก 1998 อย่าง ริวัลโด, โรแบร์โต คาร์ลอส และคาฟู เพื่อมาลงสนามนัดพิเศษกับทีมชาติไทยเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น

อันที่จริงแล้ว ก่อนเกมกับบราซิล วิรัช ได้มีเกมใหญ่ให้ลองเตรียมตัวก่อน คือฟุตบอลนัดพิเศษที่ อาร์เซนอล ชุดดับเบิลแชมป์พรีเมียร์ลีก กับเอฟเอ คัพ มาเยือนแดนสนาม เมื่อปี 2543 และได้รับมือกับบรรดานักเตะชื่อดังมากมายทั้ง อาทิเช่น เอ็มมานูเอล เปอตีต์, นิโคลาส์ อเนลก้า, เอ็นวานโก คานู และ โทนี อดัมส์

“แน่นอนว่าเราต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา แล้วก็รู้สึกว่ามันท้าทาย ใจนึงก็อยากจะโชว์ฟอร์มให้ดีเพราะคนดูเยอะมาก” วิรัช เริ่มเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 18 ปีก่อน

“ตอนนั้นยอมรับเลย อเนลกา เก่งจริงๆ ป่วนมาก ส่วนอีกสองแนวรุกอย่าง คานู กับ เปอตีต์ ก็ครบเครื่อง แต่เราเป็นผู้รักษาประตูก็ต้องระวังตลอดไม่ว่าบอลจะอยู่ที่ใคร ในกรอบ 18 หลานี่อันตรายมากๆ แถมจังหวะเซตพีซ อดัมส์ ยังเติมขึ้นมาโหม่งได้อีก แต่ก็โชคดีนะที่ได้มีโอกาสลง และทำผลงานประทับใจตัวเองด้วย ไทยเราชนะไป 4-3 ผมก็ช่วยเซฟไว้ได้เยอะเลย ”

แม้จะส่งชุดเยาวชนมาทำการแข่งขัน แต่ทัพ “เซเลเซา” นั้นไม่ได้มาเที่ยวเล่น พวกเขาหวังผลการแข่งขัน และต้องการเข้าไปชูถ้วยพระราชทานให้ได้ และเกมนัดแรกที่ต้องเจอกับเจ้าภาพอย่างทีม “ช้างศึก” ก็จัดการส่ง 3 แข้งชุดใหญ่ลงแข่งด้วย และได้รับมือกับเท้าซ้ายอันทรงพลังของ โรแบร์โต คาร์ลอส หลายครั้ง

“พูดถึงตอนฟุตบอลโลกก็ตามดูหลายทีมนะ ทั้ง อังกฤษ, อาร์เจนตินา, เยอรมัน และ บราซิล ที่ถือว่าสุดยอดแล้วในตอนนั้น ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะได้มาเจอ มาลงเล่นกับพวกเขาแบบยกชุดใหญ่มาเลย แถมเรายังได้ลงไปรับมือเองอีก”

“บราซิล นี่มีทั้งริวัลโด้ ที่กำลังท็อปฟอร์มเลย, โรนัลดินโญ ช่วงดาวรุ่ง, คาฟู แล้วก็ โรแบร์โต คาร์ลอส จอมยิงฟรีคิก วันนั้นก็โดนเขาทดสอบอยู่สองลูก ลูกแรกเปิดมุม อีกครั้งก็ฟรีคิก ซัดมาเต็มข้อเลย ลูกมันส่ายคงรับติดมือไม่ได้แน่ ต้องชกทิ้งไป เห็นวิถีฟุตบอลกับตาตัวเอง รู้เลยว่าหนักอย่างที่คนเขาร่ำลือกันจริงๆ”

วิรัช ได้รับมือกับหลายลูกยิงของแข้งแซมบ้า ทีทั้งที่ควรเข้าแต่เซฟได้ หรือแม้กระทั่งไม่น่าเข้าแต่เป็นประตูก็มี รวมถึงลูกแรกของ ริวัลโด ที่เจ้าตัวยอมรับว่าไร้ที่ติ จนถึงขั้นหมดสิทธิ์เซฟ และยังคงจำเหตุการณ์ได้ชัดเจนมาจนถึงทุกวันนี้

“ริวัลโด้ เป็นเหมือนกลางรุก แต่สามารถทำประตูได้ด้วย สองคือทักษะสุดยอด ทั้งครองบอล จ่ายบอล ยิงประตู ได้หมด แล้วผมก็โดนเขายิงลูกแรกจนได้”

“จังหวะนั้นผมเปิดบอลให้ พี่โอ่ง (ดุสิต เฉลิมแสน) แล้วโดนบีบเร็ว พอ ริวัลโด เขาตัดได้ก็เลี้ยงจี้มาแบบกะจะยิงแน่ๆ...แล้วก็ตามคาด พอซัดมาเราก็ไปไม่ถึง ลูกนั้นยอมรับเลยว่าสวยมาก จริงๆเห็นแล้วว่าเขาง้าง แต่บอลมันติดไซด์หนีมือเสียบเสาเข้าไปเลย อื้อหือ...ได้แต่มอง หันไปเห็นลูกในตาข่ายก็ เอ้า! เข้าด้วยเหรอ?”

“ลูกนี้แหละ...ผมยอมรับเลยว่าเป็นที่สุดของเกมนั้น เห็นแล้วนะ แต่ไปไม่ถึงจริงๆ ส่วนลูกอื่นๆมันก็เป็นจังหวะฟุตบอลหมด ทั้งจังหวะทำชิ่งมายิง หรือลูกยิงจ่อๆ แบบนั้นมันหมดสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ลูกแรกของ ริวัลโด นี่ ดีทั้งน้ำหนักและทิศทาง ถ้าเป็นทีมระดับเอเชียหรืออาเซียนด้วยกัน ก็คงจะรับมือได้ดีกว่านี้ แต่ทีมระดับโลกอย่างบราซิลทำให้เห็นว่าลูกที่ไม่น่าอันตรายในความคิดเรา จะประมาทไม่ได้เลย”

แม้ผู้เล่นส่วนใหญ่ของทีมนั้น จะเป็นนักเตะรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี รวมถึงตัว โรนัลดินโญ เองที่เพิ่งอยู่ในวัย เท่านั้น แต่ วิรัช ก็ยอมรับว่าทุกคนเปี่ยมไปด้วยมีประสิทธิภาพ มีเด็ดขาด, แน่นอน, ยิงบอลได้อย่างเฉียบคม และทำประตูได้ทุกคน รวมไปถึง คาฟู ตำนานแบ็คขวาของบราซิล และเอซี มิลาน

“เจอลูก คาฟู กระโดดตีลังกายิงเข้าไป บอลพุ่งไปชนคานดังลั่นเลย ทำเอาผมหูอื้อ ตั้งแต่เป็นผู้รักษาประตูมา ไม่รู้สึกตอบสนองเสียงที่ดังตอนบอลชนคานครั้งไหนได้เท่ากับลูกยิงของเขาเลย”

“ผมยืนอยู่ใต้คานพอดี มองบอลไม่ทันหรอก ได้ยินแต่เสียงบอลชนคานดัง ตู้ม! สนั่นเลย ฟาดยังกับตะกร้อ ยอมรับว่าบราซิลเขายิงได้ทุกจังหวะทุกพื้นที่จริงๆ และผมยังจำเสียงลูกนั้นได้ดีเลย”

นาทีที่ 1.59

สุดท้ายทีมชาติไทยเป็นฝ่ายแพ้ไปถึง 7-0 แต่นั่นไม่ทำให้ วิรัช สูญเสียความมั่นใจแม้แต่น้อย หลังจากนั้น เขายังลงเฝ้าเสาให้ “ช้างศึก” สามารถเอาชนะเอสโตเนีย ในเกมต่อมา พร้อมเข้าไปชิงชนะเลิศกับ ฟินแลนด์ และเอาชนะไปได้ถึง 5-1 คว้าแชมป์คิงส์คัพได้อย่างน่าภาคภูมิใจ และยังนำเอาเหตุการณ์วันนั้นไปบอกเล่าต่อ เพื่อให้กำลังใจนักเตะรุ่นน้องได้อีกด้วย

“ผมไม่เสียใจเลยนะ เราทำดีที่สุดแล้ว และแต่ละลูกมันสุดยอดจริงๆ คิดอยู่เเสมอว่าถ้าพลาดจากความผิดพลาดของตัวเองมันจะแย่กว่า แต่ถ้าเสียจากความรู้สึกที่ว่ามันสุดจริงๆ ถึงจะเสียไป 7 ลูก แต่มันเกิดจากองค์ประกอบอื่น เราไม่ได้พลาดเอง และทำสุดความสามารถแล้ว”

“เป็นเรื่องราวที่เราสามารถนำไปสอนกับน้องๆได้ ว่าเราเคยโดนยิงถึง 7 ลูก แต่อีกวันให้หลังก็ลงแข่ง เราจะรักษาสภาพจิตใจเรายังไง จะผ่านมันไปได้มั้ย ก็เคยนำไปบอกหลายๆคนแล้วเหมือนกัน ช่วงที่เขาสูญเสียความมั่นใจ ก็ยกตัวอย่างเหตุการณ์นี้ให้เขาฟัง ว่าผมสามารถผ่านมันมาได้ จนทีมเข้าชิงและคว้าแชมป์ได้ด้วย”

 7 ประตู คือจำนวนที่ วิรัช วังจันทร์ โดนยิงมากที่สุดตลอดชีวิตค้าแข้ง แต่หลังจากเกมนั้นเขาก็พัฒนาตัวเองขึ้นอย่างมาก และนับเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทยคนนี้ไม่มีวันลืม

“ถ้าในระดับชาติ เกมนั้นผมโดนยิงเยอะที่สุดเลย (หัวเราะ) แต่หลังจากนั้นเหมือนเราได้ประสบการณ์และพัฒนาตัวเองขึ้นมาก ไปแข่งซีเกมส์ก็ไม่เสียประตูเลย จนพาทีมคว้าแชมป์ได้”

“ต่อมาก็มี ไทเกอร์ คัพ เสียไปแค่สองลูก ในระดับทีมชาติปกติแล้วก็อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 4 ลูก และสำหรับเกมกับบราซิลวันนั้น ก็เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมาตลอด แล้วคนเต็มสนามเลย ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ล้ำค่าครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้เก็บไว้ในความทรงจำของเราเองครับ” วิรัช กล่าวทิ้งท้าย