Analysis

วิวัฒนาการศิษย์เฮงซัง : อะไรทำให้ ‘วรชิต’ กลายเป็นคน ‘ใจถึงพึ่งได้’ ของฉลามปีนี้?

จอมทัพคนใหม่ของ “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี เขาถูกปรามาสไว้ก่อนจะรับบทบาทนี้ เพราะผลงานไทยลีกช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เขายังไม่สามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน…แต่วันนี้ “เจ้ายิม” วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ กลายเป็นนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นที่สุดของสโมสรในเวลานี้ และกลายเป็นคนที่ทีมจะขาดไม่ได้

We are part of The Trust Project What is it?

วอนเดอร์คิดผู้เฉิดฉาย

จำชื่อจำนามสกุลยาวๆของเขาไว้ให้ดีเลยครับ อู้หูดู... ตำแหน่งการวิ่ง ทักษะทุกอย่างวันนี้ ถ้านี่คือมาตรฐานที่เขาวางเอาไว้ อนาคตน่ากลัวมากๆครับ

“จำชื่อจำนามสกุลยาวๆของเขาไว้ให้ดีเลยครับ อู้หูดู... ตำแหน่งการวิ่ง ทักษะทุกอย่างวันนี้ ถ้านี่คือมาตรฐานที่เขาวางเอาไว้ อนาคตน่ากลัวมากๆครับ” ธีรยุทธ บัญหนองสา หนึ่งในสองผู้บรรยายเกมฟุตบอลไทยลีกระหว่าง ชลบุรี เอฟซี พบกับ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2558 พูดด้วยน้ำเสียงอันตื่นเต้น จากจังหวะที่ “เจ้ายิม” วรชิต โหม่งบอลจากการเปิด กรกช วิริยอุดมศิริ บอลย้อนศรเข้าประตูไปอย่างงดงาม ท่ามกลางเสียงตะโกนโห่ร้องจากแฟนบอลมากกว่า 5 พันคนที่ดังกึกก้องลั่นสนาม ชลบุรี สเตเดี้ยม ในขณะที่เหลือเวลาการแข่งขันอีกไม่ถึง 10 นาที

นั้นก็ทำให้เขากลายเป็นเจ้าของสถิตินักเตะที่มีอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้ในไทยลีก ด้วยวัย 17 ปี 340 วัน (ก่อนถูก เอกนิษฐ์ ปัญญา ทำลายลงในเวลาต่อมา) ชื่อของเด็กหนุ่มหน้าตี๋ที่ชื่อ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ก็โด่งดังในช่วงข้ามคืน

ภายหลังจากเบิกสกอร์แรกในลีกสูงสุดได้เพียง 2 สัปดาห์ “เจ้ายิม” วรชิต ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมเยาวชน 19 ปีทีมชาติไทย ไปแข่งขันฟุตบอล “เอเอฟเอฟ ยู-19 แชมเปี้ยนชิพ” 2015 ที่เวียดนาม และสามารถพาทีมคว้าแชมป์มาครองพร้อมกับคว้ารางวัลดาวซัลโวของการแข่งขัน หลังกดไป 6 ประตู นั้นก็ทำให้เขาถูกยกให้เป็นวอนเดอร์คิดแห่งวงการลูกหนังไทย

ความคาดหวังต่างๆนาๆของแฟนบอล วิ่งตรงเข้าหาแข้งดาวรุ่งคนนี้ทันที

พัฒนาการที่ล่าช้าเกินคาดคิด?

เร็วไปหรือไม่? สำหรับนักเตะที่แจ้งเกิดเวทีลีกสูงสุดเมืองไทยตั้งแต่อายุ 18 พร้อมกับถูกตั้งความหวังที่สูง บางทีมันก็หนักเกินกว่าเด็กคนหนึ่งจะแบกรับไหว แต่ ผู้ใหญ่ในทีมชลบุรี เอฟซี มองว่าเขาพร้อมแล้วกับการก้าวมาเป็นหนึ่งในฟันเฟืองทีมชุดใหญ่

ไทยลีก 2016 เป็นครั้งแรกที่ “ฉลามชล” ใส่ชื่อ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ในทะเบียนการแข่งขันตั้งแต่เลกแรก สตาฟฟ์โค้ช แฟนบอล รวมไปถึง สื่อมวลชนสายฟุตบอลไทย ต่างเฝ้ารอที่จะเห็นพัฒนาการของ “เจ้ายิม” ในฤดูกาลนี้ ทุกคนต่างคาดหวังว่าจะได้เห็นเขาในสนามมากขึ้นกว่าปีก่อน แต่เอาเข้าจริง ไม่ได้เป็นไปตามที่คิดไว้

ดาวรุ่งที่เพิ่งโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้หายไปไหน เด็กน้อยคนนี้ใช่คนเดียวกับเจ้าของเสื้อหมายเลข 32 ฤดูกาลที่ผ่านมาหรือไม่ เป็นคำถามที่อยู่ในใจของใครหลายคนต่อเจ้าหนูนักเตะที่ถูกยกให้เป็นวอนเดอร์คิดของทีม ในระหว่างการฝึกซ้อมของทีม

ดูเหมือนว่า “เจ้ายิม” วรชิต จะเป็นเพียงแค่เด็กน้อยในทีมชุดใหญ่ที่ยังต้องปรับตัวและเรียนรู้อีกมากมายกว่าจะก้าวมาเป็นขุมกำลังที่พอจะฝากผีฝากไข้ให้กับทีมได้ สุดท้ายเขาไม่สามารถแสดงความพร้อมให้ “น้าเทิด” เทิดศักดิ์ ใจมั่น กุนซือของทีมในเวลานั้นเห็นได้ วรชิต ได้รับโอกาสลงสนามไปเพียง 12 นัด (ตัวจริง 2) ในฤดูกาล 2016 ซึ่งน้อยกว่าฤดูกาลก่อนที่เขามีชื่อเพียงแค่เลกเดียวเสียอีก

โอกาสลงสนามที่ลดน้อยลง ก็ส่งผลต่อความมั่นใจที่หดหายตามไปด้วย และก็กระทบไปถึงทีมชาติ ในฟุตบอล “เอเอฟซี ยู-19 แชมเปี้ยนชิพ” 2016 ที่ประเทศบาห์เรน ซึ่ง “เจ้ายิม” ก็ยังคงได้รับความไว้วางใจจาก “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด กุนซือใหญ่ให้ลงบัญชาเกมในแดนกลาง รวมไปถึงรับบทบาทผู้นำทีม

ทีมชาติไทยตกรอบแรกด้วยผลงานแพ้รวด 3 นัด (แพ้ เกาหลีใต้ 1-3, แพ้ซาอุดิอาระเบีย 0-4 และแพ้ บาห์เรน 2-3) นักเตะหลายคนในชุดนั้นก็ถูกแฟนบอลวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร โดยเฉพาะ “เจ้ายิม” ที่เป็นชื่อแรกๆที่ถูกโค้ชคีย์บอร์ดเล่นงาน

ไม่นานกระแสโจมตีก็จางหายไป “เจ้ายิม” ที่ได้พักฟื้นร่างกายและสภาพจิตใจก็ถึงเวลาลุยต่อ กับภารกิจทดสอบฝีเท้ากับสโมสรเอฟซี โตเกียว ทีมดังในเจลีก ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 สัปดาห์ และผลการทดสอบฝีเท้าก็ออกมา ไม่ผ่าน ตามที่ “เจ้ายิม” คิดเอาไว้จริงๆ...

ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นแล้ว แน่นอนคนที่กังวลที่สุดก็คงหนีไม่พ้น “โค้ชเฮง” กุนซือผู้ปลุกปั้น วรชิต ขึ้นมา

ไร้ทรงเด็กเทพแห่งยุค

วิทยา เลาหกุล ผู้เปรียบเสมือนพ่อคนที่สองของ “เจ้ายิม” ต้องหาวิธีดึงศัยภาพของดาวรุ่งคนนี้ให้กลับมาก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป และการ ดุด่า ต่อว่า สั่งสอน ก็เป็นวิธีของโค้ชต้องทำเพื่อปรับทัศนคติให้กับนักเตะ

ผมโดนด่าเยอะเลย ยิ่งโดนด่าก็ยิ่งขาดความมั่นใจ ผมก็พยายามนะแต่ก็ยังถูกดุอยู่ดี จนบ้างครั้งก็มีความคิดในหัวนะว่าไม่อยากเล่นแล้วฟุตบอล

"ผมโดนด่าเยอะเลย ยิ่งโดนด่าก็ยิ่งขาดความมั่นใจ ผมก็พยายามนะแต่ก็ยังถูกดุอยู่ดี จนบ้างครั้งก็มีความคิดในหัวนะว่าไม่อยากเล่นแล้วฟุตบอล" วรชิต เผยกับ โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย ถึงช่วงเวลาที่ฟอร์มตก

มิหนำซ้ำ ข่าวนอกสนาม (ที่ไม่เป็นข่าว) เกี่ยวกับชีวิตของเด็กวัยรุ่นที่เริ่มมีความรัก ก็ถูกโยงไปสู่ฟอร์มการเล่นที่ตกลงของเขา นับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตการเป็นนักเตะของ “เจ้ายิม” วรชิต เรื่องดังกล่าวก็ร้อนไปถึงครอบครัวที่ต้องหมั่นเดินทางมาดูแลสภาพจิตใจของผู้เป็นลูก กำลังใจ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาเช่นนี้

ฤดูกาล 2017 ชลบุรี เอฟซี ผลักดันเหล่านักเตะดาวรุ่งให้มามีบทบาทในทีมมากขึ้น โดยเฉพาะ วรชิต ในวัยย่าง 20 ปี โตพอจะก้าวมาเป็นกำลังหลักสำคัญของทีมได้แล้ว ทุกคนในทีมต่างคาดหวังในตัวเขา แต่ผลงานกลับไม่โดดเด่น เขามีพรสวรรค์อยู่กับตัว ไม่มีใครกล้าปฏิเสธมันสมองในการจ่ายบอลของวรชิต แต่บางครั้งเขาเล่นยากเกินไป, เก็บบอลไว้กับตัวนาน, ดูขาดความมั่นใจ, เคลื่อนที่น้อย และแทบไม่มีส่วนร่วมกับจังหวะสำคัญๆ ของเกม สถิติปี 2017 เขาลงเล่น 23 นัด ตัวจริง 17 เกม และยิงได้ 3 ประตู ไม่มีแอสซิสต์ - เราอาจพูดได้ว่าเขายังอายุน้อย แต่เมื่อเทียบกับความคาดหวัง บวกกับสิ่งที่เขาเคยแสดงให้เห็นในวันแรกๆ ของการก้าวขึ้นมาเล่นไทยลีก สำหรับแฟนบอลบางกลุ่มแล้วคงมองว่าน่าผิดหวัง

ซีเกมส์ 2017 ทีมชาติไทยภายใต้การคุมทัพของ “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ เรียกตัว วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ เป็น 1 ใน 20 นักเตะของทีม ก็ถูกกระแสโซเชียลเล่นงานอีกครั้ง ที่กล่าวหาว่า “เจ้ายิม” ติดทีมไปครั้งนี้เพราะเป็น “เด็กเส้น” ด้วยผลงานที่ไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันกับ ชลบุรี เอฟซี ในเกมลีก เขาจึงถูกวิจารณ์อย่างหนัก

นับว่ายังโชคดีที่ ทีมชาติไทย คว้าเหรียญทองมาครอง แถม “เจ้ายิม” ก็เอาตัวรอดในทัวร์นาเมนต์มาได้ เขาทำประตูสำคัญๆ ได้ด้วย

จอมทัพหมายเลข 8

จะด้วยความจำเป็นหรือเป็นแนวทางของสโมสรก็ตาม...ปี 2018 ชลบุรี เอฟซี ปล่อย นูรูล ศรียานเก็ม นักเตะที่โดดเด่นที่สุดออกจากทีม และไม่มีการเสริมแข้งเกรดเดียวกันเข้ามาทดแทน ขุมกำลังที่พอจะเป็นตัวความหวังของทีมก็เหลือเพียงไม่กี่คน

ชลบุรี เอฟซี ตัดสินใจดันเด็กๆของทีมก้าวมาเป็นกำลังสำคัญในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ที่อายุยังไม่เต็ม 21 ปี ถูกมอบหมายให้รับบทบาทจอมทัพของทีม และมอบเบอร์เสื้อหมายเลข 8 แทนที่เทิดศักดิ์ ใจมั่น (ซึ่งเจ้าตัวขอจาก “น้าเทิด” มานาน 2 ปีแล้ว) ความกดดันครั้งใหญ่ ถูกพาดบนบ่าของเขาเข้าแล้ว มันเป็นความเสี่ยงที่สูง... แต่ผู้ใหญ่ของสโมสรก็คิดดีแล้วว่าเป็นสถานการณ์ที่เหมาะสม

จะไหวเหรอ? คือคำปรามาสจากแฟนบอลทีมคู่แข่งหรือแม้กระทั่งสาวก “ฉลามชล” เอง ซึ่งก็ไม่ผิดที่ใครต่อใครจะคิดเช่นนั้นสำหรับการเอาเด็กวัย 21 ปี ที่ปีก่อนๆ ยังไม่ได้มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มาเป็นรับบทบาทเพลย์เมกเกอร์ของทีม

แต่ประโยคที่ว่า “สถานการณ์มักสร้างวีรบุรุษ” ใช้ได้จริงเสมอ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ กลายเป็นนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นที่สุดของ ชลบุรี เอฟซี ในฤดูกาลนี้..

15 เกมผ่านไป วรชิต คือ 1 ใน 3 นักเตะของทีมที่ลงสนามครบทุกเกมในเกมลีก (อีก 2 คนก็คือ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์และ คิม คยอง-มิน) พร้อมกับทำผลงานที่ไม่มีใครคาดคิด หลังจากยิงไปแล้ว 6 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์ “เจ้ายิม” กลายเป็นแข้งไทยที่ฮ็อตที่สุดของลีกในเวลานี้ โดยเฉพาะ 5 นัดหลังสุดเขายิงไป 4 ประตู

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คือ วรชิต กลายเป็นนักเตะที่ออกบอลง่ายขึ้น เคลื่อนที่เยอะขึ้น ไม่เก็บบอลไว้กับตัวนาน และมักวิ่งเข้าไปสู่จุดที่สามารถทำประตูมากขึ้น บวกกับพรสวรรค์เรื่องการจ่ายบอล และสายตาที่เฉียบแหลมอยู่แล้ว นั่นทำให้วรชิต เวอร์ชั่น 2018 เริ่มกลายร่างเป็นนักเตะสุดอันตราย

ยุทธวิธีการเล่นของ “ฉลามชล” ในปีนี้เองก็เปิดโอกาสให้ “เจ้ายิม” มีอิสระในการเล่นมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับให้เขาเป็นตัวกำหนดทิศทางในเกมบุกของทีม จุดนี้ก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจ

อันที่จริงการประคบประหงม และให้ “ใจ” ในแบบฉบับของชลบุรี เอฟซี ก็ทำให้วรชิต พัฒนาตัวเองขึ้นมาแบบก้าวกระโดดในปีนี้ด้วยเช่นกัน บอร์ดบริหารตัดสินใจซื้อบ้านพักให้กับ “เจ้ายิม” ภายในจังหวัด เพื่อให้พ่อ-แม่ ของเขา ได้มาร่วมอยู่กับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน แบบพร้อมหน้าพร้อมตา และคำพูดที่ให้ความเชื่อมั่นต่อเด็กคนนี้อยู่เสมอจากผู้บริหาร ทำให้เขาต้องเปลี่ยนตัวเอง

ทั้งหมดทั้งมวล หล่อหลอมให้ วรชิต แข็งแกร่งขึ้น… และดูเหมือนว่าพรสวรรค์ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเขา ได้เปล่งแสงขึ้นมาจนเห็นชัดด้วยตาเปล่าแล้ว