วงศกร ชัยกุลเทวินทร์ : ชีวิตลูกหนังของ "ยังแดดดี้"

นี่คือเรื่องราวของดาวรุ่งหัวทองฝีเท้าฉกาจ  ที่ใครหลายคนอาจยังไม่รู้...

วงศกร ชัยกุลเทวินทร์ เพลย์เมคเกอร์อนาคตไกล วัย 20 ปี ต้องพบเจอกับเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งการเสียชีวิตของแม่บังเกิดเกล้า, ย้ายโรงเรียนไปมา, มีลูกตั้งแต่ยังไม่จบมัธยม และหนทางอันยาวไกลกว่าจะได้รับโอกาสเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ของ "กิเลนผยอง" ในปัจจุบัน และหลายคนต่างยกให้เขาเป็นตัวแทนคนต่อไปของ ชนาธิป สรงกระสินธ์...เรื่องราวของเขาจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่นี่

วันที่เคยเป็นเด็ก

“ผมเกิดที่ อำเภอเมืองชลบุรี ครับ บ้านผมอยู่บางแสน มีพี่ชายคนนึง แต่ไม่ได้เตะบอลครับ ตอนนี้เป็นสจ๊วร์ตอยู่ ตอนแรกที่บ้านทำอาชีพค้าขายครับ แต่ตอนนี้เลิกทำไปแล้ว” วงศกร ชัยกุลเทวินทร์ เริ่มเท้าความไปถึงตอนเด็กๆที่เท้าเพิ่งได้สัมผัสกับลูกหนังครั้งแรก

“ตั้งแต่จำความได้ ผมเริ่มเตะบอลตอน 7-8 ขวบ เรียนอยู่ที่ดาราสมุทร ไปแข่งให้ทีมโรงเรียนอะไรแบบนี้ บอลเด็กอนุบาล, ประถม อะไรทำนองนั้น เล่นตำแหน่งกองกลางมาตั้งแต่เด็ก พ่อเล่าให้ฟังด้วยว่าตอนเด็กยิงเยอะ”

ชีวิตวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นจากครอบครัว กลับเจอเรื่องราวโชคร้าย เมื่อแม่บังเกิดเกล้าที่คอยตามไปเชียร์เขาข้างสนามทุกเกมการแข่งขัน ต้องมาเสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเรียนอยู่ชั้น ป.3 ทำให้พ่อที่ต้องเลี้ยงดูเขาเพียงคนเดียว คอยผลักดันให้เขาเอาดีทางด้านกีฬาฟุตบอลแบบเต็มตัว

ด้วยความหวังที่อยากให้ลูกไปได้ไกลบนเส้นทางสายลูกหนัง พ่อของ “วง” จะขับรถจากชลบุรี เข้าไปส่งเขาที่ตึกเอฟบีที รามคำแหง ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อไปเรียนฟุตบอลกับ อ.บุญเรือง ศิลาธุรี ตอนอายุ 7 ขวบ ก่อนที่จะไปใช้ชีวิตอยู่กับอะคาเดมีฟุตบอลเขานำซับ อ่าวอุดม เป็นเวลากว่า 2 ปี

“ตอนเด็กๆแม่ผมไปเชียร์ตลอด เสียงแหบทุกวันเลย แต่ก็มาเสียด้วยโรคตับแข็งตอนผมเรียน ป.3 พ่อก็เลยต้องเลี้ยงผมคนเดียว”

“ตอนเย็นหลังเลิกเรียน พ่อก็จะพาไปซ้อมตลอด เริ่มจากวิ่งรอบสนามบอล ม.บูรพา ก่อน เล่นเบสิคพ่อก็จะวิ่งไล่ ให้เราเลี้ยงหลบ แต่ก็เคยผ่านการเรียนฟุตบอลมาบ้าง กับ อ.บุญเรือง ศิลาธุรี ตอน 7-8 ขวบ ที่ ตึกเอฟบีที ชั้น 5 พ่อก็จะขับรถจากชลบุรีไปส่งที่ กทม. ทุกเสาร์-อาทิตย์”

ในช่วงเวลานั้น พ่อของ “วง” ผลักดันลูกชายคนเล็กคนนี้ให้วิ่งกรีฑาควบคู่ไปด้วย เนื่องจากเป็นเด็กที่มีความเร็ว และเพื่อเป็นการเสริมทักษะกับกีฬาฟุตบอลควบคู่กัน ก่อนที่จะเจอเหตุการณ์สุดอัปยศที่ทำให้เขาต้องทิ้งลู่วิ่งและหันหน้าสู้ผืนหญ้าสีเขียวแบบเต็มตัว...

วงศกร กับการแข่งขันกีฬาเด็กอนุบาล เมื่อ พ.ศ.2545

เด็กเทพแห่งเขาน้ำซับ

“ช่วงนั้นผมเป็นนักวิ่งควบคู่ไปกับเตะบอลด้วย เพราะผมก็วิ่งเร็วอยู่พอสมควร แต่เคยไปแข่งแล้วโดนโกง เข้าที่ 1 แต่โดนปรับเป็นที่โหล่ ก็เลยเลิกวิ่งไปเลย” มิดฟิลด์หัวทอง เริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องทุ่มเทเต็มที่กับฟุตบอลเพียงอย่างเดียว

“หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ไปที่เอฟบีทีแล้ว และไปกินนอนอยู่บ้านเพื่อนที่ เขาน้ำซับ อ่าวอุดม เพราะเขามีสนามฟุตบอลเป็นของตัวเอง แล้วมีเปิดสอนโดย ครูขยะ ก็เลยไปอยู่และไปฝึกฟุตบอลกับเขาที่นั่น”

วงศกร ร่ำเรียนวิชาลูกหนังกับ ครูชัย - สญชัย ย่วนยินรักษ์ หรือสมญานามที่ผู้คนเรียกว่าครูขยะ...คุณครูสอนฟุตบอลไร้ดีกรีที่สอนเด็กๆด้วยหัวใจ เป็นเวลากว่า 2 ปี จนกลายเป็นเด็กที่มีฝีเท้าเก่งกาจเกินวัย ก่อนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญตอนจบชั้น ป.6 ที่ดาราสมุทร เมื่อต้องเดินทางไปเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี สถานที่บ่มเพาะนักกีฬาอันดับต้นๆของประเทศ จากการคะยั้นคะยอของผู้เป็นพ่อ ทั้งที่ไม่อยากไปเท่าไหร่นัก

ครูขยะ ผู้ปลุกปั้น วงศกร ในช่วง 8 ขวบ ที่เขาน้ำซับ อ่าวอุดม

ทว่าไปใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดทางภาคกลางตอนล่างได้แค่ปีเดียว ชีพจรก็ลงเท้าจนต้องย้ายถิ่นฐานอีกครั้ง โดยการเข้าไปศึกษาต่อระดับ ม.2 กับโรงเรียนชื่อดังย่านนวมินทร์

“หลังจบ ป.6 จากดาราสมุทร โรงเรียนกีฬาสุพรรณบุรี ก็ติดต่อมาให้ไปคัดตัว พ่อก็เลยลองพาไปคัดดู แล้วก็ติด เข้าไปเรียนอยู่ปีนึง ได้ไปแข่งไนกี้ พรีเมียร์คัพ ที่ได้ที่สามมา กับ ไพรมินิสเตอร์ อย่างละครั้ง แต่เพื่อนรุ่นเดียวกันตอนนั้นก็เลิกเล่นไปหมดแล้ว

“จริงๆตอนนั้นผมไม่อยากไป เพราะอยากเรียนให้จบมัธยมที่ดาราสมุทรไปเลย แต่พ่อบอกว่าไปเถอะ บังคับให้ไป ก็เลยไปกัน ไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียว พ่อจะไปหาเฉพาะวันรับกลับบ้าน พอจบ ม.1 ก็กลับมาเรียนต่อที่โรงเรียนสตรีวิทยา 2 เริ่มจากตอนที่ผมมาเตะชัยพงษ์คัพ ให้กับเขา เขาก็เลยมาติดต่อให้ผมไปเรียนด้วย ได้ไปแข่งถ้วย ก. อะไรพวกนี้ ผลงานส่วนตัวก็ถือว่าดีเลย จัดว่าโอเค”

เป็นอีกครั้งที่เขาต้องย้ายโรงเรียนในระดับมัธยม เมื่อทีมดังย่านเมืองนนท์อย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด จัดการติดต่อดึงตัวเขาไปเข้าอะคาเดมีของทีม พร้อมเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนโพธินิมิตวิทยาคม ที่เป็นสถานที่รองรับนักกีฬาเยาวชนของ “กิเลนผยอง” หลังมีการติดต่อมาแล้วหนึ่งครั้งก่อนหน้านี้

“จนจบ ม.3 เมืองทองก็มาเซ็นสัญญาเข้าอะคาเดมี และเรียน ม.4 ต่อที่ โพธินิมิตวิทยาคม โรงเรียนอะคาเดมีของ เมืองทอง ยูไนเต็ด พอดีโค้ชของผมรู้จักกับ พี่เป้ (รณฤทธิ์ ซื่อวาจา) อยู่ ก็เลยพาผมไปคัดที่ เมืองทอง ครั้งแรกก็ติดนะ แต่เขาให้เงินเดือนน้อย ตัวผมก็ยังไม่พร้อมด้วย ก็เลยกลับไปหาประสบการณ์กับบอลนักเรียนและเรียนต่อ ม.3 อีกปีนึง ทีนี้เขาติดต่อมาอีกรอบ แถมให้เงินเยอะกว่าเดิม ก็เลยตัดสินใจมา”

เส้นทางบนถนนสายลูกหนังของเด็กเทพแห่งเขาน้ำซับที่กำลังจะไปได้สวย กลับมีปัญหาใหญ่ที่โถมเข้าใส่ จนทำให้เขาถึงกับต้องวิตกกังวล...