ยอดคนสมองเพชร: 50 สุดยอดผู้จัดการทีมปี 2016 อันดับที่ 1 "ดีเอโก้ ซิเมโอเน่"

มาร์ติน มาเซอร์ คอลัมนิสต์ของเราได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า "เขาคือ สตีฟ จ๊อบส์ แห่งแอตเลติโก มาดริด" คุณเห็นด้วยหรือไม่? หลังจากที่กุนซือชาวอาร์เจนไตน์สร้างผลงานเกินความคาดหมายปีแล้วปีเล่า

"เมื่อคุณล้ม คุณต้องจำเอาไว้เสมอ อย่าได้ลืมเป็นอันขาด แล้วเมื่อคุณทำได้ดี คุณต้องผลักดันตัวเองไปข้างหน้าและอย่ากลับไปจุดนั้นอีก"

นี่คือประโยคหนึ่งในหนังสือ Creer (‘Believe’) อัตชีวประวัติของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่เพิ่งวางแผงเมื่อเร็วๆนี้ 

ตอนที่เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกุนซือแอตเลติโก มาดริด ในปี 2011 ทีมของเขาหวุดหวิดจวนเจียนจะตกชั้นมากกว่ามีแววว่าจะได้แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ซึ่งเจ้าตัวเชื่อว่าเหตุผลเดียวที่ถูกเรียกให้มารับงานนี้ก็เพื่อปลดเปลื้องความกดดันออกจากบอร์ดบริหาร

Diego Simeone

ซิเมโอเน่ปลุกเสียงเชียร์แฟนบอล

แต่เอล โชโล่ ก็ใช้โอกาสนั้นไม่เพียงแค่ปฏิรูปทีมและสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาเท่านั้น หากแต่ยังสร้างพิมพ์เขียวใหม่จากสถานการณ์อันเลวร้ายขึ้นมาอีกด้วย หลังจากที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้พาบาร์เซโลน่ายิ่งใหญ่ด้วยสไตล์การเล่นแบบ 'ติกิ-ตากะ' 

แต่ซิเมโอเน่ถือว่าตรงกันข้ามกับกวาร์ดิโอล่าอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้แคร์เรื่องการครองบอลหรือว่าเพรสซิ่งสูง แต่กลับทำให้ลีกสเปนที่เคยเป็นสมบัติผลัดกันชมของสองทีมยักษ์ใหญ่กลายมาเป็นมีผู้ท้าชิง 3 ทีม ทั้งที่ทีมของเขามีทรัพยากรและงบประมาณที่ด้อยกว่า 2 ทีมข้างต้นแต่ก็มีไอเดียที่ชัดเจน คุณอาจจะชอบสไตล์การเล่นของเขาหรือไม่ก็ได้ แต่คุณไม่สามารถปฏิเสธการมีอยู่และผลงานของเขาได้อย่างแน่นอน

สร้างพิมพ์เขียว

พื่อแสดงให้เห็นว่ามันเป็นการทำงานร่วมกันทั้งทีม ซิเมโอเน่จึงไม่เคยใช้คำว่า "ผม" และใช้คำว่า "เรา" ตลอด

ซึ่งจากผลงานในถ้วยยุโรปของซิเมโอเน่ทั้งในยูโรป้า ลีก และแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ได้เข้าชิงสองครั้ง ทำให้เขาคือผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในโลก

"ฟุตบอลคือเกมแห่งความผิดพลาด" ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวไว้ "ถ้าคุณยิ่งทำพลาดน้อยเท่าไร คุณก็จะเข้าใกล้ชัยชนะมากขึ้นเท่านั้น มันเป็นเรื่องโกหกที่ว่าใครบุกมากยิ่งมีโอกาสชนะ ที่จริงต้องเป็นคนที่พลาดน้อยที่สุดต่างหาก และเราก็ทำงานในสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม"

และเพื่อแสดงให้เห็นว่ามันเป็นการทำงานร่วมกันทั้งทีม ซิเมโอเน่จึงไม่เคยใช้คำว่า "ผม" และใช้คำว่า "เรา" ตลอด

Diego Simeone

การได้รองแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย ไม่ได้ทำให้เขาถอดใจแต่อย่างใด

เขาไม่เหมือนผู้จัดการทีมคนอื่นๆที่ได้รับมรดกทีมที่ยอดเยี่ยมมา กุนซือชาวอาร์เจนไตน์มีทีมที่ธรรมดาและถูกบีบให้ต้องสร้างทีมใหม่ทุกซีซั่น จึงไม่น่าประหลาดใจที่บรรดานักเตะที่ถูกขายไป (ราดาเมล ฟัลเกา, ดีเอโก้ คอสต้า, อาร์ด้า ตูราน, เฟลิเป หลุยส์, ดีเอโก้ คอสต้า, มิรันด้า) ไม่เคยโชว์ฟอร์มได้อย่างสมัยที่เล่นให้กับ "ตราหมี" ได้เลย แต่ทีมก็ยังรักษาระบบการเล่นเอาไว้ได้ แถมยังแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วย

สำหรับคนที่มองเห็นแต่ชัยชนะเป็นสำคัญแล้ว การแพ้นัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ถือว่าเสียหาย แต่ซิเมโอเน่ก็ยังสามารถมองในแง่ดีได้เสมอ

"ผมชอบพัฒนาความสามารถของนักฟุตบอล เพราะผมคิดว่ามันช่วยให้ผมคว้าชัยชนะได้" ซิเมโอเน่เขียน "ผมไม่ต้องการไปกระตุ้นนักวิจารณ์ ผมต้องการกระตุ้นนักเตะ ผมลงทุนกับพวกเขาไปมาก เพราะพวกเขาคือคนที่ทำให้ผมเดินไปข้างหน้าและทำผลงานให้ดียิ่งขึ้น"

สำหรับคนที่มองเห็นแต่ชัยชนะเป็นสำคัญแล้ว การแพ้นัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ถือว่าเสียหายอย่างรุนแรง แต่ซิเมโอเน่ก็ยังสามารถมองในแง่ดีได้เสมอ และยังกระตือรือร้นที่จะประสบความสำเร็จให้มากกว่านี้ตราบเท่าที่จะทำได้

"(มาร์เชโล่) บิเอลซ่า เคยกล่าวไว้ว่าจะเป็นทีมที่ดีได้ก็ต้องรู้แม้กระทั่งว่าเล่นแย่เล่นยังไง" เขารำลึก "ในทุกๆเกมจะต้องมีช่วงเวลาที่เป็นทั้งฝ่ายครองเกมและเป็นฝ่ายตั้งรับ และทีมต้องรู้วิธีตอบสนองกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่มีทีมเวิร์ค, ไม่มีการเตรียมตัว มันก็จะเป็นเกมที่แย่สุดๆ"

ทุกช่วงเวลามีความสำคัญ

นับตั้งแต่เขากลับมายังยุโรปในฐานะผู้จัดการทีม หลังจากที่คว้าแชมป์กับเอสตูเดียนเตสและริเวอร์เพลทในอาร์เจนติน่า ซิเมโอเน่ไม่เพียงแค่พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นจอมแทคติกชั้นยอดเท่านั้น หากแต่ยังเป็นนักวางกลยุทธฝีมือดีผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอีกด้วย เขาสนุกสนานกับการสร้างปีทองมากกว่าเกมสำคัญที่ชี้ขาดแชมป์ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมทีมของเขาจึงลงเล่นเหมือนกับว่าทุกเกมเป็นนัดชิงชนะเลิศตั้งแต่เกมแรก

ลูกทีมของซิเมโอเน่แสดงออกถึงคำพูดของเขาได้เป็นอย่างดี พวกเขาไม่สนใจว่าจะเจอกับทีมจากดิวิชั่น 3 ในเกมโคปา เดล เรย์ หรือว่าบาเยิร์น มิวนิค ในแชมเปี้ยนส์ ลีก

"ตอนเป็นนักเตะ ผมรู้สึกว่าฟุตบอลคือสงครามและผมต้องฆ่าฝั่งตรงข้ามให้ได้" ซิเมโอเน่กล่าว "ผมต้องการจะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้วิ่งให้มากขึ้น, เพื่อที่จะได้ปิดพื้นที่ฝั่งตรงข้าม, เพื่อที่จะเอาชนะพวกเขา"

"มันเหมือนกับการสู้กันข้างถนน แล้วก็มีตอนที่คนใดคนหนึ่งแสดงความหวาดกลัวออกมาทางสายตา ซึ่งช่วงเวลานั้นเองถือว่าเป็นนาทีทองที่คุณจะเอาชนะพวกเขาได้ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายที่เหนือกว่าเสมอไป บางครั้งคุณก็ด้อยกว่าพวกเขา แต่ต้องสามารถสลัดความกลัวออกไปให้ได้"

และลูกทีมของเขาก็ได้แสดงออกถึงคำพูดที่ว่าได้อย่างดี พวกเขาไม่สนใจว่าตัวเองจะเจอกับทีมจากดิวิชั่น 3 ในเกมโคปา เดล เรย์ รอบแรกๆ หรือว่าบาเยิร์น มิวนิค ในรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก

ลายเซ็นของซิเมโอเน่

ความมุ่งมั่นและการสื่อสารถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเขา ซึ่งทีมแอตเลติโก มาดริด ถือว่าเป็นของซิเมโอเน่อย่างแท้จริง เขาเป็นคนคอนโทรลด้วยตัวเองและสร้างขึ้นมาจากศูนย์ อีกทั้งยังรู้วิธีชนะใจแฟนๆและทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในระดับโลก เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการก้าวต่อไปข้างหน้า สิ่งที่เอล โชโล่ ทำให้กับแตเลติโก มาดริด เหมือนกับสิ่งที่ สตีฟ จ๊อบส์ ได้ทำให้กับแอปเปิ้ล

น่าประหลาดใจที่เขาไม่เคยแม้แต่จะได้รางวัลรองชนะเลิศโค้ชยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า ทั้งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าไม่มีใครอยากเผชิญหน้ากับทีมของเขา และเมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้เมื่อ 3 ปีก่อน เจ้าตัวก็ตอบกลับแบบติดตลกว่า "ถ้าพวกเขาไม่เลือกเราก็แสดงว่าเราต้องทำอะไรพลาดไปแล้วล่ะ แต่เราก็ขอบคุณพวกเขานะ เพราะมันจะทำให้เราพยายามกันหนักขึ้น"

Diego Simeone huddle

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันคือหัวใจสำคัญของทีมตราหมี

"กฏแรกของการเป็นผู้จัดการทีมคือหานักเตะที่เป็นตัวแทนแนวคิดของตัวเอง เพราะนักเตะนี่เองที่จะเป็นคนปกป้องแนวคิดนั้น”

- เซซาร์ เมน็อตติ

และเมื่อเร็วๆนี้ เซซ่าร์ เมน็อตติ อดีตกุนซือแชมป์โลกปี 1978 ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ ลา นาซิออง ว่า "ผู้จัดการทีมคือหัวหน้ากองทัพ เขาต้องเตรียมกำลังพลและใช้พวกเขาอย่างเหมาะสม ถ้าผู้จัดการทีมรู้ว่าทหารของเขาใช้อาวุธได้ดี แต่กลับให้อยู่ในครัวและส่งเสบียงไปยังแนวหน้าก็เป็นเรื่องปัญญาอ่อน"

"กฏแรกของการเป็นผู้จัดการทีมคือหานักเตะที่เป็นตัวแทนแนวคิดของตัวเอง เพราะนักเตะนี่เองที่จะเป็นคนปกป้องแนวคิดนั้น”

และพรสวรรค์ของซิเมโอเน่ก็คือการใช้คนให้เหมาะสมกับงาน และตอนนี้พวกเขาก็คือทหารที่คอยพิทักษ์แนวทางการเล่นในแบบของเอล โชโล่  เอาไว้ด้วยคำสั่งเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือคำว่าชนะ