ยอดคนสมองเพชร: 50 สุดยอดผู้จัดการทีมปี 2016 อันดับที่ 14 "มาร์เซลิโน"

ชายคนนี้คือผู้พา “เรือดำน้ำสีเหลือง” ทะยานขึ้นมาจากลีกเซกุนด้า(ดิวิชันสองของสเปน), ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ยูโรป้า ลีก และ คว้าโควต้าลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ในระยะเวลาเพียง 3 ปีครึ่ง…

ต้องยอมรับว่า บียาร์เรอัล มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ มาร์เซลิโน การ์เซีย โตรัล กุนซือชาวสเปนเข้ามาทำทีมเมื่อปี 2013

อดีตกุนซือของเซบีญารับงานตอนทีมหล่นชั้นไปเล่นในลีกเซกุนด้า ก่อนนำทีมเลื่อนชั้นคืนลาลีก้าในฤดูกาลถัดมาทันที เขาสร้างเรือดำน้ำสีเหลืองจนแข็งแกร่งและผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศศึกยูโรป้า ลีก ในซีซันล่าสุด พร้อมจบอันดับ 4 ของตาราง ซิวตั๋วลุยศึกแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลหน้าด้วย 

นายใหญ่ชาวสแปนิชควรได้รับเครดิตจากความสำเร็จของทีมตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เขาเน้นรายละเอียดในการทำทีมจนกอบกู้สถานการณ์ของสโมสรกลับมาได้

ยิ่งใหญ่ขึ้นและสูงขึ้น

อดีตกุนซือเซบีญารายนี้เขามารับตำแหน่งกุนซือทีมเรือดำน้ำตั้งแต่ที่พวกเขาจมอยู่ในลีกเซกุนด้า

บียาร์เรอัลคือสโมสรที่มีระบบแมวมองยอดเยี่ยม ทำให้พวกเขากลายเป็นสถานที่ขัดเกลาฝีเท้านักเตะมากมายก่อนย้ายไปร่วมทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรป แต่ในขณะเดียวกันมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะนักเตะสามารถสัมผัสกับความสำเร็จได้ที่นี่เช่นกัน

พวกเขาไม่ใช่บันไดรองรับดาวรุ่งสู่ทีมชั้นแนวหน้าของยุโรปอีกต่อไป    เพราะบียาร์เรอัลในยุคของมาร์เซลิโนกลายเป็นหนึ่งในสโมสรที่แข็งแกร่งของลีกสเปน ความยอดเยี่ยมของเฮ้ดโค้ชรายนี้คือเขาสามารถทำงานภายใต้งบประมาณที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาฉายแววความเป็นยอดโค้ชมากขึ้นเรื่อยๆ และมีโอกาสนั่งแท่นเทรนเนอร์ทีมชั้นนำของยุโรปในอนาคต ดังนั้นเราจะยังได้เห็นกุนซือวัย 50 ปี ประสบความสำเร็จอีกมากมายอย่างแน่นอน

เขาคงตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและสูงขึ้นพร้อมกับพยายามพัฒนาตัวเองและทีมไปพร้อมๆกัน

มาร์เซลิโน, บียาร์เรอัล

นับเป็นช่วงเวลา 3 ปีครึ่งที่ยอดเยี่ยมของมาร์เซลิโน

มาร์เซลิโนเข้ามาปรับสไตล์การเล่นของบียาร์เรอัลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เขาผสมผสานสไตล์เดิมของทีมกับการเล่นฟุตบอลเกมบุก ซึ่งมันช่วยให้สโมสรโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมดังที่เห็นกัน โดยเฉพาะเกมโต้กลับเร็วสุดอันตรายและเกมรับที่ทำได้ดีกว่าช่วงที่ผ่านมา

ได้ประโยชน์ถ้วนหน้า

อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้ผลงานของทีมดีขนาดนี้คือ เขาได้ทำงานกับนักเตะโดยตรงจึง สามารถดึงประสิทธิภาพสูงสุดของลูกทีมออกมาได้ โดยนอกจากมันช่วยให้ทีมโชว์ฟอร์มได้ดียิ่งขึ้นแล้ว มันยังช่วยเพิ่มค่าตัวของนักเตะบางรายด้วย  

ลูเซียโน เวียตโต้ กองหน้าดาวโรจน์ถูกขายให้ แอตเลติโก มาดริด ด้วยค่าตัว 20 ล้านยูโร นอกจากนั้นยังมี กาเบรียล เปาลิสต้า กองหลังฮาร์ดแมนที่ย้ายไปร่วมทัพอาร์เซนอล (13.5 ล้านยูโร), เดนิส ซัวเรส ที่กลับรังบาร์เซโลนา และ    เอริค ไบญี ที่เพิ่งย้ายไปอยู่กับแมนฯยูฯด้วยค่าตัวสูงลิบ ซึ่งถือเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวย้ายทีมแพงสุดในยุคของมาร์เซลิโนด้วย

เอริค ไบญี, บียาร์เรอัล

มาร์เซลิโนช่วยให้ไบญีได้ย้ายไปร่วมทัพแมนฯยูฯ

ขณะที่ โรแบร์โต้ โซลดาโด้ ได้รับโอกาสจนกลับมาแจ้งเกิดใหม่อีกครั้งหลังล้มเหลวไม่เป็นท่ากับการย้ายไปเล่นในอังกฤษ เช่นเดียวกับ บรูโน โซเรียโน กองกลางตัวเก๋าที่งัดฟอร์มเก่งจนมีชื่อติดทีมชาติสเปนลุยศึกยูโร 2016

สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันชั้นดีว่า มาร์เซลิโนสามารถร่วมงานกับนักเตะได้หลากหลาย เขาแทบไม่เคยมีปัญหากับคนอื่นเลย หนำซ้ำมาร์เซลิโนยังมีความรู้เกี่ยวกับสโมสรมากกว่าแฟนบอลพันธุ์แท้ของทีมเสียอีกในระหว่างแถลงข่าว

เขาสามารถดึงประสิทธิภาพสูงสุดของลูกทีมออกมาได้ ซึ่งมันเป็นการช่วยให้ค่าตัวของพวกเขาสูงขึ้นได้อีกด้วย

ก้าวต่อไป

การนำขุนพลเรือดำน้ำผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในศึกยูโรป้า ลีก ก่อนถูกเขี่ยตกรอบด้วยน้ำมือของลิเวอร์พูลในฤดูกาลที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถนำทีมผ่านเข้าไปเล่นในรอบลึกๆของเวทียุโรปได้เช่นกัน

ยิ่งกว่านั้นมาร์เซลิโนยังแสดงฝีมือนำสโมสรจบอันดับ 4 ในลาลีก้า พร้อมคว้าโควต้ากลับไปเล่นศึกแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูก อาร์เซนอล เขี่ยตกรอบรองชนะเลิศเมื่อปี 2009

บียาร์เรอัลถูกมองว่าเป็นทีมม้ามืดในถ้วยยุโรปฤดูกาลหน้า เพราะพวกเขาแพ้ยากมากในยุคนี้ อีกทั้งในลีกยังเป็นรองเพียงแค่ เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลนา เท่านั้น และดูเหมือนว่าปีนี้พวกเขาจะมีโอกาสลุ้นมากกว่าปีที่ผ่านๆมาด้วย

แม้ว่ามีนักเตะย้ายเข้าย้ายออกรังเรือดำน้ำสีเหลืองอยู่ตลอดเวลา แต่ความสำเร็จของพวกเขากลับไม่ได้มาๆหายๆด้วย เชื่อเหลือเกินว่าหากเทรนเนอร์ชาวสแปนิชยังได้นั่งเก้าอี้หัวเรือลำนี้ต่อไป ผลงานของสโมสรนั้นจะต้องดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน