ยอดคนสมองเพชร: 50 สุดยอดผู้จัดการทีมปี 2016 อันดับที่ 40 - 36

มียอดกุนซือหญิงติดโผเข้ามากับเขาเช่นกัน เป็นใคร เหมาะสมแค่ไหน ติดตามได้ที่นี่

Words: Jeff Kassouf, Tom Kundert, Joe Brewin, Chris Flanagan, Adam Digby

40. มาร์ค แซมป์สัน (ทีมชาติอังกฤษ หญิง)

กุนซือและโค้ชที่ดีคนหนึ่ง เขาสามารถเปลี่ยนแทคติกได้ตามคู่แข่งที่เราเจอ ซึ่งมันมักจะทำให้คู่แข่งของเราเซอไพรส์บ่อยๆ

- สเตฟ ฮูตัน

แซมป์สันคือตัวอย่างของกุนซือที่ทำเพื่อนักเตะอย่างแท้จริง ครั้งหนึ่ง ลอร่า บาสเซ็ตต์ กองหลังทีมชาติอังกฤษปล่อยโฮหนักกลางสนาม หลังโชคร้ายทำเข้าประตูตัวเองในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจนทีมแพ้ต่อญี่ปุ่นในรอบรองชนะเลิศศึกฟุตบอลโลกหญิง 2015 ทว่าโค้ชคนนี้กลับไม่โทษนักเตะแม้แต่น้อยแถมยังเดินลงไปปลอบใจลูกทีมด้วยตัวเองอีกต่างหาก

ยิ่งกว่านั้นเขายังกล่าวยกย่องแบสเซ็ตต์เป็นดั่งฮีโร่ของทีมและขอร้องให้ชาวอังกฤษให้กำลังใจเธอรวมถึงนักเตะคนอื่นในทีมด้วย

หลังจากนั้นทัพทรีไลอ้อนส์สาวรวมพลังล้างตาเยอรมันในรอบชิงอันดับสามได้สำเร็จ หลังเพิ่งพลาดท่าพ่ายต่อทีมอินทรีเหล็กในเกมอุ่นเครื่องเมื่อ 9 เดือนก่อน ผลงานของทีมสิงโตคำรามสาวในเวิลด์คัพครั้งนี้ถือว่ามีพัฒนาการมาก หลังก่อนหน้านี้พวกเธอโชว์ฟอร์มได้ไม่ดีเลยในช่วงต้นปี เริ่มจากแพ้เยอรมัน, แพ้สหรัฐฯ และเสมอฝรั่งเศสแบบไร้สกอร์ โดยความดีความชอบคราวนี้ต้องยกให้ มาร์ค แซมป์สัน ที่เข้ามารับงานต่อจาก โฮป พาวเวล กุนซือคนก่อนที่คุมทีมมานานกว่า 15 ปี

ในขณะที่สมาคมลูกหนังอังกฤษกำลังมองหาผู้จัดการทีมฟุตบอลชายใหม่ในเวลานี้ หลังทีมทำผลงานล้มเหลวในศึกยูโร 2016 ที่ผ่านมา อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถสบายใจได้ว่า ทีมฟุตบอลหญิงอยู่ในมือของกุนซือที่ถูกคนแล้ว เพราะแซมป์สันเป็นผู้ฝึกสอนที่ยอดเยี่ยมทั้งในเชิงแทคติกและการกระตุ้นลูกทีม เขาไม่ได้เป็นแค่โค้ชให้กับนักเตะ แต่ยังเป็นผู้จัดการทีม และศูนย์กลางของนักเตะอีกด้วย

39. รุย วิตอเรีย (เบนฟิกา)

คงไม่แปลกหากจะบอกว่าในช่วงที่กุนซือรายนี้เข้ามารับช่วงต่อจาก ฮอร์เก้ เฮซุส กุนซือคนก่อนเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา แฟนบอลดูจะไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่นัก เพราะเขาคือคนที่พา วิตอเรีย กีมาไรส์ โค่นเบนฟิก้าในรอบชิงชนะเลิศบอลถ้วยโปรตุเกสเมื่อฤดูกาล 2012/13 พร้อมนำทีมเก่าคว้าแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

แม้ว่ากีมาไรส์จะเป็นสโมสรที่เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานและมีแฟนบอลสนับสนุนเต็มที่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเบนฟิก้าคือทีมที่อยู่ในระดับที่เหนือกว่า อย่างไรก็ดี วิตอเรียทำผลงานในช่วงเริ่มต้นกับเหยี่ยวลิสบอนได้ไม่ดีเลย เขานำทีมแพ้ถึง 3 นัด จาก 7 เกมแรก แถมยังเป็นการพ่ายต่ออริแย่งแชมป์โดยตรงอย่าง เอฟซี ปอร์โต้ และ สปอร์ตติ้ง ลิสบอน ที่มีเฮซุสคุมทีมด้วย ทำให้แฟนบอลหลายคนต่างเชื่อว่าเขาคงอยู่คุมทีมได้ไม่นานแน่ ทว่าเทรนเนอร์วัย 46 ปี กลับไม่ได้สะทกสะท้านต่อข่าวลือ หรือแม้กระทั่งบทสัมภาษณ์ที่เฮซุสบอกว่า วิตอเรียกำลังเผชิญปัญหาที่ใหญ่เกินตัวของเขาแม้แต่น้อย

รุย วิตอเรีย มีคุณสมบัติของกุนซือผู้ยิ่งใหญ่และความทะเยอทะยานของผู้ชนะ เขาคือคนที่ไม่มีทางยอมแพ้ อีกทั้งเขายังเป็นแฟนของเบนฟิก้าอีกด้วย

- หลุยส์ ฟิลิเป้ วิเอร่า, ประธานสโมสรเบนฟิก้า

หลังจากนั้นกุนซือรายนี้นำเบนฟิก้ากลับมาโชว์ฟอร์มสุดแกร่ง หลังเก็บชัยชนะได้ถึง 25 เกม จาก 27 นัดต่อมา พร้อมเข้าป้ายคว้าแชมป์ลีกแดนฝอยทองไปครอง โดยมีแต้มเหนือ สปอร์ตติ้ง ลิสบอน ของเฮซุสเพียง 2 คะแนน จุดเด่นของวิคตอเรียคือเขากล้าให้โอกาสผู้เล่นดาวรุ่งในทีมได้โชว์ผลงานจนมีหลายคนแจ้งเกิดขึ้นมาโดยเฉพาะในรายของ เรนาโต้ ซานเชส และ เอแดร์สัน

นอกจากนั้น เขายังพาเหยี่ยวลิสบอนผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ก่อนพ่ายต่อทีมเต็งอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ทำให้ตอนนี้คงไม่มีใครสงสัยในฝีมือของวิคตอเรียอีกแล้ว…

38. ดีเตอร์ เฮคคิงก์ (โวล์ฟสบวร์ก)

เฮคคิงก์อาจไม่ใช่กุนซือที่เป็นที่รักของแฟนบอลในเยอรมันเท่าไหร่นัก แต่ต้องยอมรับว่าเขาคือผู้ที่เข้ามายกระดับทีมหมาป่าเมืองเบียร์อย่างแท้จริง เพราะตอนที่เขาเข้ามารับตำแหน่งในเดือนมกราคม ปี 2013 ทีมยังจมอยู่ท้ายตารางอยู่เลย

เขาพาโวล์ฟส์บวร์กแพ้เพียงแค่ 3 นัด จาก 17 นัดในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ก่อนนำทีมกระโดดขึ้นมาจบกลางตาราง จากนั้นเขาพาทีมผ่านเข้าไปเล่นในศึกยูโรป้าลีกในฤดูกาลต่อมา และที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือเขานำทีมผงาดคว้าตำแหน่งรองแชมป์พร้อมซิวตั๋วแชมเปียนส์ลีกแบบอัตโนมัติในฤดูกาล 2014/15

โวล์ฟสบวร์กภายใต้การคุมทีมของเฮคคิ่งเล่นได้อย่างน่าเหลือเชื่อตลอด 2 ปีหลังมานี้ แฟนบอลเยอรมันอยากเห็นพวกเขาต่อกรกับมหาอำนาจอย่างบาเยิร์น มิวนิค ซึ่งวันนี้พวกเขาก็แสดงให้เห็นแล้ว

- เป๊ป กวาร์ดิโอลา

สิ่งหนึ่งที่ต้องชมเฮคคิงก์คือการซื้อตัวผู้เล่นเข้าทีม เพราะอย่าลืมว่าการคว้าผู้เล่นอย่าง หลุยซ์ กุสตาโว, เควิน เดอ บรอยน์, แม็กซ์ ครูเซ, อังเดร ชูร์เล และ ยูเลียน แดร็กซ์เลอร์ นั้น ไม่ได้แลกมาด้วยผงวิเศษหรือตุ๊กตาของเล่น แต่มันคือเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ไม่สามารถการันตีความสำเร็จได้

กุนซือวัย 51 ปี อาจไม่อยากจำผลงานของตัวเองในฤดูกาลที่ผ่านมาเท่าไหร่นัก หลังนำพาทีมจบเพียงอันดับ 8 เท่านั้น ทว่าโวล์ฟส์บวร์กกลับทำผลงานในเวทียุโรปได้ดีเกินคาด พวกเขาผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ในฐานะแชมป์กลุ่มเหนือทีมแกร่งอย่าง แมนฯยูฯ และ พีเอสวีฯ ก่อนผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย อย่างไรก็ตาม เขาจำใจต้องขายสตาร์ตัวหลักตั้งแต่ปีก่อนอย่าง อิวาน เปริซิช, เควิน เดอ บรอยน์ รวมถึง อังเดร ชูร์เล่ ขณะที่ ยูเลียน แดร็กซ์เลอร์ ยังมีทีท่าว่าจะย้ายทีมอีก ทำให้ฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของเขาอีกครั้ง

37. เอ็ดดี้ ฮาว (บอร์นมัธ)

ว่ากันตามตรงเส้นทางของฮาวอาจจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือก็เป็นได้ เพราะตอนเข้าสู่วงการนั้นเขาถูกวัดผลงานจากผลการแข่งขันเท่านั้น แถมยังพาทีมแพ้ตลอด 2 นัด จากการนั่งแท่นกุนซือรักษาการณ์ของบอร์นมัธ

ทว่าเรื่องนี้กลับเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวของเส้นทางในวงการลูกหนังของเขา ฮาวเข้ามารับหน้าที่กุนซือขัดตาทัพตอนอายุเพียง 31 ปี ตอนนั้นบอร์นมัธกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก หลังจากทีมถูกตัด 17 คะแนน จนหล่นไปอยู่เหนือโซนตกชั้นลีกทูเพียงแค่ 7 แต้ม

แม้ว่าเขานำทีมแพ้ใน 2 เกมแรก แต่บรรดาผู้บริหารของทีมมองเห็นฟอร์มการเล่นที่พัฒนาขึ้น ทำให้เขาได้โอกาสนั่งเก้าอี้กุนซือของสโมสรแบบถาวร จากนั้นเขาพาบอร์นมัธทำผลงานได้ดีขึ้นเก็บชัยชนะถึง 12 นัด จาก 21 เกม ช่วยทีมอยู่รอดปลอดภัยในลีกทูต่อไป ก่อนนำทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกวันได้สำเร็จในฤดูกาลต่อมา

หลังจากนั้นฮาวโยกไปรับงานคุมเบิร์นลีย์แม้ได้รับความสนใจจาก คริสตัล พาเลซ กับ ชาร์ลตัน แต่ที่น่าสนใจคือเขาตัดสินใจรับงานกับทีมใหม่หลังจากประกาศฝากอนาคตกับบอร์นมัธเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น

ฮาวคือกุนซือที่จะพาทีมไปข้างหน้า เนื่องจากเขาเชื่อในวิธีการและยึดมั่นในปรัชญาของตัวเอง

- เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

ฮาวจัดการคว้า ชาร์ลี ออสติน และ แดนนี อิงค์ สองกองหน้าคนดังที่ตอนนั้นยังเป็นแข้งโนเนมร่วมถิ่นเทิร์ฟ มัวร์  เขาใกล้เคียงกับการนำทีมเลื่อนชั้นแต่ดันมาพลาดโอกาสเนื่องจากเกมรับอันหละหลวม หลังจากนั้นเขาต้องพบกับข่าวร้ายเมื่อคุณแม่สุดที่รักมาเสียชีวิต ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจย้ายกลับบอร์นมัธทันทีเพื่ออยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว

ฮาวเข้ามาสานต่องานของตัวเองพร้อมนำทัพ”เดอะ เชอร์รี่”เลื่อนชั้นขึ้นสู่เดอะแชมเปี้ยนชิพในฤดูกาลแรกที่กลับมา ก่อนสร้างประวัติศาสตร์นำทีมขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ใน 2 ปีต่อมา ผลงานดังกล่าวทำให้เขาได้รับรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษ

ใครก็ตามที่คิดว่าพวกเขาจะเอาตัวไม่รอดบนพรีเมียร์ลีกนั้นคิดผิดถนัด เพราะฮาวสามารถนำบอร์นมัธอยู่รอดบนลีกสูงสุดได้อย่างสง่าผ่าเผยด้วยสไตล์การเล่นที่น่าดึงดูดและสวยงาม

ฮาวในวัย 38 ปี กำลังแสดงกึ๋นความเป็นยอดกุนซือออกมาทีละน้อย เขามีทั้งความสามารถ ความถ่อมตัว และความขยัน เขากำลังทำในสิ่งที่เป็นมากกว่าการชดเชยช่วงเวลาที่เสียไปตอนสมัยค้าแข้ง หลังโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานจนต้องแขวนสตั๊ดตั้งแต่ตอนวัยรุ่น

36. ยูเซบิโอ ดิ ฟรานเชสโก (ซัสซูโอโล)

ซัสซูโอโลคือตัวอย่างที่ดีที่ทีมในเซเรีย อา ควรเอาอย่างในฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขาตัดสินใจลงทุนกับนักเตะดาวรุ่งและสร้างสนามเป็นของตัวเอง ในขณะที่หลายทีมยังย่ำอยู่กับที่ สิ่งเหล่านี้ตอบแทน“เนโรเวอร์ดี้”ด้วยชัยชนะเหนือมิลานและยูเวนตุส รวมถึงการจบอันดับ 6 ของตาราง

แม้ว่า โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ และ ชิเม่ เวอร์ซัลโก้ (ที่ย้ายไปแอตเลติโก มาดริดแล้ว) คือสองผู้เล่นที่ได้รับคำชมมากมาย แต่ต้องยอมรับว่าดีลที่ดีที่สุดของทีมคือการดึง ดิ ฟรานเชสโก้ เข้ามาคุมทัพ

ผมคิดว่าดิ ฟรานเชสโก้ดีกว่าคอนเต้เสียอีก เพราะเขารู้วิธีจัดการกับนักเตะดาวรุ่งของเรา แต่กับคอนเต้ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นกุนซือที่เก่ง แต่ผมช็อคที่เขาแทบไม่สนใจเราเลยแม้ว่าเราจะมีฤดูกาลที่ดีก็ตาม

- จิออร์จิโอ้ สกินซี่ เจ้าของสโมสรซัสซูโอโล

เขาใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี ในการนำทีมสร้างประวัติศาสตร์เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดเป็นครั้งแรก พร้อมนำทีมจบอันดับ 6 ของตารางและซิวโควต้าลุยศึกยูโรป้า ลีก โดย ดิ ฟรานเชสโก้ ให้เครดิตการเล่นเกมรับของทีมด้วยไม่ใช่แค่เกมรุกอย่างเดียว

“เรามีเกมรุกที่ดี แต่อย่าลืมว่าเกมรับของเราก็ดีเช่นกัน ซึ่งมันหมายความว่าพวกเราทำงานกันเป็นทีม ไม่ใช่แค่แผงแบ็คโฟร์” ดิ ฟรานเซสโก้ กล่าว

ความยอดเยี่ยมของเขาไปเตะตามิลานอย่างจังจนมีข่าวถูกจีบไปคุมทีม แต่เจ้าตัวกลับออกตัวปฏิเสธชนิดจี้ใจดำแฟนบอลรอสโซเนรีว่า “ผมคงทำงานท่ามกลางความวุ่นวายในทีมแบบนั้นไม่ได้”

FourFourTwo's 50 Best Football Managers in the World 2016