ยอดคนสมองเพชร: 50 สุดยอดผู้จัดการทีมปี 2016 อันดับที่ 8 "เคลาดิโอ รานิเอรี่"

จะสรุปปีที่สมบูรณ์แบบในการคุมทีมนี้ว่าอย่างไรได้? หลังจากที่ทำได้แค่เฉี่ยวไปเฉี่ยวมาตลอด 2 ทศวรรษ ในที่สุดคิง เคลาดิโอ ก็สามารถคว้าแชมป์ลีกที่ใหญ่ที่สุดได้อย่างสุดยอด และ โจ เบรวิน จะมาประเมินบทบาทของเขาที่พาเลสเตอร์คว้าแชมป์แบบเหนือความคาดหมาย 

มีคนกล่าวไว้ว่าถ้าอะไรไม่พังก็อย่าไปซ่อมมัน นอกจากนี้ยังมีการพูดกันด้วยว่าถ้าคุณทำแบบไหน ผลลัพธ์ก็จะได้แบบนั้น

แม้จะไม่มีคนเห็นด้วยทั้งหมด แต่มันก็เป็นองค์ประกอบสำคัญในการคว้าแชมป์ของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เมื่อฤดูกาลก่อน

กุนซือชาวอิตาเลียนไม่ได้มีชื่ออยู่ใน 50 สุดยอดผู้จัดการทีมของโฟร์โฟร์ทูเมื่อปีที่แล้ว เมื่อผลงานของเขาจัดได้ว่าตกต่ำที่สุดในอาชีพการคุมทีม หลังจากล้มเหลวไม่เป็นท่าในการคุมทีมชาติกรีซ แต่ปีนี้มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ใส่ชื่อของเขาหลังจากสร้างผลงานสะท้านปฐพีในฤดูกาล 2015/16

โดยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของเลสเตอร์นั้นเรียกได้ว่าเขย่าวงการฟุตบอลเมืองผู้เลยทีเดียว แม้บรรดาทีมท็อป 6 จะพร้อมใจกันฟอร์มหล่นในปีเดียวกัน แต่ก็อย่าลืมว่านี่คือทีมที่ถูกคาดหมายว่าจะต้องดิ้นรนหนีตกชั้นมาก่อน

Claudio Ranieri with the Premier League tropht

รานิเอรี่ฉลองแชมป์กับ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

ก้าวต่อไป

สิ่งสำคัญที่สุดที่โค้ชที่ดีต้องทำก็คือการสร้างทีมจากคาแรคเตอร์ของนักเตะ ดังนั้นผมจึงบอกนักเตะว่าผมเชื่อใจพวกเขาและจะพูดเกี่ยวกับแทคติกให้น้อย

- เคลาดิโอ รานิเอรี่

ถึงแม้รานิเอรี่จะรับมรดกทีมที่มีเสถียรภาพมาจาก ไนเจล เพียร์สัน และเจ้าตัวก็รู้ดี แต่ต่อให้จะมีคนคิดว่าอย่างนั้น เต็มที่แค่อยู่รอดไปได้อีกปีก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เนื่องจากปีก่อนพวกเขาต้องเร่งเครื่องชนะ 7 จาก 9 นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2014/15 กว่าจะบรรลุภารกิจได้ ก่อนที่จะมีการขยับตัวอย่างเงียบๆด้วยการคว้า โรเบิร์ต ฮูธ, คริสเตียน ฟุคส์ และ ชินจิ โอคาซากิ จากนั้น เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ก็ถูก สตีฟ วอลช์ หัวหน้าแมวมองเพิ่มเข้ามาภายหลัง

ในตอนแรกรานิเอรี่เพียงแค่เป็นผู้สังเกตการณ์อย่างเดียวเท่านั้น โดยกุนซือชาวอิตาเลียนเปลี่ยนแปลงน้อยมากในเรื่องของตัวบุคคล ถึงแม้ว่าในวันแรกเจ้าตัวจะปรับมาใช้ระบบ 4-4-2 จากเดิมที่เพียร์สันใช้  3-5-2 ก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นเขาเริ่มด้วยการโฟกัสกับจุดแข็งของทีมก่อน นั่นก็คือการวิ่งแบบไม่มีหมดจนทำให้รอดตายมาได้ในช่วงท้ายฤดูกาล ยังผลให้กุนซือวัย 64 ปีผู้เคยคุมนาโปลี, แอตเลติโก มาดริด, บาเลนเซีย, ยูเวนตุส, โรม่า และอินเตอร์ ซึมซับมันเข้ามาโดยสัญชาตญาณ

"ผมมาถึงเมื่อเดือนสิงหาคมและเริ่มดูเทปเมื่อซีซั่นก่อน" เขารำลึกความหลัง "ผมก็พูดกับนักเตะว่า ผมเข้าใจว่าพวกเขาคงกลัวแทคติกแบบอิตาเลียน เพราะโค้ชอิตาเลียนมักจะเน้นไปที่เรื่องแทคติก, พยายามคอนโทรลเกมให้ได้ตามแผนและระบบของผู้จัดการทีม"

Claudio Ranieri training

ความเป็นมิตรกับลูกทีมของเขาทำให้นักเตะแฮปปี้

"พวกเขาไม่ได้ถูกโน้มน้าวให้ทำ และตัวผมเองก็ไม่ได้โน้มน้าวพวกเขาด้วยเช่นกัน ผมเองก็เปิดรับแทคติกหลายอย่างอยู่แล้ว และผมก็คิดเสมอว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่โค้ชที่ดีต้องทำก็คือการสร้างทีมจากคาแรคเตอร์ของนักเตะ ดังนั้นผมจึงบอกนักเตะว่าผมเชื่อใจพวกเขาและจะพูดเกี่ยวกับแทคติกให้น้อย มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมที่พวกเขาจะต้องวิ่งให้เยอะอย่างที่ผมเห็นในช่วงท้ายซีซั่น"

พลังนักเตะ

เขาคือตำนาน ผมยกให้เขาคือตัวอย่างสำหรับใครก็ตามที่เชื่อมั่นในแนวทางของตัวเอง

- นิโกล่า เลกร็อตตาเย่ - อดีตแข้งยูเว่

ซึ่งลูกทีมของรานิเอรี่ก็ไม่เคยแตกแถวเลยตั้งแต่เริ่มแรก และการให้พักสองวันต่อสัปดาห์ถือว่าช่วยได้มาก โดยวันอาทิตย์และวันพุธถือเป็นวันพักผ่อน วันจันทร์จะเป็นการซ้อมเบาๆ, วันอังคารกับวันพฤหัสจะหนัก ส่วนวันศุกร์เป็นเรื่องของแทคติก แม้จะซ้อมกันเพียง 5 วัน แต่พวกเขาก็ทำกันเต็มที่

ผลงานในสนามเป็นตัวแสดงให้เห็นแล้วว่าการวิ่งของเลสเตอร์ทะลวงแนวรับของทีมต่างๆมาแล้วนับไม่ถ้วน เกมสวนกลับของพวกเขาฉีกคู่ต่อสู้ในเกมที่สูสีได้หลายต่อหลายครั้ง แน่นอนว่า "จิ้งจอกสยาม" ก็มีสตาร์ประจำทีมเช่นกัน พวกเขามี ริยาด มาห์เรซ ที่เล่นปีกได้สุดยอด, เจมี่ วาร์ดี้ ที่ยิงเป็นกอบเป็นกำ และความขยันของก็องเต้ (รานิเอรี่กล่าวไว้ว่า "ผมเคยบอกเขาว่า 'วันหนึ่งชั้นคงเห็นแกครอสบอลแล้ววิ่งไปโหม่งเองแน่นอน'")

แม้จะเป็นมรดกที่ได้รับจากเพียร์สัน แต่จริงๆแล้วรานิเอรี่ก็สร้างทีมแชมป์ขึ้นมาด้วยตัวเอง เขามี 11 ตัวจริงที่แน่นอนและคนอื่นๆในทีมก็รู้ว่าแทบจะเข้าไปสอดแทรกได้ยาก แต่สปิริตภายในทีมก็มีทั้งตัวจริงและตัวสำรอง เห็นได้ชัดจากตอนที่นักเตะไปฉลองแชมป์กันที่บ้านของวาร์ดี้ โกคาน อินเลอร์ กองกลางประสบการณ์สูงของสวิสที่ลงเล่นเป็นตัวจริงเพียงแค่ 3 นัดเท่านั้นตลอดทั้งฤดูกาลก็ยังฉลองสุดเหวี่ยงไปกับทุกคนที่เหลือด้วย

ราชาแห่งความนิ่ง

เราคือเลสเตอร์, เราไม่ใช่ทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้

- เคลาดิโอ รานิเอรี่

ผลงานที่โดดเด่นของรานิเอรี่อีกอย่างก็คือการคว้าแชมป์แบบสะดวกโยธิน ไม่มีใครสงสัยที่เลสเตอร์ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย แต่อย่าลืมว่าพลพรรค "จิ้งจอกสยาม" ทิ้งห่างจากอันดับสอง 10 แต้ม ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียง 3 ทีมในพรีเมียร์ลีกเท่านั้นที่ทำได้ (แม้ว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะทำได้ 4 ครั้งก็ตาม) อีกทั้งยังไม่มีทีมไหนทำได้เลยนับตั้งแต่เชลซีเมื่อปี 2004/05

ถึงการสะดุดของคู่แข่งเลสเตอร์จะเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในพรีเมียร์ลีก ที่ทีมขนาดกลางเริ่มแข็งแกร่งพอที่จะสร้างปัญหาให้กับบรรดายอดทีม แต่ทีมของรานิเอรี่ก็แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่ไม่ใช่ว่าใครๆก็ทำได้ บางครั้งพวกเขาก็บดเอาชนะไปได้อย่างขาดลอย บางทีก็คว้าชัยแบบหืดจับ

แม้แต่ในช่วงฟอร์มฝืดอย่างหนัก พวกเขาก็ยังชนะ 1-0 ไป 5 จาก 6 นัดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนเมษายน แสดงให้เห็นถึงความนิ่งของรานิเอรี่ได้เป็นอย่างดี

เขาได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงโอกาสการคว้าแชมป์มาเกือบตลอดทั้งซีซั่น แม้จะเชื่อมั่นอยู่ลึกๆว่าลูกทีมจะสามารถทำได้หลังจบเกมที่พวกเขาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-1 ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะไม่พูดถึงเรื่องการลุ้นแชมป์ในห้องแต่งตัว และนั่นถือเป็นสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในการคุมทีมของเขาเมื่อซีซั่นที่แล้วเลยทีเดียว แน่นอนว่ามีนักเตะหลายคนที่เคยไล่ล่าแชมป์มาก่อน แต่ไม่ใช่แบบนี้

แม้แต่ตอนที่ได้แชมป์ไปแล้ว ซึ่งตอนที่เลสเตอร์กำลังเตรียมตัวในนัดรองสุดท้ายกับเอฟเวอร์ตัน ทั้งที่รู้ว่าพวกเขาจะได้ชูถ้วยพรีเมียร์ลีกหลังจากจบเกมดังกล่าว รานิเอรี่ก็ยังอุตส่าห์หยอดมุกแบบทีเล่นทีจริงว่าเขาจะเป็นคนบีบคอลูกเตะหากปล่อยให้ท็อฟฟี่เอาชนะได้ แล้วเดอะ ฟ็อกซ์ ก็ชนะไป 3-1 ซึ่งจริงๆแล้วน่าจะยิงเยอะกว่านั้นสองเท่าด้วยซ้ำ

"มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเราเลย" รานิเอรี่กล่าวเมื่อเดือนมีนาคม "เราคือเลสเตอร์, เราไม่ใช่ทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เราไม่สามารถพูดได้ว่าห่าง 5 แต้มหรือ 8 แต้มก็เป็นแชมป์ได้แล้ว"

เขาพูดถูกที่ว่าพวกเขาไม่ได้เหมือนทีมอื่นๆ พวกเขาคือผู้ชนะในแบบของตัวเอง