ยอดปราการหลังสู่กุนซือจอมบุก : รานโก้ โปโปวิช...ผู้ถือสายฟ้าคนใหม่

ในสมัยค้าแข้งเขาคือกองหลัง แต่เมื่อกลายเป็นโค้ช ทีมที่เขาคุมกลับมีเกมรุกอันน่าตื่นตาตื่นใจ และนี่คือ... ผู้ที่เหมาะสมกับคอนเซ็ปต์เกมรุกอันดุดันของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด… “รานโก้ โปโปวิช” 

เรนเจอร์สดีกว่าแมนฯยูไนเต็ด

จะมีสักกี่คนที่มองว่ากลาสโกว์ เรนเจอร์ส เล่นได้น่าประทับใจกว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากที่เคยมีประสบการณ์ตรงในการเจอกับทั้งสองทีม

ชายที่ชื่อ รานโก้ โปโปวิช คือหนึ่งในนั้น เมื่อได้ลงเล่นให้กับสตวร์ม กราซ ที่มี อิวิก้า โอซิม ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาล 2000/01 เจอกับ “ปีศาจแดง” ที่มีแข้งระดับพระกาฬอย่าง เดวิด เบ็คแฮม, พอล สโคลส์, ไรอัน กิ๊กส์ ขณะที่ “เดอะ ไลท์บลูส์” ก็มีนักเตะชื่อดังอย่าง โจวานนี่ ฟาน บรองค์ฮอร์สท์, โรนัลด์ เดอ บัวร์ โดยมี ดิ๊ค อั๊ตโวคาท คุมทัพ

“เราเคยเจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2 ครั้งในแชมเปี้ยนส์ลีก เราแพ้ 2-0 ที่กราซ และ 3-0 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่พวกเขาไม่ได้น่าประทับใจเท่าเรนเจอร์ส” เจ้าของฉายา “โปโป้” ที่แฟนบอลสตวร์ม กราซตั้งให้กล่าวชมคู่ต่อสู้ทั้งที่บุกไปพ่ายที่ไอบร็อกซ์แบบยับเยิน 5-0

“มันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยสำหรับเกมฟุตบอลสมัยใหม่ มันเกือบจะสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว มีการจ่ายบอลงามๆ, วิ่งทำทางสวยๆ, และการยืนตำแหน่งที่ดีหลายครั้ง เรารู้ตั้งแต่เสียประตูแรกว่ายังไงเราก็แพ้แน่เกมนี้ พวกเขาเล่นได้สุดยอดจริงๆ”

บางทีปรัชญาฟุตบอลเกมรุกของเขาอาจเริ่มถูกปลูกฝังตั้งแต่เกมนั้นแล้วก็เป็นได้...

โปโปวิชลงเล่นในเกมที่พบกับปีศาจแดง (สวมเสื้อหมายเลข 24)

อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่นักเตะแมนฯยูไนเต็ด และเรนเจอร์สเท่านั้นที่เคยลงเผชิญหน้าด้วย ศูนย์หน้าระดับโลกอย่างโรนัลโด้แห่งบราซิลและราอูล กอนซาเลซ โปโปวิชก็เคยเผชิญหน้ากับพวกเขามาแล้วเช่นกันในเกมยุโรปถ้วยใหญ่

กองหลังชาวเซอร์เบียถือว่าเป็นที่รักในถิ่นแมร์คัวร์ อารีน่า เมื่อพาทีมคว้าแชมป์ลีกออสเตรีย 2 สมัย และบอลถ้วยอีก 1 สมัยในช่วงที่ค้าแข้งกับทีมระหว่างปี 1997-2001 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องนั่งสำรองเป็นส่วนใหญ่กับปาร์ติซาน เบลเกรด, เลโอทาร์ (ยืมตัว), เอธนิกอส ปิเรอุส และอัลเมเรีย ซึ่งตอนที่ค้าแข้งในลีกกรีซกับเอธนิกอสนั้นไม่ใช่แค่โดนดองจนก้นด้านอย่างเดียว ยังโดนเบี้ยวค่าเหนื่อยด้วย

ด้วยอายุที่มากขึ้น และอาการบาดเจ็บที่รุมเร้า ทำให้โปโปวิชจำเป็นต้องถอยห่างจากฟุตบอลระดับสูง และย้ายไปอยู่กับทีมทูเอส เอฟเซ อาร์นเฟลส์ ทีมในหมู่บ้านเล็กๆใกล้ๆกับกราซด้วยวัย 34 ปี โดยในระหว่างนั้นจับงานคุมทีมที่นั่นในฐานะเพลเยอร์แอนด์โค้ช หลังจากนั้นก็เข้าไปรับตำแหน่งเดียวกันที่เอสเฟา พาแชร์น อีกหนึ่งทีมรากหญ้าที่เจ้าตัวพาทีมเป็นแชมป์ไร้พ่ายจน มิไฮโล เปโตรวิช ต้องดึงมาเป็นผู้ช่วยที่สตวร์ม กราซ ในปี 2003…

แต่ใครจะรู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นในการเข้ามามีเอี่ยวในวงการลูกหนังเอเชียของเขา...

สร้างชื่อในแดนซามูไร

หลังจากที่อยู่กับสตวร์ม กราซ ได้ 3 ปี เปโตรวิชก็ได้รับข้อเสนอจากซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า ทีมดังในเจ-ลีก และได้นำโปโปวิชติดสอยห้อยตามไปที่ญี่ปุ่นด้วย แต่ในปี 2007 หลังจากที่ทีมตกชั้นและเกิดความเห็นไม่ลงรอยกับเปโตรวิช โปโปวิชก็กลับไปยังออสเตรียและได้รับการติดต่อให้คุมทีมเล็กๆที่นั่นอย่างเลโอเบ้นแต่ก็ปฏิเสธไป

แต่เมื่ออดีตต้นสังกัดของเขาอย่างสปาร์ตัก ซูโบติก้า ติดต่อมา เขาก็ตอบรับโดยไม่รีรอ “ถึงผมจะเกิดที่เปช (ปัจจุบันคือดินแดนของโคโซโว) แต่เบลเกรดกับซูโบติก้าก็อยู่ในหัวใจของผมเช่นกันเพราะเป็นที่ๆผมสร้างชื่อขึ้นมาในฐานะนักเตะ ถ้าผมสามารถทำอะไรให้กับเมืองนี้ได้ ผมก็ยินดีที่จะทำ” เขากล่าวกับเว็บไซต์ที่เป็นทางการของเมืองซูโบติก้า

อย่างไรก็ตามเขาก็อยู่เซอร์เบียจนถึงปี 2009 ก็กลับไปยังแดนปลาดิบอีกครั้ง คราวนี้รับบทบาทเป็นกุนซือใหญ่ให้กับโออิตะ ตรินิต้า โปโปวิชนำลูกทีมลงสู้ศึกซารุงะ แบงค์ แชมเปี้ยนชิพ ในฐานะแชมป์เจ-ลีก คัพ เจอกับอินเตอร์นาซิอองนาลแชมป์โคปา ซูดาเมริกาน่าของติเต้ กุนซือทีมชาติบราซิลคนปัจจุบันและพ่ายไป 1-2 ซึ่งในฤดูกาลนั้นเองพวกเขาจบด้วยอันดับ 17 และนั่นทำให้โปโป้ต้องแยกทางกับทีม เนื่องจากสโมสรต้องปรับโครงสร้างทางการเงินใหม่หลังจากตกชั้น

เจ้าตัวเว้นวรรคจากวงการฟุตบอลนานเกือบ 2 ปีก่อนที่จะเริ่มต้นใหม่กับมาชิดะ เซลเวีย ซึ่งที่นี่เองที่เขาสร้างชื่อขึ้นมาในฐานะสุดยอดฟุตบอลเกมรุก...

โปโปวิชต้นสังกัดเข้าป้ายอันดับ 3 ของเจแปน ฟุตบอล ลีก (ลีกดิวิชั่น 3 ของญี่ปุ่น) เลื่อนชั้นสู่เจทูในฐานะทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดในลีก 61 ประตูจาก 33 นัด

และด้วยผลงานมาสเตอร์พีซดังกล่าวที่ทำให้เขากลับไปคุมทีมในเจ-ลีกอีกครั้ง…

เจอกับอินเตอร์นาซิอองนาลของติเต้ กุนซือทีมชาติบราซิลคนปัจจุบัน