Analysis

ยุคใหม่ไร้รองบ่อน? : เจาะเหตุผลที่’บอลโลก 2018 เป็นทัวร์นาเม้นต์ทีมเล็กล้มยักษ์

ฟุตบอลสมัยใหม่ค่อยๆลบคำว่า “ทีมใหญ่-ทีมเล็ก-ทีมรองบ่อน” ออกจากพจนานุกรม เนื่องจากทุกวันนี้แค่เพียงซูเปอร์สตาร์อย่างเดียว ไม่สามารถบันดาลผลการแข่งขันได้เหมือนเดิมอีก

We are part of The Trust Project What is it?

เวิลด์ คัพ ครั้งนี้เราเห็น บราซิล ทำได้แค่เสมอ สวิตเซอร์แลนด์ , ฝรั่งเศส เอาชนะได้แบบหืดจับทั้งสองเกม , เยอรมนี พลาดท่าพ่าย เม็กซิโกแบบช็อคโลก , อาร์เจนตินา ถูกชกคางเหลือง ร่อแร่ต่อการตกรอบแรก , สเปน เอาตัวรอดไปเกมต่อเกม ส่วน อังกฤษ เกือบเอาตัวไม่รอดในเกมกับตูนิเซีย

อะไรที่ทำให้ทีมเล็กเข้าใกล้ทีมใหญ่มากขึ้นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย บางที อาจเป็นเหตุผลเหล่านี้

1.ตั้งรับและหาจังหวะโจมตีฉาบฉวย

การตั้งเกมรับเป็นโซนแน่นหนาสามารถป้องกันการโจมตีของคู่แข่งได้ การยืนคอมแพ็กต์แน่นตรงกลางบีบให้คู่แข่งต้องออกริมเส้น และหากโยนเข้ามาและคุณมือเซนเตอร์ฮาล์ฟที่สูงใหญ่ การบุกจากด้านข้างก็เหมือนเป็นการโยนบอลอัดใส่กำแพง

ซ้ำร้ายหากคุณมีนักเตะความเร็วสูงห้อยอยู่บนแดนหน้าสักคน คุณอาจบอมบ์ยาวจากแดนตัวเอง หรือใช้มิดฟิลด์ที่ปล่อยบอลดีๆหน่อย วางข้ามไปให้แข้งจรวดรายนั้นสปีดไปดวลกับผู้รักษาประตูคู่แข่ง ซึ่งอาจเป็นหมัดน็อคทีมยักษ์ให้ล้มลงคาที่เลยก็เป็นได้

ฟุตบอลสมัยนี้ในบางครั้งเกมรุกที่ดีที่สุดก็อาจสู้เกมรับที่ดีที่สุดไม่ได้ หากทีมที่ตั้งรับไม่ปล่อยช่องโหว่เลยตลอด 90 นาที

2. เทคโนโลยี VAR

เทคโนโลยีตัวช่วยผู้ตัดสินที่เพิ่งนำมาใช้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายทำให้ทีมเล็กได้ประโยชน์จากการตัดสินมาแล้วหลายครั้ง

แม้จะเป็นคำตัดสินที่ถูกต้องก็ตาม แต่วิธีการได้จุดโทษนั้นง่ายกว่าเดิม คุณไม่ต้องอาศัยดุลยพินิจและความตาไวในเวลานั้นของผู้ตัดสินอีกแล้ว ความผิดพลาดทุกอย่างที่คุณทำไม่อาจรอดสายตาไปจากทีมงานที่นั่งดูจอโทรทัศน์ในห้องวอร์รูม ซึ่งจะส่งสัญญาณไปหาผู้ตัดสินในสนามทันที

ออสเตรเลีย ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จาก VAR ไปอย่างละหน แต่อย่างเกมล่าสุดกับเดนมาร์กที่เสมอมาได้ 1-1 ก็ถือเป็นผลการแข่งขันที่ล้ำค่าสำหรับพวกเขา

จุดโทษมากมายเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ซึ่งเป็นเวิลด์ คัพที่ยิงกันค่อนข้างน้อย และ “จุดโทษ VAR” ของฝั่งทีมที่ดูจะเป็นรองกว่า ก็แทบจะสร้างแรงกระแทกจนทีมใหญ่กลับมาสู่เกมไม่ได้

บรรดายักษ์ใหญ่อาจใช้เวลามากมายเพื่อพยายามทำประตู แต่ทีมเล็กอาจไม่ต้องใช้ความพยายามมากขนาดนั้น เพราะการฟาวล์ในเขตโทษอาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้!

3. เล็งเป้าตัวคีย์แมนอย่าให้กระดิก (หรืออัดให้กลิ้ง)

สถิติในเกมระหว่างบราซิลและสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า เนย์มาร์ โดนผู้เล่นแดนนาฬิกาทำฟาวล์ถึง 10 ครั้ง

ขณะที่ ลิโอเนล เมสซี่ แทบจะเล่นไม่ออกเมื่อเจอคู่ต่อสู้ประกบสอง หันซ้ายก็เจอตัวแรก หันขวาก็เจอตัวที่สอง เล่นเอาแข้งจากบาร์เซโลน่าได้แต่ทำหน้าซึมที่เล่นไม่ได้ดั่งใจ

อย่างไรก็ตามแผนนี้ของทีมเล็กอาจโดนแก้เมื่อ “ทีมใหญ่” มีสตาร์ตัวอันตรายมากกว่าหนึ่งคน ซึ่งบางครั้ง ตัวคีย์แมนหมายเลข 1 ที่โดนประกบตายอาจเป็นแค่ตัวหลอก

กระนั้นที่ผ่านมา ยังไม่มีทีมใหญ่ทีมไหนที่แก้โจทย์ตรงนี้ได้ เนย์มาร์แทบจะเอาบอลไปเล่นอยู่คนเดียวและขาดการเชื่อมต่อกับเพื่อนที่ดีพอ ขณะที่ เมสซี่ ก็ไม่กล้าจ่ายบอลให้เพื่อนคนอื่น หรือถึงจ่ายไปเพื่อนก็เซนส์บอลไม่ทันกันและก็ทำเสียไปเอง

โปรตุเกส ใกล้เคียงที่สุดกับการมีกอนซาโล่ เกเดส ช่วยเหลือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทั้งคู่มีการประสานงานกันเพียงแต่ เกเดส ก็ยังขาดความเด็ดขาดอยู่ดีในจังหวะสุดท้าย

ที่ดูแล้วหนักใจสำหรับทีมเล็กที่สุดน่าจะเป็นฝรั่งเศส ที่มีตัวสไตล์คล่องแคล่วหลายคนทั้งคีเลี่ยน เอ็มบ๊าปเป้ , อ็องตวน กรีซมันน์ , นาบิล เฟคีร์ และ อุสมาน เด็มเบเล่

ฉะนั้นแผนในข้อ 3. อาจทำไม่สำเร็จกับทีมที่มีขุมกำลังเกมรุกอุดมสมบูรณ์เกินไป ยกตัวอย่างเช่นทีม “ตราไก่”

4. เน้นผลพอ ไม่เอาสกอร์มาก

ฟุตบอลโลกปี 2014 คือตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดว่าแต่ละทีมในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเน้นเล่นแบบปลอดภัย ชนิดกลัวแพ้กันทั้งคู่ แม้กระทั่งทีมใหญ่ก็ไม่อยากเสียประตูแบบพลิกล็อก

เมื่อ 4 ปีก่อนนับเฉพาะในรอบน็อคเอาท์มี 4 คู่ ที่ต้องไปต่อเวลาพิเศษ และอีก 4 คู่ ที่ต้องชี้ขาดด้วยการดวลลูกโทษที่จุดโทษ

อาร์เจนตินา ต้องเหนื่อยในช่วงต่อเวลาเพื่อเอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ , เนเธอร์แลนด์ เจาะ คอสตาริกาไม่ได้ตลอด 120 นาที , หรือแม้กระทั่ง บราซิลเจ้าภาพ ก็ยังโค่นชิลีไม่ลง

เมื่อแท็กติกของทั้งสองทีมทันกัน และผู้จัดการทีม (และนักเตะ) ไม่อยากเสี่ยง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการขอผลเสมอไว้ก่อน เพราะคิดง่ายๆเพียงว่า “อย่างน้อยก็ดีกว่าแพ้”

หรือแม้กระทั่งหลายแมตช์ที่ทีมใหญ่ใช้สูตร “มุมธง” และพอใจกับการเอาชนะทีมเล็กเพียงประตูเดียว นั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องชนะแบบสง่างาม ขอแค่ผลชนะก็เพียงพอแล้วกับฟุตบอลยุคใหม่ที่คำว่า “พลิกล็อก” พร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอ

มันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ใช่นานๆเกิดขึ้นทีเหมือนฟุตบอลสมัยก่อน ดูอย่างเช่นในฟุตบอลโลกหนนี้ ที่บางทีพลิกล็อกจนเกินไป กระทั่งแฟนบอลบางรายอาจบ่นว่า “ไม่พลิกบ้างก็ได้”

5. โค้ชกระจายตัวไปทำทีมเล็ก

เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ ไปคุมออสเตรเลีย , คาร์ลอส เคยรอช คุมทีมชาติอิหร่าน , เอกตอร์ คูเปร์ คุมทีมชาติอียิปต์ โค้ชเหล่านี้มีประวัติการทำทีมมาอย่างยาวนาน และวนเวียนอยู่ในฟุตบอลระดับสูง พวกเขามาคุมทีมเหล่านี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในเกมฟุตบอลด้วยส่วนหนึ่ง

ในรายของ เคยรอช เขายกทีมงานจากโปรตุเกสมาช่วยเปลี่ยนสไตล์การเล่นของ อิหร่าน ให้เน้นเกมรับแน่น และใช้เทคนิคที่มีให้มากขึ้น สังเกตว่าเวิลด์ คัพหนนี้ ทีมดังจากเตหะรานไม่ได้มีดีเพียงสรีระ แต่ยืนตำแหน่งสะเปะสะปะ พวกเขาตั้งเกมรับกันอย่างเป็นระบบ และมีวิธีโจมตีคู่แข่งเพื่อให้ได้มาซึ่งประตู

หากมองในเชิงแท็กติก ปัจจุบันนักฟุตบอลสามารถฝึกฟุตบอลได้เองผ่านทาง youtube และหากมีโค้ชและแมวมองที่ดี คุณสามารถปั้นตัวเองไปเล่นต่างแดน และนำสิ่งที่ได้จากลีกใหญ่ๆมาพัฒนาวงการฟุตบอลในประเทศบ้านเกิดได้เช่นกัน

ปัจจุบันโลกกำลังรวมเป็นหนึ่ง นั่นไม่ใช่เพียงเรื่องของการเมือง หรือเทคโนโลยี แต่รวมถึงฟุตบอลด้วย ชาติที่ “เล็ก” ในโลกของฟุตบอลอาจไม่เล็กเสมอไปเมื่อพวกเขามีกำลังเงิน และ ความเอาจริงเอาจังในการก้าวไปข้างหน้า

เช่นเดียวกัน ลิโอเนล เมสซี่ , เนย์มาร์ หรือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้คนต่อไป อาจไปเกิดขึ้นที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ อาร์เจนตินา , บราซิล หรือโปรตุเกสแล้วก็เป็นได้