Analysis

ยุทธการติดปีกหงส์ : บันได 5 ขั้นของคล็อปป์ในการนำลิเวอร์พูลสู่แชมป์พรีเมียร์ลีก

ไล่เรียงตั้งแต่การค้นหาคู่ขาให้ เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค เรื่อยมาถึงการกำจัดจุดอ่อนให้สิ้นซาก แม็ตต์ แลดสัน คอลัมนิสต์แห่ง This Is Anfield ชี้แนะถึงสิ่งที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องทำในช่วงซัมเมอร์นี้ หากหวังนำทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

We are part of The Trust Project What is it?

นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งให้คุมทีมลิเวอร์พูลเมื่อเดือนตุลาคม 2015 เจอร์เก้น คล็อปป์ เผยถึงเป้าหมายของตัวเองในถิ่นแอนฟิลด์ว่า "ถ้าผมอยู่ที่นี่ถึง 4 ปี ผมมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า เราจะสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้"

นั่นหมายความว่า ภายในเดือนตุลาคม 2019 กุนซือเยอรมันคาดหวังว่าจะนำแชมป์ลีกมาสู่ถิ่นแอนฟิลด์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งการที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เตรียมซิวแชมป์หลังนำโด่งในฤดูกาลนี้ มันทำให้คล็อปป์เหลือโอกาสแค่เพียงฤดูกาลหน้า 2018/19 เท่านั้น สำหรับความสำเร็จที่เขาตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ต้น

ชัดเจนว่า ทีมมีพัฒนาการขึ้นตลอด 2 ปีครึ่งในยุคของคล็อปป์ ด้วยการเตรียมคว้าสิทธิ์แชมเปี้ยนส์ ลีก ติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สมัยที่ ราฟา เบนิเตซ นั่งแท่นกุนซือในถิ่นเมอร์ซี่ไซด์ ครึ่งฤดูกาลแรกของคล็อปป์ปิดจ็อบด้วยการนำ "หงส์แดง" รั้งอันดับ 8 และแพ้ในนัดชิงชนะเลิศบอลถ้วย 2 รายการ ส่วนฤดูกาลแรกที่คุมทีมแบบเต็มตัว นายใหญ่พันธุ์เบียร์พาทีมจบอันดับ 4 และในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009

นายใหญ่ "หงส์แดง" ค่อยๆ พัฒนาคุณภาพของผู้เล่น 11 ตัวจริงและขุมกำลังในเชิงลึกจากการเสริมทัพของเขา ด้วยอัตราความสำเร็จอย่างสูงจากบรรดาผู้เล่นที่เขาเซ็นสัญญาเข้ามา จากกลุ่มผู้เล่นที่ออกสตาร์ตในเกมนัดล่าสุดที่ถล่มวัตฟอร์ด 5-0 มีนักเตะเพียง 4 คนที่หลงเหลือจากวันแรกที่คล็อปป์ก้าวเข้ามา หนึ่งในนั้นคือ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่ถูกปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่

ส่วนอีก 3 คนที่เหลือ คนหนึ่งคือกองหลังดาวรุ่ง โจ โกเมซ อีกคนคือ เอ็มเร่ ชาน ซึ่งมีโอกาสอำลาสโมสรในซัมเมอร์นี้ และอีกหนึ่งคือกัปตันทีม จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ตำแหน่งในทีมอาจสั่นคลอนในช่วงซัมเมอร์เช่นกัน เมื่อ นาบี เกอิต้า รวมทั้งกองกลางรายอื่นเตรียมย้ายเข้ามา

ฤดูกาลหน้า มันจะเป็นทีมของคล็อปป์อย่างเต็มรูปแบบ นี่คือกระบวนการสำคัญของกุนซือชาวเยอรมันในการคุมทัพ "หงส์แดง" ซัมเมอร์ที่ 3 ติดต่อกัน

1) ตามหาคู่หูให้ เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค

การคว้า เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค เข้ามาเสริมแนวรับลิเวอร์พูล ทำให้เกิดพัฒนาการในเรื่องพื้นฐานของทีม นอกจากนั้น มันก็ถึงเวลาที่จะให้โอกาส ลอริส คาริอุส เป็นนายทวารมือหนึ่ง และนั่นทำให้แนวรับทั้งหมดต่างเล่นกันได้ง่ายขึ้น และเหนียวแน่นกว่าเดิม

นับตั้งแต่ฟาน ไดจ์ค ย้ายเข้ามาในเดือนมกราคม คล็อปป์หมุนเวียนคู่หูในการออกสตาร์ตร่วมกับกองหลังดัตช์ โดย เดยัน ลอฟเรน และ โฌแอล มาติป ต่างต่อสู้ในตำแหน่งอันเป็นหัวใจหลักแนวรับ "หงส์แดง" มันดูเหมือนกุนซือเยอรมันกำลังปล่อยให้ทั้งคู่ต่อสู้อย่างเต็มที่เพื่อเป็นคู่ขาของ ฟาน ไดจ์ค

แต่ตอนนี้ยังไม่มีผู้ชนะสำหรับการต่อสู้ดังกล่าว และคล็อปป์จะนำเซนเตอร์แบ็กตัวใหม่เข้ามา เพื่อประสานงานกับ ฟาน ไดจ์ค และสร้างป้อมปราการอันมั่นคงในแนวรับ นั่นหมายถึง ลอฟเรน หรือ มาติป ต้องหลุดเป็นสำรอง ส่วนคนอื่นที่ไม่ได้กล่าวถึง? เตรียมหาทีมใหม่ได้

จวบจนตอนนี้ ลิเวอร์พูลเสียไปแล้ว 34 ประตู มันเป็นสถิติแย่ที่สุดในบรรดาทีมท็อปไฟฟ์ โดยเสียมากกว่าคู่แข่งในกลุ่มนี้ 7 ประตู แน่นอน ส่วนหนึ่งมันเป็นผลงานที่เกิดขึ้นก่อนที่ ฟาน ไดจ์ค จะย้ายเข้ามาช่วงกลางฤดูกาล ซึ่งรวมถึงการเสีย 5 ประตูที่รังแมนฯ ซิตี้ และโดน 4 ตุงในการเยือนสเปอร์ส แต่มันชัดเจนว่า ทีมยังต้องมีการพัฒนาในจุดนี้ต่อไป

2) ยกเครื่องแดนกลางใหม่  

การเข้ามาของ นาบี เกอิต้า ทำให้คล็อปป์สามารถเปลี่ยนไปเล่นหมาก 4-2-3-1 อันเป็นระบบที่สร้างชื่อให้เขาในสมัยคุมทีม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แต่แม้เขายึดสูตร 4-3-3 ต่อไป คล็อปป์ก็ยังต้องหาคู่ขาสำหรับแข้งกินีหน้าใหม่อยู่ดี

เกอิต้าไม่ใช่กองกลางตัวโฮลด์บอลและ 2 ผู้เล่นที่ถูกประเมินว่า น่าจะเข้ามาแทนที่เฮนเดอร์สันคือ จอร์จินโญ่ ของนาโปลีและ วิลฟรีด เอ็นดิดี้ ของเลสเตอร์ ซิตี้ จอร์จินโญ่สามารถเติมเต็มความกระตือรือร้นของเกอิต้ได้ ด้วยการพุ่งไปข้างหน้า และทักษะในการเลี้ยงบอล ขณะที่เอ็นดิดี้จะเพิ่มความแข็งแกร่งในแดนกลาง นี่คือ 2 ผู้เล่นที่มีโอกาสเข้ามา ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับอนาคตของชาน จากการที่มิดฟิลด์เยอรมันดูเหมือนเตรียมอำลาทีมแบบไร้ค่าตัว

นอกจากนี้ เงินที่ได้จากการปล่อยตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ยังพร้อมพรั่งสำหรับการเสริมทัพ และชื่อของ โตมาส์ เลอมาร์ มีสิทธิ์กลับมาอยู่บนโต๊ะพิจารณาอีกครั้ง ด้วยคุณสมบัติของการเป็นผู้เล่นตัวปั้นเกม และจุดประกายทีมจากแดนกลาง นอกจากนั้น เขายังฉีกไปเล่นทางริมเส้นได้ด้วย

ฤดูกาลนี้ มิดฟิลด์ลิเวอร์พูลอย่าง เฮนเดอร์สัน, ชาน, เจมส์ มิลเนอร์, จินี่ ไวนัลดุม และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ช่วยกันทำได้แค่ 8 ประตู เป็นอีกครั้งที่เราต้องบอกว่า มันชัดเจนเหลือเกินว่านี่คืออีกจุดที่พวกเขาจำเป็นต้องพัฒนา

ตัวเลือกแดนกลางของลิเวอร์พูลในตอนนี้นั้นถือว่าแข็งแกร่งก็จริง แต่พวกเขาก็เหมือนกันไปหมด ปีหน้า ทีมจำเป็นต้องมีผู้เล่นที่พลิ้วไหวและมีชั้นเชิงมากกว่าเดิม

3) ปล่อยตัวผู้เล่นที่ไม่สามารถพึ่งพาได้

กุญแจสำคัญภายใต้ระบบการเล่นของคล็อปป์คือ ความแข็งแกร่งทางสภาพร่างกาย นั่นหมายความว่า ผู้เล่นที่กำยำจะถูกใช้งานอย่างสม่ำเสมอ มันเป็นข่าวร้ายสำหรับกลุ่มที่บาดเจ็บง่ายๆ อย่าง เฮนเดอร์สัน, ลอฟเรน, มาติป และ อดัม ลัลลาน่า

ทั้ง 4 รายเป็นผู้เล่นตัวหลักของคล็อปป์ในปีแรกๆ แต่พวกเขาค่อยๆ ลดบทบาทในทีมหลังจากนั้น และซัมเมอร์นี้ พวกเขาต้องการจุดเปลี่ยน เฮนเดอร์สันลงเล่นเพียง 52% จากจำนวนนาทีทั้งหมด นับตั้งแต่ปี 2015 และมีโอกาสลงสนามมากกว่าสเตอร์ริดจ์เพียงเล็กน้อยในยุคของคล็อปป์

นอกจากนั้น ยังมีคำถามเกี่ยวกับความฟิตในระยะยาวของ เนธาเนียล ไคลน์ และ แดนนี่ อิงส์ ว่าสามารถลงเล่นครบ 90 นาทีได้อีกครั้งหรือไม่? ทั้งคู่ยังคงอยู่กับทีม แต่ก็นั่นแหละ ทั้งสองอาจได้รับอนุญาตให้ย้ายทีม หากมีข้อเสนอดีๆ ยื่นเข้ามา

ผู้เล่นที่มีสภาพร่างกายอันเปราะบาง จะต้องถูกกำจัดออกไป เหมือนอย่างเช่นที่ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ กำลังเผชิญอยู่